หลายๆ คนเคยผ่านการบอกกล่าวทำนอง “ไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยบังเอิญ”
การได้พบปะเจอะเจอใครสักคน ไม่ว่าจะนำมาซึ่งความสัมพันธ์แบบไหนก็ตาม ทั้งหยิบยื่นมิตรภาพแก่กัน ขัดเคืองใจกัน หรือผ่านมาแล้วผ่านไปไม่มีอะไรให้ต้องจดจำ พันผูก
ล้วนแล้วแต่มีเหตุให้เป็นเช่นนั้น
เหมือนเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดี เรื่องร้าย เรื่องที่ผ่านมาแล้วผ่านไปไม่มีอะไรกระทบกระเทือนต่อจิตใจ
ล้วนแล้วแต่มีเหตุให้เป็นเช่นนั้น
ไม่มีอะไรที่เกิดขึ้นโดยอังเอิญ ทุกสิ่งอย่างล้วนเกิดจากเหตุ จากปัจจัย เงื่อนไขต่างๆ ที่มาประจวบเหมาะกันในเวลาและสถานที่ที่ต้องเป็นเช่นนั้น
“มันเป็นเช่นนั้นเอง” เป็นอีกคำอธิบายหนึ่งสำหรับปรากฏการณ์นี้
ข้อสรุปแบบนี้ ว่าไปแล้วดูคลุมเครือ หาหลักฐานอะไรที่เป็นมั่นเป็นเหมาะมาอธิบายให้เป็นจริงอย่างชัดๆ ไม่ได้ แต่เป็นความคลุมเครือที่ยากปฏิเสธว่าไม่เป็นจริง
สภาวะเช่นนี้จึงต้องอาศัย “ศรัทธา” ในการผูกใจคนไว้
แบบให้ “เชื่อไปก่อน” โดยไม่ต้องสงสัยอะไร หรือเก็บความสงสัยนั้นไว้ จนกว่าวันหนึ่งจะรู้ได้เองว่าจริงหรือไม่จริง ซึ่งไม่รู้ว่าเมื่อไร
มนุษย์เราในโลกปัจจุบันที่การศึกษาสร้างระบบขึ้นมาเพื่อสร้างกรอบความคิดให้เชื่อในความเป็นเหตุเป็นผลที่พิสูจน์ได้ เราจะทำใจกันได้ยากที่จะมีชีวิตอยู่กับ “ศรัทธา” แบบนี้ได้
เราต้องการหลักฐาน ต้องการความรู้ที่ชัดเจน หากใครสักคนหยิบยกศรัทธาเช่นนี้มาบอกกล่าว สภาวะที่เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่คือจะเกิดความสงสัยขึ้นในใจ
และเมื่อสภาวะที่แท้จริงของความสงสัยนั้นคืออาการของความคิดที่เกิดจากความไม่เชื่อ
เมื่อมีความไม่เชื่อเป็นพลังเริ่มต้นผลักดันความคิด แนวโน้มการหาความเป็นจริงจึงไปในทางเพื่อสนองตอบความไม่เชื่อเป็นหลัก
ดังนั้น “ศรัทธา” จึงมักจะจบลงด้วยการถูกพิสูจน์ว่า “ไม่เป็นความจริง”
ทั้งที่อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น
“ทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในชีวิต อาจไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากเหตุและเงื่อนไขที่เหมาะเจาะในกาละและเทศะที่ต้องเป็นเช่นนั้น” ก็ได้
แต่การจะพิสูจน์ว่าความจริงเป็นเช่นนี้หรือไม่ จำเป็นต้องอาศัยการเริ่มต้นที่ไม่ถูกชี้นำไปในทางใดทางหนึ่ง
ถ้าเริ่มต้นจาก “เชื่อ” ความคิดที่จะหาเหตุผลมาสนับสนุนให้เชื่อ
ถ้าเริ่มต้นจาก “ไม่เชื่อ” ก็อย่างที่ว่ามา เหตุที่จะส่งเสริมให้ไม่เชื่อจะประเดประดังเข้ามามากมาย
ในชีวิตคนเรามีเรื่องราว สิ่งต่างๆ ความคิดมากมายที่เรียกร้องให้อาศัย “ศรัทธา”
นำไปก่อนที่จะรู้ชัดว่าจะเป็นอย่างไร ว่าไปแล้วแทบจะทุกสิ่งอย่าง
เราเล่าเรียนกันด้วยศรัทธาว่าจะได้งานที่ดี
เราทำงานด้วยศรัทธาว่าจะนำพาความเจริญก้าวหน้ามาให้ชีวิต
เราศรัทธาว่าความเจริญก้าวหน้าและความมั่นคงจะนำความสุขมาให้
แต่ทุกสิ่ง ทุกเรื่องราวก็เป็นความคิด ความเชื่อ
ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถยืนยันได้ในขณะนั้นว่าจะเป็นไปตามความเชื่อ
ชีวิตมนุษย์ในโลกปัจจุบันที่ถูกหล่อหลอมให้ระบบความคิดที่จะเชื่ออะไรต้องมีเหตุผลปรากฏชัดเจน จึงเป็นชีวิตที่เต็มไปด้วยความสงสัย
บางครั้งเกิดอาการไปในทางไม่มีอะไรที่เชื่อได้ สภาวะโหวงเหวงไร้หลักยึดทางจิตใจจึงเกิดขึ้น
หากเห็นว่า “ความสงบ” เป็นความสุขที่มั่นคงกว่าของชีวิต
บางที “ชีวิตที่อยู่ด้วยศรัทธาในอะไรสักอย่าง” ที่ขจัดความฟุ้งซ่าน ลังเล สงสัย ไม่เชื่อมั่นในจิตใจได้
อาจจะเป็นทางเดินของชีวิตที่น่าพิจารณาเลือกเดิน

