คุณจำข่าววันนั้นได้ไหม? วันที่พี่ชายของคิม จอง อึน ถูกฆาตกรรมในสนามบินในมาเลเซีย วันที่ 13 กุมภาพันธ์ของปีที่แล้ว เรื่องนี้ถือเป็นข่าวใหญ่เพราะมันเป็นการกระทำที่อุกอาจ, เป็นการฆ่าคนในที่สาธารณะขนาดนั้น, ช่างกล้าจริงๆ, เป็นข่าวใหญ่จนโทรทัศน์ทุกช่องต้องเล่นข่าวนี้ ทุกเว็บไซต์ข่าวไม่พลาด ตั้งแต่จังหวะแรกไปจนจบวงจรการวิเคราะห์ คุณรู้ไหม ในญี่ปุ่น ก่อนที่โทรทัศน์จะเล่นข่าวนี้ มีแอพพ์แอพพ์หนึ่งที่ลงข่าวก่อนหน้าเกือบสี่สิบนาที ไม่แปลก! คุณอาจคิด โทรทัศน์ต้องเล่นข่าวช้ากว่าอยู่แล้ว ไหนจะต้องมีบรรณาธิการ ไหนจะต้องตรวจสอบความถูกต้อง ก็จริงอยู่ การออกข่าวโทรทัศน์นั้นอาจดูเหมือน “มีความรับผิดชอบมากกว่า” และ “ต้องตรวจสอบมากกว่า” ข่าวที่อ่านผ่านแอพพ์อยู่หน่อย แต่ถ้าผมบอกว่า เจ้าของแอพพ์นี้ ก็มั่นใจไม่แพ้ใครว่าห้องข่าวของตนก็มีความรับผิดชอบและการตรวจสอบไม่ต่างจากสื่อแบบดั้งเดิมล่ะ คุณจะว่าอย่างไร?
และที่สำคัญ บริษัทที่ผลิตแอพพ์นี้ไม่ได้จ้างกองทัพนักข่าวมหาศาลเพื่อรายงาน กลับกัน ในหมู่พนักงานยี่สิบสี่คน มีมากถึงสองในสามที่เป็นวิศวกร
นี่คือแอพพ์ที่ชื่อว่า NewsDigest มันเป็นแอพพ์อ่านข่าวยอดนิยมอันดับแปดใน App Store ของญี่ปุ่น NewsDigest เป็นผลผลิตของบริษัท JX Press Corp ที่ตั้งขึ้นโดยคัตสึฮิโระ โยเนชิเงะ ในปี 2008 ระหว่างที่เขายังเป็นเด็กปีหนึ่งในมหาวิทยาลัย
NewsDigest ใช้วิธีทำข่าวที่เหมาะกับยุคใหม่ มันผสมผสานพลังของโซเชียลมีเดียกับปัญญาประดิษฐ์เข้าไว้ด้วยกัน, เมื่อปัญญาประดิษฐ์ของระบบเบื้องหลัง NewsDigest พบเรื่องที่ “น่าจะเป็นข่าว” ในโซเชียลมีเดียอย่างเช่นทวิตเตอร์เมื่อไร มันก็จะสืบเสาะ ค้นเข้าไปในเรื่องนั้นเพื่อให้ได้ข้อมูลเพิ่มเติม แล้วนำมาเขียนข่าวเป็นชิ้นๆ จะว่าไปก็อาจไม่ต่างกับวิธีที่นักข่าวรุ่นใหม่ทำงานนัก (ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด, ข่าวจากโซเชียลมีเดียก็เป็นข่าวเหมือนกัน)
ก่อนหน้านี้เราอาจเคยได้ยินเรื่องการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการเขียนข่าวมาบ้างแล้ว แต่โดยมาก เดิมทีจะมีการใช้ระบบแยกส่วนกัน อาจมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อ “ดึง” กระแสที่น่าสนใจจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก เพื่อให้นักข่าวมนุษย์ส่วนหนึ่ง และอาจมีการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการ “สรุป” ข้อมูลที่มนุษย์ดึงหรือเลือกมาก่อนหน้า (เช่น ข่าวหุ้น หรือข่าวกีฬา ที่สามารถใส่สถิติเข้าไปในระบบแล้วปัญญาประดิษฐ์จะจัดทำรายงานที่เป็นภาษามนุษย์ออกมาให้เอง) ในอีกส่วนหนึ่ง แต่ระบบ NewsDigest สามารถทำได้สองอย่าง ทำให้มันทำหน้าที่เหมือนกับ “ผู้สรุปข่าวโซเชียล” ให้เราฟังทุกๆ วัน
นอกจาก NewsDigest ที่เป็นแอพพลิเคชั่นสำหรับผู้บริโภคแล้ว บริษัท JX Press Corp ยังมีผลิตภัณฑ์เพื่อห้องข่าวอีกผลิตภัณฑ์หนึ่ง ชื่อว่า FastAlert ซึ่งเป็นระบบที่ทำหน้าที่แจ้งเตือนนักข่าวเมื่อมีสัญญาณของเรื่องราวใหม่ๆ (อย่างที่นักข่าวอาจเรียกว่า “ได้กลิ่นข่าว” “มีจมูกในการดมข่าว”) เข้ามา เช่น ข่าวไฟไหม้ ข่าวอุบัติเหตุหรือภัยพิบัติอื่นๆ โดยคำนึงถึงความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าวด้วย ปัจจุบัน FastAlert มีผู้ใช้งานเป็นสำนักข่าวใหญ่ๆ ในญี่ปุ่น ทั้งช่อง NHK, TV Asahi และฟูจิทีวี ผู้บริหารของ TV Asahi ชื่นชมว่า FastAlert เป็น “เครื่องมือที่เขาต้องมี” เพราะมันทำให้นักข่าวได้กลิ่นข่าวก่อนตำรวจและสถานีดับเพลิงเสียอีก เขาให้สัมภาษณ์กับ Bloomberg ว่าการมี FastAlert ก็ “เหมือนกับการมีตากล้องเป็นร้อยล้านคนเลย”
แล้วข่าวที่ได้จากระบบปัญญาประดิษฐ์จะมีความน่าเชื่อถือไหม? โยเนชิเงะตอบคำถามนี้ด้วยการบอกว่าระบบของเขาสามารถกรองข่าวปลอมได้มากถึง 99 เปอร์เซ็นต์ โดยยกตัวอย่างครั้งหนึ่งที่มีเหตุแผ่นดินไหวในเมืองคุมาโมโต้ แล้วมีคนเล่นแผลงๆ อัพโหลดรูปสิงโตขึ้นทวิตเตอร์แล้วบอกว่าแผ่นดินไหวแรงจนสิงโตตัวนี้หลุดออกมาจากสวนสัตว์ ขณะที่คนบนโซเชียลอาจหลงเชื่อและแชร์ต่อ แต่ระบบ FastAlert กลับสามารถตรวจสอบรูปและระบุได้ว่านี่เป็นภาพถ่ายจากแอฟริกาใต้ ไม่ใช่ภาพถ่ายจาก
คุมาโมโต้ได้อย่างว่องไว
ปัจจุบันเราเห็นสัญญาณของการใช้ระบบอัตโนมัติในการทำข่าวมากขึ้นทุกที นอกจากผลิตภัณฑ์ที่เป็น “ตัวหนังสือ” แล้ว เรายังเห็นการทดแทนในผลิตภัณฑ์ที่เป็น “ภาพ” ด้วย ตัวอย่างเช่น ไม่นานมานี้เว็บไซต์สต๊อกโฟโต้อย่าง GettyImages (ที่สำนักข่าวก็มักเลือกใช้) ประกาศเปิดตัวระบบชื่อ Panel ที่สามารถทำหน้าที่ “ทดแทนบรรณาธิการภาพ” ได้ เมื่อนักข่าวก๊อบปี้เนื้อข่าวที่ตนเองเขียนเข้าไปในระบบ, Panel ก็จะวิเคราะห์คำสำคัญต่างๆ ที่มีในตัวบท เพื่อค้นหารูปที่เหมาะสมได้ทันที เช่น หากเราใส่ข่าวเกี่ยวกับโรงไฟฟ้าและมลพิษในลอนดอนลงไป ระบบก็จะแสดงรูปที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในลอนดอนหรือหมอกควันมาให้เลือกใช้ รองประธานอาวุโสฝ่ายข้อมูลของ Getty Images ให้สัมภาษณ์ว่า ในตอนนี้ “ปัญญาประดิษฐ์ยังเป็นเพียงเครื่องมืออยู่ แต่คนเลือกก็คือบรรณาธิการนั่นแหละ” ระบบดังกล่าวทำหน้าที่ได้เพียงคัดสรรรูปที่ “ดูจะเกี่ยวข้อง” และเรียงลำดับความเหมาะสมมาเท่านั้น แต่มันไม่ได้ทำหน้าที่ตัดสินใจ อย่างน้อยก็ในตอนนี้
ลองจินตนาการถึงห้องข่าวในอนาคต ห้องข่าวที่ไร้นักข่าว อาจมีวิศวกรระบบนั่งควบคุมอยู่สองหรือสามคน ห้องข่าวแบบนั้นจะเป็นไปได้จริงไหม ข่าวที่เกิดจากการ “สรุป” เรื่องบนโซเชียลมีเดียจะเปลี่ยนแปลงสังคมของเราไปอย่างไร
แน่นอน อาชีพนักข่าวยังคงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างน้อยก็ในอนาคตอันใกล้ เพราะ AI ยังขาด “วิจารณญาณ” และ “ความสามารถในการสืบสวนจากแหล่งข่าว” อยู่ แต่เหล่านักข่าวยุคใหม่ก็อาจต้องถามตนเองด้วย ว่าในโลกใหม่แห่งนี้ เราควรพัฒนาทักษะอะไร ที่จะไม่ถูก “ทดแทน” ได้ในเร็ววัน
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

