กรณี นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้หยิบยกผลการศึกษาของธนาคารโลก หรือเวิลด์แบงก์ มาพูดบนเวทีปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปประเทศ ช่วงสัปดาห์ก่อน ว่า
“ในอีก 12 ปีข้างหน้า หรือ พ.ศ.2573 เด็กไทยที่เรียนจบจะตกงาน 72% การทำงานถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือหุ่นยนต์เอไอ”
สะท้อนความน่าห่วงของการศึกษาไทยทั้งระบบ ที่ยังต้องเร่งปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทั้งระบบการเรียนการสอน และเนื้อหาหลักสูตร ที่ต้องปรับให้ตอบโจทย์
โดยเฉพาะในส่วนของมหาวิทยาลัยที่ต้องปรับตัวอย่างมาก ไม่เพียงเฉพาะข้อมูลล่าสุดของเวิลด์แบงก์เท่านั้น ก่อนนี้ยังมีการเรียกร้องจากทั้งทางรัฐบาล ภาคธุรกิจ ให้เน้นหลักสูตรที่สอดรับกับทิศทางของประเทศ การผลิตนักศึกษาในสาขาที่ขาดแคลน
ขณะที่มหาวิทยาลัยเองก็ต้องดิ้นรนให้อยู่รอดในภาวะที่จำนวนนักศึกษาที่เข้าเรียนลดลงฮวบฮาบ ด้วยจำนวนประชากรในวัยเรียนที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
ความคาดหวังทั้งหมดจึงอยู่ที่มหาวิทยาลัย
ช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น แต่ละมหาวิทยาลัยมีการปรับตัวในหลักสูตรการเรียนการสอน มากน้อยต่างกันไป
ทั้งกลุ่มมหาวิทยาลัยรัฐ มหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
แต่หากดูข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ภาพรวมสาขาที่มหาวิทยาลัยทั่วประเทศเปิดรับส่วนใหญ่ล้วนเป็นสาขาที่เกินความต้องการของตลาดแรงงาน
เฉพาะข้อมูลปี 2559 มีนักศึกษาระดับปริญญาตรีในกลุ่มสาขามนุษยศาสตร์และศิลปศาสตร์ 221,806 คน สังคมศาสตร์ บริหารธุรกิจ กฎหมาย 757,586 คน เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สวนทางกับสาขาด้านวิทยาศาสตร์ที่มียอดนักศึกษาลดลงตั้งแต่ปี 2557 เฉพาะปี 2559 มีเพียง 161,157 คน
ในภาพรวมของมหาวิทยาลัยไทยนั้น นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีของสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ยอมรับว่า “มหาวิทยาลัยปรับตัวช้า ไม่ทันโลก สิงคโปร์ ญี่ปุ่น จีน พัฒนาไปไกลมากแล้ว ประเทศสิงคโปร์ มีการเรียนการสอนแบบข้ามสาขา มีการจัดหลักสูตรที่สอนคนทำงานแล้ว เพื่อเพิ่มสมรรถนะ พัฒนาการทำงานให้ดีขึ้น เป้าหมายไม่ใช่เฉพาะคนวัยเรียนเท่านั้น แต่ขยายไปถึงคนวัยทำงานด้วย ขณะที่ประเทศญี่ปุ่นมีการลงทุนด้านการวิจัย ทำความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม อุปสรรคสำคัญๆ คือ มหาวิทยาลัยยังคงอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง”
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามหาวิทยาลัยของไทยโดยเฉพาะกลุ่มมหาวิทยาลัยชั้นนำยังคงวุ่นวายกับโครงสร้างองค์กรภายในของแต่ละแห่ง ในการออกนอกระบบเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ
การปรับหลักสูตรที่เน้นนวัตกรรม ตอบโจทย์ประเทศ มีไม่มาก
อย่างที่ นพ.อุดมย้ำว่า ถ้าระบบการเรียนการสอนยังเหมือนเดิมไม่ตอบโจทย์ เด็กก็จะไม่เข้ามาเรียน อย่างในสหรัฐอเมริกา มีมหาวิทยาลัย 4,400 แห่ง ปิดตัวไปแล้ว 500-600 แห่ง และอีก 10 ปีข้างหน้าจะปิดลงอีก 50% เด็กหันมาเรียนออนไลน์มากขึ้น ขณะที่ประเทศไทยก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน วันนี้เด็กปี 1 ทุกมหาวิทยาลัยลดลง 70%
เหล่านี้คือโจทย์ใหญ่ของมหาวิทยาลัยไทยที่จะเชื่องช้าไม่ได้ ต้องเร่งเดินหน้าปรับทิศทาง ปรับตัวภายใต้เงื่อนไขและปัจจัยที่แตกต่างจากในอดีต
เพราะนอกจากความอยู่รอดของมหาวิทยาลัยเองแล้ว ยังต้องเป็นแรงขับเคลื่อนประเทศ เช่นเดียวกับบทบาทของมหาวิทยาลัยในหลายๆ ประเทศด้วย
สุพัด ทีปะลา

