ดังที่เล่าให้ฟังในฉบับที่แล้วว่า “แจ๊ก หม่า” ผู้ก่อตั้ง และผู้บริหารอาลีบาบา กรุ๊ป ไม่เพียงเป็นคน “คิด” ก่อนลงมือ “ทำ” หากเขายังแปรรูปความคิดในรูปแบบต่างๆ เพื่อพัฒนามาเป็นธุรกิจ
หลายธุรกิจที่เขาสร้างขึ้น
หรือการเข้าไปร่วมมือกับพันธมิตรในธุรกิจต่างๆ ล้วนประสบความสำเร็จอย่างไม่มีข้อกังขา ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้เป็นผู้ลงทุนลงแรงด้วยซ้ำ แต่อาศัยมันสมอง และสองมือที่เกิดจากกระบวนการคิดล้วนๆ จึงทำให้เขาแปรรูปความคิดต่างๆ เหล่านั้นออกมาเป็นแอพพลิเคชั่นในหลายเวอร์ชั่น
หนึ่งในนั้นคือ “อาลีเพย์” ที่เราๆ ท่านๆ รู้จักกันดี
ผมเล่าให้ฟังเมื่อฉบับที่แล้วว่ามีโอกาสไปเยือนสำนักงานใหญ่ของอาลีบาบา กรุ๊ป ทั้งยังมีโอกาสเยือนทีมอลล์ เฟรช อาคารสำนักงานแห่งหนึ่งที่รวบรวมสินค้าทุกๆ แพลตฟอร์มของธุรกิจอีคอมเมิร์ซทั้งหมด
พูดง่ายๆ “ทีมอลล์ เฟรช” คือโชว์รูมสินค้าอีคอมเมิร์ซของอาลีบาบา กรุ๊ปนั่นเอง เพราะภายในอาคารแห่งนั้น นอกจากจะเป็นสำนักงานทางด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซ หากยังมีสินค้าของเถาเป่า คอลเล็กชั่นที่นักช้อปปิ้งเมืองไทยรู้จักกันดี
แต่ที่ไฮไลต์มากไปกว่านั้นคือ “เหอหม่า” ซุปเปอร์มาร์เก็ตระดับพรีเมียมของอาลีบาบา กรุ๊ป ซึ่งอยู่ชั้นล่างสุดของทีมอลล์ เฟรช
ถามว่าที่นี่น่าสนใจอย่างไร ?
คำตอบง่ายๆ คือ ที่นี่คือซุปเปอร์มาร์เก็ตออนไลน์ และออฟไลน์อย่างเต็มตัว โดยลูกค้าทุกคนที่เข้ามาที่นี่ส่วนใหญ่แทบไม่มีใครใช้เงินสดเลย
ทุกคนล้วนใช้จ่ายผ่านบัตรอาลีเพย์ทั้งสิ้น
และสินค้าภายในเหอหม่า ซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็คล้ายๆ กับซุปเปอร์มาร์เก็ตบ้านเรา ที่มีผัก ผลไม้ อาหารสด อาหารแห้ง สแน็กทุกประเภท
เพียงแต่ผัก ผลไม้ อาหารสดทุกชนิดจะระบุรายละเอียดทุกอย่างผ่านบาร์โค้ดที่ติดอยู่บนบรรจุภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งที่มาของสินค้า วันที่เก็บผลผลิต ระยะเวลาการเดินทาง และคุณประโยชน์ของสินค้านั้นๆ
พูดง่ายๆ คุณสมบัติบอกครบตามที่ลูกค้าต้องการ
แต่ที่น่าสนใจคือผักทุกชนิดจะขายให้กับผู้บริโภคภายในวันเดียว เพราะเขาเก็บข้อมูลมาก่อนหน้านั้นแล้วว่า จำนวนผู้บริโภคที่เข้ามาซื้อสินค้าภายในเหอหม่า ซุปเปอร์มาร์เก็ตมีอยู่จำนวนเท่าใด
ลูกค้าชอบทานผักประเภทใดบ้าง
ทั้งยังแบ่งจำนวนตัวเลขตามสีบนบรรจุภัณฑ์ให้ลูกค้าทราบด้วยว่า…วันที่ 2 สีน้ำตาล เป็นผักของวันอังคารนะ และเขาจะขายผักเหล่านี้เฉพาะวันนี้เท่านั้น
ไม่เหลือขายต่อพรุ่งนี้
แต่ถ้าเหลือจริงๆ เขาจะให้พนักงานนำผักเหล่านั้นไปประกอบอาหารทานที่บ้าน แต่ส่วนใหญ่แล้วแทบไม่มีสินค้าเหลือเลย เพราะเขามีบิ๊กดาต้าเกี่ยวกับจำนวนลูกค้าที่เข้ามาซื้อสินค้าในปริมาณต่อวันอยู่แล้ว
ไฮไลต์อีกอย่างหนึ่งเห็นจะเป็นอาหารทะเลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา เพราะนอกจากลูกค้าจะทราบที่มา ที่ไปของอาหารทะเลเหล่านี้ว่ามาจากไหน หากลูกค้าอยากซื้อเพื่อรับประทานที่นี่ เขาจะมีจุดบริการต้ม ผัด แกง ทอดจากพ่อครัวหัวป่าก์ของเขาโดยเฉพาะ
สนนราคานอกจากอาหารทะเลแต่ละชนิดแล้ว จะบวกกับค่าประกอบการทำอาหารในราคาตั้งแต่ 18-28 หยวน ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความยากง่ายของอาหารแต่ละชนิด
ทุกเมนูจะใช้เวลาไม่เกิน 20 นาที
ลูกค้าก็จะได้อาหารมานั่งทานกันอย่างเอร็ดอร่อยภายในโซนที่เขาจัดไว้โดยเฉพาะ แต่ถ้าลูกค้าคนใดอยากซื้อไปรับประทานที่บ้าน หรืออยากปรุงรสเอง ก็เพียงแค่ใช้แอพพลิเคชั่นของอาลีเพย์จ่าย เท่านั้นเขาจะได้อาหารทะเลไปทำกินกันเอง
ที่น่าสนใจอีกอย่างคือการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ทุกๆ ชนิด เพราะหลังจากลูกค้าสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ประเภทต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นเรียบร้อยแล้ว พนักงานจะหยิบถุงผ้าสีต่างๆ มาแขวนบนราวอัตโนมัติ
ถุงผ้าสีเหล่านี้จะแยกประเภทของสินค้าต่างๆ อย่างถุงสีฟ้าจะเป็นอาหารทะเล, ถุงผ้าสีเขียว ผักสด ผลไม้สด, ถุงผ้าสีม่วง สินค้าทั่วไป และถุงผ้าสีเทา อาหารแช่แข็งทั้งหมด
หลังจากพนักงานรวบรวมสินค้าทุกอย่างที่ลูกค้าสั่ง ถุงผ้าสีจะถูกลำเลียงผ่านระบบโลจิสติกส์ของเขาเพื่อส่งมอบให้แก่ลูกค้าตั้งแต่ตอนส่งถึงตอนรับไม่เกิน 30 นาที
เพียงแต่ลูกค้าจะต้องอยู่ไม่ไกลเกิน 3 กิโลเมตรขึ้นไป
ผมถึงบอกว่าประสบการณ์จากการมาเยี่ยมชมอาณาจักรอาลีบาบา กรุ๊ป ณ เมืองหางโจว มณฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีนครั้งนี้ มีอะไรที่ตื่นตาตื่นใจอย่างมาก
มากจนไม่อยากเก็บไว้คนเดียว
จนนำมาเล่าสู่กันฟังด้วยเหตุผลฉะนี้ (ฮา)

