ด้วยเหตุเพราะมี “คนใน” จำนวนหนึ่งชักธงเชียร์ให้เข้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ “อลงกรณ์ พลบุตร” จึงขยับทำท่าจะสนใจ
แต่คิดไปคิดมา ใช่ว่าจะง่ายที่จะฝ่าด่านอรหันต์ในประชาธิปัตย์
เนื่องจาก หนึ่ง อลงกรณ์ มีสถานะเป็น “คนนอก” ยังต้องผ่านกระบวนการตามข้อบังคับพรรคอีกมากมาย กับ สอง เงื่อนไขจาก “อลงกรณ์” ที่เรียกว่า กฎเหล็ก 5 ข้อซึ่งนำเสนอต่อบรรดาสมาชิกพรรคนั้น จะมีกี่คนที่ “รับได้”
“อลงกรณ์” ว่า ก่อนจะลงสมัครรับเลือกเป็น “หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์” จะเสนอกฎเหล็ก 5 ข้อให้กับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ได้พิจารณา และจะถือเป็นคำมั่นสัญญาหรือสัญญาประชาคมจากบรรดาสมาชิกว่าต้องพร้อมที่จะนำพรรคไปสู่การเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยกันและต้องทำตามสัญญา 5 ข้อ คือ
1.ต้องไม่มีการซื้อเสียงหรือทุจริตในการเลือกตั้งโดยเด็ดขาด ไม่ว่าผู้สมัคร ส.ส.หรือผู้สนับสนุน
2.ต้องไม่หาเสียงโจมตีใส่ร้ายคนอื่นโดยเด็ดขาด แต่ต้องแข่งกันด้วยนโยบายวิสัยทัศน์ และความสามารถในการบริหาร 3.ต้องไม่รับทุนใต้โต๊ะในการเลือกตั้งโดยเด็ดขาด เพื่อไม่ต้องเป็นหนี้ต่างตอบแทนและทุจริตฉ้อฉล
4.ต้องไม่ต่อสู้นอกระบบโดยเด็ดขาด ต้องยึดมั่นระบบรัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย และ 5.ต้องไม่คอร์รัปชั่นโดยเด็ดขาด กับสมาชิกที่จะลงสมัคร ส.ส. และผู้ที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้องเซ็นใบลาออกล่วงหน้า
ยังมีการตอกย้ำอีกว่า ถึงแม้ทุกคนเคยทำผิดมา แต่ตอนนี้ถึงเวลาต้องแก้ไขและเริ่มต้นใหม่ ต้องกล้าเปลี่ยนแปลงด้วยความมุ่งมั่น ร่วมกันสร้างพรรคให้เป็นความหวัง เป็นทางเลือกที่ดีซึ่งจะเป็นการถอดชนวนวิกฤตการณ์ทางการเมืองอย่างถาวรยั่งยืน
ท้าทายและน่าสนใจ
“อลงกรณ์” ไม่ใช่เด็กเมื่อวานซืน
ประสบการณ์กว่า 20 ปี ที่เคยอยู่ใน “ประชาธิปัตย์” ที่ได้รู้ ได้เห็น และได้ร่วม ย่อมรู้จักความเป็นประชาธิปัตย์และสมาชิกพรรคเป็นอย่างดี ได้ซึมซาบเก็บรับบทเรียนความผิดพลาด เสื่อมทราม จึงได้นำไปสู่ไอเดียเก๋ไก๋กฎเหล็ก 5 ข้อ
อาจมีบางคนหัวร่อและดูแคลน
แต่ถ้าสมาชิกพรรค “รับข้อเสนอ” กับถ้ามี ส.ส. “รับรอง” ให้ “อลงกรณ์” ลงสมัคร
นั่นก็จะก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมดังเกลียวคลื่นแห่งความเปลี่ยนแปลงใน “ปชป.”
มีโอกาสได้หลับตาฝันไปก็เคลิ้มดี !?!!

