หน้าแรก คอลัมนิสต์ ดื่มน้ำคิดถึง...

ดื่มน้ำคิดถึงคนขุดบ่อ โดย ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

11.09.18 | 12:00 น.

22 สิงหาคม เป็นวันคล้ายวันเกิด “เติ้ง เสี่ยวผิง” อดีตผู้นำสูงสุดของจีน และปีนี้เป็นวาระครบรอบ 40 ปีแห่งการปฏิรูปเปิดประเทศ โดยการนำของเขาในฐานะ “Chief designer”

คนจีนจึงคิดถึง คิดถึงเพราะนโยบายเปลี่ยนแปลงชะตาของประเทศจีน

ทำให้พวกเขาได้รับอานิสงส์จากการเปลี่ยนแปลง เป็นการเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตด้วย

การที่คนจีนคิดถึง “เติ้ง” นั้น สมดังสำนวนจีนที่ว่า “ดื่มน้ำคิดถึงคนขุดบ่อ” (飲水思源)

เป็นคติสอนใจมนุษย์ให้เป็นคนกตัญญูรู้คุณคน

Advertisement

เวลาผ่านไป 40 ปี หลายเหตุการณ์ได้เปลี่ยนไปตาม “กาล”

ปัจจุบันแตกต่างจากอดีต และแปรเปลี่ยนไปตามวัฏจักร เช่น

2008 เกิดวิกฤต “ซับไพรม์” สหรัฐ

2018 เกิดสงครามการค้าจีน-สหรัฐ

มีการวิพากษ์ว่า การที่ผู้บริหารระดับสูงของจีนละทิ้ง “นโยบาย” การเติบโตท่ามกลางความวิเวก หรือ “โลว์โปรไฟล์” ของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” เป็นเรื่องไม่ถูกต้องนั้น

ไม่เห็นพ้อง เพราะว่า

เวลาเปลี่ยนไป สมัยเปลี่ยนไป สถานการณ์ก็เปลี่ยนไป

การที่นำเอาเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์มาใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบันนั้น

ไม่สอดคล้องกับหลักตรรกะทางวิทยาศาสตร์

ในวาระครบรอบ 40 ปีของการปฏิรูปเปิดประเทศ เมืองใหญ่ เช่น ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ ต่างทยอยกันประกาศยกระดับมาตรการปฏิรูปเปิดประเทศ

พอจะอนุมานได้ว่า รัฐบาลกลางของจีนคงจะต้องทำการปฏิรูปในเชิงลึกทั่วประเทศต่อไป

ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ก้าวทันโลก เป็นการสร้างความหวังให้กับประชาชนจีนมิใช่น้อย

แต่ในเวลาเดียวกันประชาชนจีนก็มีความกังวลมิใช่น้อย อันเกี่ยวกับ “สงครามการค้า”

มีการวิจารณ์ออนไลน์ว่า สาเหตุที่จีน-สหรัฐต้องเผชิญหน้ากันในสงครามการค้า ก็เพราะ

ผู้บริหารระดับสูงของจีนละทิ้งนโยบาย “โลว์โปรไฟล์” ของ “เติ้ง เสี่ยวผิง”

เขาหมายความว่า ถ้าจีนยอมเก็บตัวเงียบโดยให้สหรัฐดูหมิ่นประณามหยามเหยียดศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิต่อไป สหรัฐก็คงไม่ฟื้นฝอยหาตะเข็บหรือก่อเหตุใดๆ เช่น สงครามการค้า เป็นต้น

เมื่อ 40 ปีก่อน ประเทศจีนเริ่มหลุดพ้นจากความหายนะ อันเกิดจากการปฏิวัติทางวัฒนธรรม ขณะนั้น เศรษฐกิจอยู่ในสภาพพังทลาย การเมืองอยู่ในสภาพรัตติกาล มืดไปหมดทั่วทั้งแผ่นดิน คนจีนมองไม่เห็นอนาคตของตน นโยบายต่างๆ แกว่งเหมือนลูกตุ้มนาฬิกา

เพื่อความอยู่รอด “เติ้ง เสี่ยวผิง” จึงให้ยุติการสู้รบกันในทางวัฒนธรรม

โดยเปลี่ยนเป็นการ “พัฒนาเศรษฐกิจ” ทั่วทั้งประเทศ

จึงต้องทำการเปิดประตูที่ถูกสังคมโลกปิดมานาน

และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องการความช่วยเหลือจากอารยประเทศ

ขณะนั้น สหรัฐกำลังประสงค์ให้จีนร่วมมือต่อต้านรัสเซีย

ในขณะที่จีนต้องการการลงทุนและตลาดการค้าของสหรัฐ

จึงตกลง “ล่มหัวจมท้าย”

เสมือน “สัญญาต่างตอบแทน”

เสมือน “ชายบอกรัก หญิงตอบรับ” (สำนวนจีน)

รัฐบาลจีนถึงขั้นยอมเปิดพื้นที่เมือง “ซิงเจียง”ให้สหรัฐติดตั้งสถานีดาวเทียม เพื่อดักฟังความลับของโซเวียต เป็นประโยชน์ในการแจ้งข่าวก่อนที่ทหารสหรัฐจะไปบุกเวียดนาม

กรณีถือเป็นการเสียเกียรติอย่างยิ่ง แต่จีนก็จำต้องยอม เพราะอยู่ในภาวะจำยอม

จำยอมเพราะจีนประสงค์ให้สังคมโลกสนับสนุน โดยใช้ “ยูเอสบริการ”

ส่วนนโยบาย “โลว์โปรไฟล์” ของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” นั้น เกิดขึ้นเมื่อ

ปี 1990 สหภาพโซเวียตและยุโรปตะวันออกล่มสลาย

สถานการณ์โลกโดยทั่วไปมีแต่ความมืดมน “เติ้ง เสี่ยวผิง” จึงเสนอแนะว่า

“ให้สังเกตการณ์ด้วยความวิเวก ตอบสนองด้วยความวิเวก เติบโตจากความวิเวก น่าจะได้ผล”

และก็ได้ผลจริง ผลคือความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

ส่วนสหรัฐก็เอาชนะสหภาพโซเวียตได้สำเร็จ

สำเร็จได้ขึ้นแท่น “พี่ใหญ่” ของโลก

ถือเป็นช่วง “ฮันนีมูน” ระหว่างสหรัฐ-จีน และเปรียบเสมือน

Just married !

ในเวลาเดียวกันสหรัฐต้องการแรงงานและสินค้าราคาถูกจากจีน

เพราะสหรัฐต้องการลดอัตราเงินเฟ้ออันเกิดจากรูปแบบการบริโภคที่ฟุ่มเฟือยของอเมริกันชน

ต่อมาเกิดเหตุการณ์ “911” ระหว่างนั้นสหรัฐช่วยให้จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก

จีนได้รับสิทธิพิเศษเรื่องภาษีศุลกากรในพิกัดที่ต่ำ ขายสินค้าได้จำนวนมหาศาล กลายเป็นยาม “น้ำขึ้น” ของจีน จึงรีบตัก ทำให้เศรษฐกิจจีนรุ่งโรจน์ชัชวาลย์ในบัดดล

เวลาเปลี่ยนไป เหตุการณ์เปลี่ยนไป ความรุ่งโรจน์ของจีนเป็นเหตุให้ความเสื่อมมาเยือน จากมิตรก็กลายเป็นศัตรู สหรัฐกับจีนก็กลายเป็น “ไม้เบื่อไม้เมา” กัน

บัดนี้ สหรัฐเปิดสงครามการค้า และขยายขอบเขตไปทางการเมือง ตลอดจนวัฒนธรรม เพื่อทำการสกัดจีนแล้ว ทั้งนี้ เนื่องจากสหรัฐเห็นว่าจีนเปลี่ยนรูปแบบผลักดันเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่ต้องอาศัยอุตสาหกรรมทางด้านแรงงาน (Labor-intensive industries) อีกแล้ว และกำลังเปลี่ยนเป็นการผลิตสินค้าด้านไฮเทคซึ่งมีราคาสูง จนกลายเป็นผู้ผลิต “สมาร์ทโฟน” ที่ใหญ่เป็นอันดับที่ 3 ของโลก และมี “เรตติ้ง” สูงกว่า “แอปเปิล” ในตลาดยุโรปอีกด้วย

ก็เพราะธุรกิจไฮเทคของจีนกำลังรุ่งเรือง

ฉะนั้น สหรัฐจึงพยายามสกัดมิให้จีนเติบโตในด้านความสามารถด้านไฮเทค

วัตถุประสงค์และเจตนาของสหรัฐชัดเจนยิ่ง

การเปลี่ยนแปลงรูปแบบเศรษฐกิจของจีน ไม่เพียงต้องการเปิดตลาดตะวันตกเท่านั้น ยังต้องการส่วนแบ่งตลาดในส่วนต่างๆ ของโลกอีกด้วย

ยุทธศาสตร์ “One belt one road” ของจีน อาจเป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้ตะวันตกภายใต้การนำของสหรัฐเกิดการเพ่งเล็ง เกิดความอิจฉาริษยา

ประเทศจีนกำลังทุ่มการลงทุนในต่างประเทศ มีทรัพย์สินในต่างประเทศจำนวนมหาศาล
ฉะนั้น ผลประโยชน์ในต่างประเทศก็เป็นผลประโยชน์หลักของจีน และจำเป็นต้องป้องกันเส้นทางการขนส่งสินค้าทั้งนำเข้าและส่งออก จำเป็นต้องใช้กำลังทางทหารรักษาความปลอดภัยเส้นทางขนส่งสินค้าทางอากาศ จึงกลายเป็นข้อสงสัยเข้าใจผิดเป็นอื่นของโลกตะวันตก

อดีต จีนต้องอาศัยความช่วยเหลือโลกตะวันตก จึงต้องอยู่อย่าง “หัวหด” คือ “โลว์โปรไฟล์”

ปัจจุบัน จีนต้องเปลี่ยนจากรับเป็นรุก เพื่อเปิดตลาดการค้าใหม่ในต่างประเทศ

ถ้าจีนยังใช้นโยบาย “โลว์โปร์ไฟล์” ก็คือ

“นั่งรอวันตาย” นั่นเอง

เวลาต่างกัน สมัยก็ต่างกัน ยุทธศาสตร์หรือนโยบายก็ต้องเปลี่ยนไปตามสถานการณ์โลก

บรรดานักวิเคราะห์ที่อ้างอิงเหตุการณ์ในอดีตมาเปรียบเทียบและทำการประเมินนั้น

ไม่สอดคล้องกับหลักของตรรกะ เพราะ “กาล” และ “การณ์” ต่างกันโดยสิ้นเชิง และต้องแบ่งแยกให้ชัดเจนในประเด็นนโยบายต่างประเทศกับการบริหารในประเทศ

ฉะนั้น การที่นำเอานโยบายหรือแนวความคิดหรือข้อเสนอแนะบางส่วนของ “เติ้ง เสี่ยวผิง” มาอ้างอิง เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบและทำการประเมินสถานการณ์นั้น

ขัดกับหลักของตรรกะทางวิทยาศาสตร์โดยสิ้นเชิง

วันนี้ ปฏิรูปเปิดประเทศครบ 40 ปี สมัยเปลี่ยนไป เงื่อนไขต่างๆ ก็แตกต่างกันไป

จึงมิอาจนำเอาเหตุการณ์ในอดีตเป็นบรรทัดฐานมาทำการประเมินผล อันเกี่ยวแก่วิธีการทำงานและนโยบายของฝ่ายบริหาร

ต้องไม่ลืมว่า มนุษย์ต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม

มิใช่ให้สิ่งแวดล้อมปรับตัวเข้ากับมนุษย์