หน้าแรก คอลัมนิสต์ พรรคมวลชน โดย...

พรรคมวลชน โดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

11.09.18 | 13:00 น.

พรรคมวลชน ในแง่นี้ไม่ใช่ชื่อพรรคเก่าของคุณ เฉลิม อยู่บำรุง เมื่อหลายสิบปีก่อนนะครับ (คนรุ่นนี้อาจจะไม่รู้จักแล้วก็ได้) แต่มาจากคำว่า mass party ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่าถ้าจะแปลว่า พรรคของมวลชน มันจะครอบคลุมความหมายได้แค่ไหน เลยขอใช้คำว่า พรรคมวลชนไปก่อน

ถ้านึกถึงคำจำกัดความของประชาธิปไตยที่ชอบพูดกันว่า ประชาธิปไตยเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน แล้วมาลองอธิบายว่า พรรคมวลชน คือพรรคของมวลชน โดยมวลชน เพื่อมวลชน หรือเข้าใจว่า พรรคมวลชน คือพรรคของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน ก็ดูจะอุดมคติมากไปนิด เพราะพรรคมวลชนในหลายประเทศในโลกนั้น ก็ไม่ใช่พรรคของประชาชนไปเสียทั้งหมด ด้วยว่ามีการจัดองค์กรที่เป็นระบบ และมีเครือข่ายของชนชั้นนำในพรรคเช่นกัน

เรื่องแบบนี้ไม่ต้องผิดหวัง ไม่ต้องฟูมฟายครับ เอาเป็นว่าในทางรัฐศาสตร์นั้น เมื่อพูดถึงพรรคมวลชน เราจะไม่ได้พยายามอธิบายว่า พรรคมวลชนคือพรรคอุดมคติเท่านั้น คือดีไปเสียทุกอย่าง ทำเพื่อประชาชนไปเสียทุกอย่าง

แต่เราพยายามทำความเข้าใจความเป็นจริงของพรรคการเมือง และเข้าใจว่าพรรคมวลชนนั้นมีจริงในหลายประเทศ และยังมีเงื่อนไขอีกมากมายที่พรรคมวลชนนั้นจะสนับสนุนประชาธิปไตย และมีส่วนในการพัฒนาประชาธิปไตยที่มีคุณภาพมากขึ้น

พรรคมวลชนที่ไม่สนับสนุนประชาธิปไตยก็มีอยู่เช่นกัน เช่น พรรคนาซี หรือพรรคคอมมิวนิสต์เป็นต้น

Advertisement

การไม่สนับสนุนประชาธิปไตยนั้น บางทีไม่ได้หมายถึงว่าพรรคมวลชนนั้นๆ ต้องประกาศอุดมการณ์ต่อต้านประชาธิปไตย เรื่องนี้ต้องตั้งหลักและตั้งข้อสังเกตดีๆ เพราะการไม่สนับสนุนประชาธิปไตย บางทีเป็นเรื่องของการนำเสนอเวอร์ชั่น หรือคำจำกัดความและปฏิบัติการทางการเมืองในแบบอื่นที่ถูกเรียกว่าประชาธิปไตยเหมือนกัน แต่เป็นประชาธิปไตยตามที่เขาจะนิยามเอาเอง

ในอีกด้านหนึ่ง ต่อให้มีพรรคมวลชนที่โคตรจะสนับสนุนประชาธิปไตย ก็ไม่ได้หมายความว่าประชาธิปไตยจะลงหลักปักฐานและยั่งยืนได้เสมอไป เพราะสังคมที่ประชาธิปไตยมีคุณภาพนั้น จะต้องมีอีกหลายปัจจัยที่ทำงานร่วมกับพรรคมวลชนเช่นกัน อาทิ หลักสิทธิมนุษยชน หลักเสรีภาพ สื่อมวลชนที่มีอิสระ หลักการเคารพและบังคับใช้กฏหมายโดยเสมอกัน และความมีมาตรฐานการดำรงชีพทางเศรษฐกิจ และการให้หลักประกันสวัสดิการขั้นพื้นฐาน

แน่นอนครับ พูดไปเหมือนพูดอะไรก็ถูกหมด แต่ก่อนจะเข้ามาถึงรายละเอียดของพรรคมวลชนนั้น ก็ต้องพยายามเข้าใจด้วยว่า พรรคมวลชนนั้นทำงานไม่ได้เต็มที่หรอกครับ ถ้าไม่มีการเลือกตั้ง (ฮา)

การพูดถึงเรื่องของพรรคมวลชนนั้นมีด้วยกันหลายมิติ บางคนก็สนใจว่ามีกำเนิดเมื่อไหร่ บางคนก็สนใจหาคำจำกัดความ บางคนก็สนใจแยกประเภทพรรคมวลชนออกจากพรรคประเภทอื่น รวมไปถึงการแยกประเภทของพรรคมวลชนด้วยกันเอง

ความเข้าใจร่วมกันยุคหนึ่งมองว่า พรรคมวลชนนั้นจะเป็นพรรคมวลชนได้จะต้องมีจำนวนคนเข้าร่วมจำนวนมาก อันนี้ก็คงจะเข้าใจได้ไม่ยาก เพราะมีคำว่า “มวลชน” อยู่ในนั้น

บ้างก็สนใจว่าพรรคมวลชนนั้นจะต้องเป็นพรรคที่มีลักษณะทางชนชั้น คือต้องเป็นพรรคของชนชั้นล่างเท่านั้น ซึ่งการอธิบายเช่นนี้มีนัยยะสำคัญหลายประการ ตั้งแต่เรื่องของการเข้าใจว่าพรรคมวลชนจะต้องมีจุดยืนเพื่อคนยากจน หรือคนที่เสียเปรียบทางสังคมเท่านั้น (จริงหรือไม่?) ทั้งที่หลายฝ่ายก็มองว่า พรรคอนุรักษ์นิยมในหลายๆ ประเทศนั้น ก็มีมิติของความเป็นพรรคมวลชนเช่นกัน พรรคมวลชนจึงไม่ได้มีความหมายง่ายๆ ว่าต้องเป็นพรรคเพื่อคนจนเท่านั้น แต่อาจหมายถึงการที่คนเข้าร่วมจำนวนมาก และการเข้าร่วมไม่ได้เป็นเรื่องของชาติกำเนิด คือ เช่นพรรคที่บอกว่าเป็นพรรคคนดีนั้น คนเกิดมาแบบไหนก็เป็นคนดีได้ พรรคเพื่อชาติ คนแบบไหนก็ทำเพื่อชาติได้

อย่างกรณีของทรัมป์ และ รีพับลิกันในสหรัฐอเมริกานั้น ก็จะพบว่า พรรครีพับลิกันนั้น นอกจากได้คะแนนเสียงจากคนรวยแล้ว ยังได้คะแนนเสียงจากคนจนด้วย

ดังนั้นเราจึงไม่สามารถฟันธงง่ายๆ ว่าพรรคมวลชนนั้นต้องทำเพื่อประชาชนและประชาชนต้องหมายถึงคนจนเท่านั้น เราอาจจะต้องถามคำถามใหม่ ว่าคนรวยพวกไหนเลือกรีพับลิกัน และคนจนพวกไหนเลือกรีพับลิกัน และคนจนกับคนรวยที่ร่วมกันเลือกรีพับลิกัน เขามีจินตนาการของการอยู่ร่วมกันอย่างไร

มิพักต้องอธิบายว่ารีพับลิกันนั้นยังถือเป็นต้นแบบหนึ่งของพรรคมวลชนในอเมริกาในช่วงเริ่มแรก

อีกเรื่องที่สำคัญในการเข้าใจพรรคมวลชนก็คือคำอธิบายที่ว่า พรรคมวลชนนั้นเป็นปรากฏการณ์ของโลกสมัยใหม่ที่เฉพาะเจาะจงไปในระดับของโลกอุตสาหกรรมเท่านั้น เพราะ “มวลชน” (mass) ในความหมายนี้ ต้องเป็นความหมายของโลกตะวันตกที่เป็นอุตสาหกรรม นอกเหนือจากมิติของเศรษฐกิจคือเป็นชนชั้นกรรมาชีพแล้ว อาจจะต้องมีมิติทางจิตวิทยาและสังคมวัฒนธรรมประกอบด้วย

ในแง่นี้เราไม่ได้อธิบายว่าความสำคัญของพรรคมวลชนนั้นอยู่ในเรื่องของ “พรรค” แต่อยู่ในเรื่องของกำเนิดของ “มวลชนสมัยใหม่” ที่อาจมีลักษณะเฉพาะบางประการ ได้แก่ เป็นปัจเจกชน เป็นคนที่ไม่ได้พึ่งพาความเชื่ออื่นๆ นอกเหนือไปจากนโยบายเพื่อชนชั้นของตนเอง และพร้อมที่จะเชื่อถืออุดมการณ์บางประการที่ตอบสนองความคิดของตนเอง แต่อย่างน้อยก็หลุดออกมาจากโครงสร้างทางสังคมในแบบเก่า หรือระบบวัฒนธรรมในแบบเก่า และให้ความสำคัญกับการเมืองที่แข่งขันกันทางนโยบายมากกว่าเรื่องอื่นๆ

ในแง่นี้ ความเป็นมวลชนร่วมสมัยนั้นอาจจะมีทั้งลักษณะที่เป็นเหตุผล หรือลักษณะที่โหยหาบางสิ่งที่ขาดหายไปในกระบวนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โลกใหม่ จึงมีความเป็นไปได้ว่าพรรคมวลชนบางพรรคอาจจะนำเสนอความก้าวหน้าทางอุดมการณ์ในแบบที่พึ่งพาอำนาจของระบบเหตุผล เช่น เชื่อมั่นในคุณค่าสมัยใหม่และระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ขณะที่พรรคมวลชนบางพรรคอาจจะรื้อฟื้นอุดมการณ์หรือคุณค่าบางอย่างที่ขาดหายไปในกระบวนการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สมัยใหม่หรือหรือโลกปัจจุบัน เช่น การรื้อฟื้นหรือตอกย้ำแนวคิดเรื่องศาสนา คุณธรรมความดี และความเป็นชาติในทางสังคมวัฒนธรรมมากกว่าความเป็นชาติในทางเศรษฐกิจและความเท่าเทียมเป็นต้น

ในแง่ของการนำเสนอนโยบายก็เช่นกัน พรรคมวลชนนั้นอาจไม่จำเป็นต้องนำเสนอนโยบายเพื่อคนจนเท่านั้น อันนั้นเป็นลักษณะที่ค่อนข้างคับแคบ และเป็นลักษณะอัตวิสัยของผู้ประเมิน พรรคมวลชนจำนวนไม่น้อยพยายามอธิบายว่านโยบายของตนนั้นให้กับคนทุกกลุ่ม และพยายามนำเสนอชุดคุณค่าที่อาจมีความหมายกว่าชนชั้นใดชนชั้นหนึ่งก็ได้ เช่นนโยบายนั้นดีกับประเทศชาติ ชาติเป็นของทุกคน ทุกคนมีหน้าที่ในชาติอย่างไร อะไรจะดีในระยะยาว

อธิบายเช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าผมเห็นด้วยกับพรรคมวลชนเหล่านั้น สิ่งสำคัญก็คือ อะไรทำให้คนจำนวนมากโดยเฉพาะคนที่เป็นคนจนหันไปเลือกพรรคที่ไม่ได้มีนโยบายหลักเพื่อคนจน เรื่องนี้ทำให้เห็นประเด็นสำคัญสองประการ หนึ่งคือ มิติเรื่องเศรษฐกิจนั้นไม่ได้มีความหมายหลักในทางการเมืองเสมอไป และ ในทุกๆ ครั้ง ในทุกๆ พื้นที่ การเมืองนั้นยังมีความหมายอื่นๆ มากกว่าเรื่องปากท้อง และไม่เสมอไปที่คนจนจะต้องมองเรื่องปากท้องเป็นหลักในการตัดสินใจทางการเมือง

สองคือ นโยบายกับอุดมการณ์ ที่มักชอบพูดถึงกันเมื่อพูดถึงพรรคการเมือง อาจไม่ใช่เรื่องที่พรรคการเมืองนั้นขายกันออกไปตรงๆ เช่น พรรคมีนโยบายหนึ่งสองสามสี่ หรือ พรรคนี้มีอุดมการณ์ดังนี้ เพราะเรื่องสำคัญอาจอยู่ที่ว่า นโยบายนั้นอาจมีความหมายต่อผู้เลือกตั้งไม่เท่ากัน บางคนมองว่าตนเลือกเพราะนโยบาย และพร้อมจะเปลี่ยนพรรคได้ถ้ามีนโยบายพรรคอื่นที่ดีกว่า หลายคนบอกว่าตนนั้นเลือกนโยบาย แต่เอาเข้าจริงคนเหล่านั้นเลือกนโยบายที่สะท้อนถึงอุดมการณ์เบื้องหลัง หรือไม่ได้แคร์ว่านโยบายนั้นจะทำได้จริงไหม แต่รู้สึกว่านโยบายดังกล่าวมันสะท้อนถึงระบบคุณค่าบางประการที่ตนรู้สึกผูกพัน

ดังนั้น ความสำคัญของนโยบาย อุดมการณ์พรรค และระบบคุณค่าของพรรคและของสมาชิกพรรค และผู้เลือกพรรคนั้น ก็ล้วนแต่มีความสำคัญทั้งสิ้น และในการเมืองที่เกิดขึ้นจริงนั้น อาจเป็นไปได้ว่ามันมีความผสมปนเปไปด้วยกันของทั้งสามองค์ประกอบ มากกว่าจะมาพูดกันง่ายๆ ว่าพรรคมวลชนนั้น ต้องเป็นพรรคที่ทำเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ด้วยนโยบายเศรษฐกิจแบบที่ยกระดับความเป็นอยู่ของคนรากหญ้า

อีกด้านที่สำคัญของพรรคมวลชนก็คือ พรรคมวลชนนั้นไม่ใช่เรื่องอุดมคติเสมอไป การพูดถึงพรรคมวลชนอาจจะต้องทำความเข้าใจทั้งมิติของผู้นำพรรคและกลไกการบริหารจัดการพรรค และเข้าใจพัฒนาการของพรรคมวลชนเหล่านั้นด้วย กล่าวคือ พรรคมวลชนอาจจะเริ่มต้นจากพรรคการเมืองที่มีศูนย์กลางอยู่ที่บุคลิกภาพและบารมีของผู้นำพรรคที่มีความเก่งกาจในการจูงใจผู้คน หรืออาจจะมีกำเนิดจากกลุ่มก้อนทางการเมืองบางกลุ่มที่ต้องการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองก็ได้ ดังนั้น มิติที่สำคัญก็คือ การเชื่อมร้อยกันของตัวหัวหน้าพรรคและแกนนำของพรรคเข้าสู่มวลชน และมีเป้าหมายเพื่อชนะการเลือกตั้ง

แต่ในระยะยาวแล้ว เรามักจะสนใจว่าพรรคมวลชนน่าจะต้องหมายถึงการที่พรรคนั้นสามารถที่จะก้าวข้ามบุคลิกและบุญบารมีของตัวผู้นำเอง ไปสู่การมีโครงสร้างพรรคที่เข้มแข็งโดยไม่ต้องพึ่งตัวบุคคลที่เป็นหัวหน้าพรรค อาทิ การมีสาขาพรรค และมีการทำงานที่ต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่มีการทำงานเฉพาะช่วงเลือกตั้ง

ความคิดเช่นนี้อาจจะดูเพ้อฝันไปนิดนึง เพราะว่าบุคลิกภาพของตัวผู้สมัครและผู้นำพรรคก็มีส่วนสำคัญไม่น้อยในการทำให้พรรคนั้นได้รับความนิยม และไม่เสมอไปที่จะอธิบายง่ายๆ ว่าพรรคคนจนนั้น ต้องมีผู้นำมาจากคนจนในระดับเดียวกับภาพลักษณ์ของพรรค อย่างพรรคแรงงานของอังกฤษนั้น แกนนำพรรคก็ไม่ได้มากจากรากหญ้าขนาดนั้นเช่นกัน

อีกด้านหนึ่งก็คือ เป็นไปได้ไหมที่เราจะสร้างพรรคมวลชนขึ้นอย่างฉับพลันทันที หรือใช้กฏหมายในการบังคับให้เกิดมา เช่นสั่งให้ทำไพรมารี หรือ ระบุเงื่อนไขการสนับสนุนพรรคและการเป็นสมาชิกภาพของพรรค เพราะอาจเป็นไปได้ว่า ยิ่งออกกฎหมายมามาก ผลที่ได้อาจออกมาเป็นอีกด้านหนึ่ง เช่นการมีอิทธิพลของผู้นำพรรคอาจซับซ้อนขึ้นแทนที่จะเป็นไปตามที่เราคาดหวัง อาทิ ความเชื่อที่ว่า พรรคการเมืองนั้นจะต้องเป็นพรรคของประชาชน/มวลชน โดยการทำไพรมารี คำถามก็คือในมุมของพรรคการเมืองนั้นเขาอาจสนใจชนะการเลือกตั้ง และเขาคงไม่เลือกส่งคนที่ไม่ชนะการเลือกตั้งลงอยู่แล้ว ดังนั้น ต่อให้ไม่มีไพรมารีหรือไม่บังคับไพรมารี พรรคการเมืองเขาก็ต้องฟังเสียงของคนในพื้นที่ในระดับที่จะทำให้เขาชนะอยู่ดี

คำถามที่สำคัญก็คือ เวลาที่เราจะพูดถึงพรรคมวลชนในประเทศไทยนั้น เรานับพรรคไหนเป็นพรรคมวลชนบ้าง เราเข้าใจการเกิดขึ้นของมวลชนสมัยใหม่มากแค่ไหน เราเข้าใจหรือไม่ว่าพรรคมวลชนนั้นนอกจากจะมีนโยบายแล้ว อาจจะต้องมีอุดมการณ์และชุดคุณค่าอะไร และทั้งสามสิ่งนี้ทำงานร่วมกันอย่างไร

รวมไปถึงการสร้าง “มวลชน” ที่เป็นเสียงของพรรคก็สำคัญ เพราะมวลชนเอาเข้าจริงแล้วเขาไม่ได้เลือกนโยบายพรรคเท่านั้น แต่มวลชนเขาอ้างอิงและแสดงดัวตนว่าเขาเลือกผู้สมัครของพรรค สนับสนุนกิจกรรมพรรค เป็นสมาชิกของพรรคไหน และร่วมกิจกรรมรวมทั้งติดตามข่าวสารของพรรค แม้จะไม่ได้อยู่ในช่วงของการเลือกตั้ง (อาจจะเรียกทั้งหมดนี้ว่า party identification ในความหมายกว้างกว่าเฉพาะตอนที่ลงคะแนนเลือกตั้ง)

การพูดถึงพรรคมวลชนเป็นส่วนสำคัญของการศึกษาเข้าใจการเมืองมวลชน (mass politics) ที่เป็นรากฐานสำคัญของการเมืองร่วมสมัย คำถามก็คือ เราพร้อมจะเข้าสู่/กลับสู่ประชาธิปไตยมวลชนมากน้อยแค่ไหน และเอาเข้าจริงโครงสร้างอำนาจทางการเมืองที่ถูกวางรากฐานเอาไว้ในรอบนี้นั้น มีจุดมุ่งหวังที่จะกลับเข้าสู่การเมืองมวลชนไหม?

ผมเชื่อว่าไม่ และที่ท้าทายยิ่ง ก็คือพรรคการเมืองที่ดูจะมีท่าทีสนับสนุนกลุ่มผู้มีอำนาจในวันนี้ที่จะสืบสานอำนาจต่อนั้น ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีศักยภาพในการทำพรรคมวลชนเลย พรรคยังเป็นพรรคเฉพาะกิจ และมีแววว่าจะดูดนักการเมืองท้องถิ่นบางกลุ่ม มิหนำซ้ำยังไม่ปลดล็อกให้พรรคการเมืองในระดับพรรคมวลชนทั้งหลาย ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ และเพื่อไทย ให้ทำกิจกรรมในแบบพรรคมวลชนได้เลย ผมจึงมีความเห็นว่า การเมืองในช่วงนี้ไปจนถึงหลังการเลือกตั้งจะมีปัญหา ไม่ใช่เพราะสังคมแตกแยกหรอกครับ แต่เพราะว่าคนที่ร่างกติกาในรอบนี้ และคนที่อยากอยู่ในอำนาจต่อ โดยพยายามหากลไกให้อยู่ในอำนาจต่อทั้งจากสถาบันทางการเมืองแต่งตั้งอย่างวุฒิสภา และพรรคการเมืองที่โหนฝ่ายผู้มีอำนาจนั้น ไม่พร้อมที่จะเจอกับการเมืองมวลชนและพรรคมวลชน (อันนี้ในเงื่อนไขที่ไม่ต้องไกลถึงขนาดม็อบบนถนนนะครับ)

ที่สำคัญ พรรคมวลชนเดิมก็อาจจะยังก้าวไม่ทันและอาจจะไม่ปรับตัวกับพลวัตของมวลชนในฝ่ายของตัวเองด้วย หากยังสนใจแต่ว่าใครจะเป็นผู้นำพรรคเท่านั้น ดังนั้นความสำคัญอาจจะยังไม่ใช่ว่าพรรคมวลชนแต่ละฝ่ายยังไม่มีนโยบายหรือผู้นำพรรคที่ชัดเจน หรือ หน้าใหม่ๆ เท่านั้น แต่อาจจะเป็นไปได้ว่า พรรคแต่ละฝ่ายอาจจะยังไม่เข้าใจพลวัตของมวลชนของฝ่ายตนเองและฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งฝ่ายที่ยังไม่เลือกใครด้วยเช่นกัน ดังนั้น ฐานเสียงและคะแนนเสียงของฝ่ายตนเองก็อาจจะยังไม่นิ่งนะครับ

เรื่องนี้ไม่ได้หมายความแค่ว่าใครจะชิงฐานเสียงคนรุ่นใหม่ได้มากกว่ากัน แต่หมายความว่าคนรุ่นอื่นๆ เขามีความคาดหวังกับการเมืองที่เปลี่ยนไปอย่างไรด้วย และในสี่ปีที่เขาไม่ได้อยู่กับการเมืองมวลชนแบบเดิมนั้น เขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

สนุกแน่ครับรอบนี้
(หมายเหตุ – บางส่วนพัฒนามาจาก Giovanni Sartori. 2005. “Party Types, Organisation and Functions”. West European Politics. 28:1, 5-32.)