หน้าแรก คอลัมนิสต์ 5 เทรนด์เทคโน...

5 เทรนด์เทคโนโลยีในทศวรรษนี้จาก Gartner โดย : ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

17.09.18 | 13:03 น.

เราพูดถึงการก้าวเข้ามาของจักรกลในสังคมมนุษย์กันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ในความจริง มันจะก้าวเข้ามาในรูปแบบใด? และก้าวเข้ามาด้วยความเร็วเช่นไร?

ไม่นานมานี้ บริษัทวิจัยการ์ตเนอร์ (Gartner) ได้รวบรวม 35 เทคโนโลยีที่ควรจับตามองไว้ในรายงาน “วัฏจักรการตื่นตัวของเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นในปี 2018” (Hype Cycle for Emerging Technologies 2018” ในหมู่เทคโนโลยี 35 ชนิดที่แบ่งย่อยออกเป็นประเภทหลากหลายตั้งแต่ฝุ่นอัจฉริยะ การพิมพ์สี่มิติ ไปจนถึงบ้านอัจฉริยะนี้ นักวิจัยของการ์ตเนอร์ได้จับเทรนด์สำคัญสรุปออกมาได้เป็น 5 เทรนด์ที่พวกเขาคิดว่าจะเขยิบเส้นแบ่งของมนุษย์ให้เข้าใกล้เครื่องจักรมากยิ่งขึ้น

ห้าเทรนด์ดังกล่าวคือ:

ปัญญาประดิษฐ์สำหรับทุกคน (Democratized AI) การ์ตเนอร์มองว่าเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จะสอดแทรกเข้าไปทุกหนทุกแห่งในอีก 10 ปีข้างหน้า มันจะอยู่ในอุปกรณ์แทบทุกประเภท ทั้งในแบบที่เรารู้ตัวและไม่รู้ตัว มันจะสร้างสถานการณ์และแก้ไขปัญหาใหม่ๆ และคนส่วนมากก็จะเข้าไปใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์ได้อย่างเต็มศักยภาพ เทคโนโลยีที่ช่วยขับเคลื่อนให้เทรนด์นี้ดำเนินไปอย่างเข้มแข็งคือการใช้แพลตฟอร์มปัญญาประดิษฐ์ (AI Platform as a Service: PaaS) ปัญญาประดิษฐ์ครอบจักรวาล (General Intelligence) ระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติของรถยนต์ ในระดับ 4 และ 5 ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการสนทนา ปัญญาประดิษฐ์โครงข่ายเชิงลึก ยานบินอัตโนมัติ หุ่นยนต์อัจฉริยะและผู้ช่วยเสมือน

ระบบนิเวศดิจิทัล (Digitalized Ecosystem) คือระบบพื้นฐานที่ถูกปรับให้อยู่บนฐานคิดแบบดิจิทัลยิ่งขึ้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกย้ายขึ้นมาบนระบบคอมพิวเตอร์และการคำนวณตั้งแต่ระดับฐานราก การพัฒนาในระดับชั้นนี้จะทำให้นวัตกรรมที่จะเกิดขึ้นต่อไป ถูกสร้างอยู่บนพื้นฐานที่มั่นคง ไมค์ เจ วอล์คเกอร์ (Mike J. Walker) รองประธานฝ่ายวิจัยของการ์ตเนอร์ให้ความเห็นว่า “ทั้งเทคโนโลยีบล็อกเชนและเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่งได้หลุดออกจากช่วงกระแสสูงสุดแล้ว (ซึ่งนั่นหมายความว่าพ้นจากกระแสไป ก็จะเกิดความเข้าใจที่แท้จริง ทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นอย่างช้าๆ แต่มั่นคง) พวกเราเชื่อว่าสองเทคโนโลยีนี้จะเติบโตขึ้นเต็มวัยในอีก 5 ถึงสิบปีข้างหน้า ในขณะที่เทคโนโลยีอย่างฝาแฝดดิจิทัล (Digital Twin คือเทคโนโลยีการสร้างแบบซ้ำสำหรับอุปกรณ์หรือสินทรัพย์ต่างๆ) และเทคโนโลยีกราฟความรู้ (Knowledge Graph คือเทคโนโลยีที่นำเอาข้อเท็จจริงและองค์ความรู้มาพล็อตให้เชื่อมโยงกันตามตรรกศาสตร์และความเกี่ยวเนื่อง) นั้นก็ตามมาติดๆ”

Advertisement

การแฮกร่างกายด้วยตนเอง (Do-It-Yourself Biohacking) มนุษยชาติจะขยับจากการแฮกระบบดิจิทัล และเริ่มต้นการแฮกระบบทางชีววิทยาได้ในทศวรรษนี้ แต่ความท้าทายทางจริยธรรม การเมืองและสังคมก็มีอยู่ คำถามคือเราจะพร้อมรับเทคโนโลยีในกลุ่มนี้มากแค่ไหน? เทรนด์นี้ถูกขับเคลื่อนโดยความก้าวหน้าในด้านต่างๆ ทั้งไบโอชิป ไบโอเทค เนื้อเยื่อประดิษฐ์ การเชื่อมต่อระหว่างสมองกับคอมพิวเตอร์ ความจริงเสมือน ความจริงผสมผสาน และใยผ้าอัจฉริยะ

ประสบการณ์ควบรวม (Transparent Immersive Experience) เทรนด์นี้คือการเชื่อมต่อระหว่างสถานที่หรือสภาพแวดล้อมจริง เข้ากับประสบการณ์ดิจิทัล การ์ตเนอร์มองว่าเทคโนโลยีจะถูกพัฒนาโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางมากขึ้นเรื่อยๆ จนความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน ธุรกิจ และสิ่งของนั้นมีความโปร่งใสตรงไปตรงมาอย่างยิ่ง เราอาจคิดถึงเทคโนโลยีอย่างบ้านอัจฉริยะที่รู้ใจและติดต่อกับเราได้เหมือนกับมนุษย์คนหนึ่ง (ขณะที่มันเป็นที่อยู่อาศัย) มากไปกว่านั้น เราอาจคิดถึงสถานทำงานที่มีความสามารถอย่างเดียวกัน มันสามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการของผู้อยู่อาศัยหรือพนักงานได้ นอกจากนั้นเทคโนโลยีในกลุ่มนี้ก็ยังรวมไปถึงการพิมพ์สี่มิติ Edge AI เทคโนโลยีซ่อมแซมตนเอง แบตเตอรี่ซิลิคอนอโนด ฝุ่นอัจฉริยะ (Smart Dust หมายถึงระบบไมโครอิเล็กทรอนิกส์จักรกลที่มีขนาดเล็กมากๆ ที่สามารถทำงานประสานกันได้ ปัจจุบันมักถูกใช้เพื่อรวบรวมข้อมูลในสถานที่ที่มนุษย์ไม่อาจเข้าถึง) และดิสเพลย์สามมิติ (Volumetric Displays คือระบบแสดงภาพสามมิติ สามารถมองได้รอบด้าน)

โครงสร้างพื้นฐานสามัญ (Ubiquitous Infrastructure) คือการพัฒนาโครงสร้างในระดับชั้นล่างๆ เพื่อให้องค์กรและมนุษย์สามารถเข้าถึงได้อย่างถ้วนทั่วยิ่งขึ้น ซึ่งรวมไปถึงเทคโนโลยีอย่าง 5G, คาร์บอนนาโนทูบส์, ชิปโครงข่ายเชิงลึก (Deep Neural Network ASICs) ฮาร์ดแวร์ประสาท (Neuromorphic Hardware) และการประมวลผลแบบควอนตัม ซึ่งการ์ตเนอร์วิเคราะห์ว่าเทรนด์ส่วนใหญ่จะได้มีกระแสการพูดถึงสูงสุดภายใน 2-5 ปี

รายงานฉบับดังกล่าวแบ่ง “วัฏจักรการตื่นตัว” (Hype Cycle) ออกเป็น 5 ช่วง คือช่วงเกิดนวัตกรรม (Innovation Trigger) ช่วงความคาดหวังเฟ้อเกิน (Peak of Inflated Expectation) ช่วงตาสว่าง (Trough of Disillusionment) ช่วงการไต่ระดับขึ้นของการตื่นรู้ (Slope of Enlightenment) และช่วงอิ่มตัว (Plateau of Productivity) ซึ่งสามารถใช้ได้กับเทคโนโลยีที่กล่าวมาทั้งหมด อธิบายง่ายๆ คือ ในช่วงแรกที่เทคโนโลยีใหม่เกิดขึ้น จะมีการตื่นตัวถึงเทคโนโลยีนั้นอย่างรวดเร็วและล้นเกินภายในไม่กี่ปี หลังจากที่กระแสจางลงและผู้คนผิดหวังกันไปหมดแล้ว เทคโนโลยีจึงจะกลับสู่ช่วงการพัฒนาที่แท้จริง ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างช้ากว่า แต่มั่นคง จนไปถึงจุดที่พัฒนาสูงสุดและอิ่มตัวในที่สุด

ทั้งหมดคือข้อมูลจากบริษัทวิจัยที่มีผู้เชื่อถือเป็นอันดับต้นๆ และอาจเป็นประโยชน์ทั้งสำหรับผู้ที่อยู่ในวงการเทคโนโลยี และสำหรับบุคคลทั่วไปในการเตรียมพร้อมต่ออนาคต

ทีปกร วุฒิพิทยามงคล