เกือบสิบปีก่อน ผู้เขียนเข้าไปหอจดหมายเหตุแห่งชาติพม่าเป็นครั้งแรก มีโอกาสเข้าพบผู้อำนวยการหอจดหมายเหตุ ซึ่งมีผู้แนะนำให้ผู้เขียนรู้จักว่าเป็นนักประวัติศาสตร์และเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกในหัวข้อใกล้เคียงกับผู้เขียน ผู้อำนวยการแนะนำให้ผู้เขียนรู้จักกับเจ้าหน้าที่หอจดหมายเหตุอีกหลายคน ซึ่งผู้เขียนยังแวะเข้าไปทักทายอยู่ไม่ขาดเมื่อกลับไปพม่า ในเวลานั้น ผู้เขียนต้องการเข้าไปใช้ข้อมูลในยุคอาณานิคม โดยไม่ได้มีความคาดหวังมากนัก ส่วนหนึ่งเพราะเก็บข้อมูลจากเอกสารฝั่งอังกฤษจาก British Library มาอย่างดีแล้ว บรรดาเอกสารอาณานิคมที่ยังมีหลงเหลือเก็บอยู่ที่พม่าเป็นเพียงสำเนาชุดหนึ่งที่อังกฤษทำเก็บไว้ที่พม่า อีกชุดหนึ่งเก็บไว้ที่กัลกัตตา (ปัจจุบันน่าจะย้ายไปเก็บที่หอจดหมายเหตุแห่งชาติที่เดลฮีเกือบหมดแล้ว) และอีกชุดหนึ่งส่งกลับไปเก็บที่ British Library
ที่บรรยายเรื่องเอกสารมาทั้งหมดนี้ เพื่อที่จะบอกว่าในช่วงที่ผู้เขียนเข้าไปหอจดหมายเหตุแห่งชาติที่พม่าอนุญาตให้นักวิจัยค้นคว้าเอกสารได้บางส่วนเท่านั้น มีเอกสารหลายชุดจากยุคอาณานิคมที่ผู้มีอำนาจในหอจดหมายเหตุเห็นว่ามีความ “อ่อนไหว” และไม่เปิดให้สาธารณชนอ่าน และยังมีเอกสารอีกชุดหนึ่ง ซึ่งผู้เขียนเดาว่าต้องมีขนาดใหญ่มาก เพราะกินช่วงเวลายาวนานถึง 26 ปี นั่นคือจดหมายเหตุจากปี 1962 (พ.ศ.2505) ที่เขียนไว้ว่า “restricted” หรือไม่เปิดให้สาธารณชนอ่านเลย อาจกล่าวได้อย่างหยาบๆ ว่าเหมือนเราจะรับรู้เรื่องราวจากยุคของเน วิน ที่กินเวลาตั้งแต่ 1962-1988 (พ.ศ.2505-2531) มากกว่ายุคอื่นๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองพม่า เพราะเป็นยุคแรกๆ ที่คุณผู้อ่านหลายคนรับรู้เรื่องราวจากพม่า แต่ในอันที่จริง แวดวงวิชาการมีองค์ความรู้เกี่ยวกับยุคของเน วิน น้อยไม่มากนัก
เน วิน เป็นนักการเมืองและนายพลที่มีคาแร็กเตอร์น่าสนใจอย่างมาก หากถามไถ่คนพม่าที่ทันอยู่ในยุคเผด็จการของเน วิน ไม่มีคนไหนที่รู้สึก “เฉยๆ” กับเน วิน หากไม่เทิดทูนบูชาไปเลย ก็จะเกลียดเข้ากระดูกดำไปเลย…
งานชิ้นสำคัญของ โรเบิร์ต เอช. เทเลอร์ (Robert H. Taylor) เรื่อง General Ne Win: A Political Biography (นายพลเน วิน: ชีวประวัติทางการเมือง) เป็นหมุดหมายแรกๆ ที่กระตุ้นบทสนทนาเกี่ยวกับยุคเผด็จการของเน วิน และนำเน วิน บุคคลที่สังคมพม่าอยากจะลืม (พอๆ กับมาร์กอสของฟิลิปปินส์ ปิโนเชต์ของชิลี และเผด็จการที่โหดเหี้ยมอีกหลายคนทั่วโลก) ออกมาสู่พื้นที่แห่งการถกเถียงอีกครั้ง ตั้งแต่สัปดาห์นี้ ผู้เขียนจะนำเรื่องราวจากยุคของเน วิน มาถ่ายทอด เพื่อให้ผู้อ่านรู้จักและเข้าใจทั้งตัวตนของเผด็จการผู้นี้ ตลอดจนสภาพเศรษฐกิจสังคมของพม่าภายใต้ระบอบเผด็จการที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
เน วิน เป็นใครมาจากไหน?
เน วิน ที่แปลว่า “พระอาทิตย์ส่องแสง” เป็นชื่อของ ชู หม่อง (Shu Maung) เด็กหนุ่มจากครอบครัวชนชั้นกลางพม่าเชื้อสายจีน เกิดที่เมืองปองดะเล (Paungdale) เมืองเล็กๆ ใกล้กับเมืองแปร ที่เติบโตและเจริญขึ้นหลังอังกฤษเปิดเส้นทางรถไฟสายแรกย่างกุ้ง-แปร ในปี 1877 (พ.ศ.2420) เน วินเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง หวังว่าจะเรียนจบเพื่อเป็นหมอ แต่หลังเรียนไปได้ 2 ปี เขาสอบตกและถูกไล่ออกจากมหาวิทยาลัย เด็กหนุ่มไฟแรงจากปองดะเลมีโอกาสทำกิจกรรมทางการเมืองกับเพื่อนๆ ในรั้วมหาวิทยาลัยอยู่บ้าง เน วินถูกชักชวนให้เข้าร่วมขบวนการชาตินิยมโด้ะ บ่ะหม่า อะซีอะโยน หรือสมาคมเราชาวพม่า โดยอู ญี ลุงแท้ๆ ของเขาเอง หลังเข้าร่วมกับโด้ะ บ่ะหม่า เน วินนำคำว่า “ตะขิ่น” ที่แปลว่า master หรือท่าน เหมือนกับคำว่า “ซาหิบ” (sahib) ในอินเดีย กลายเป็น “ตะขิ่น ชูหม่อง”
เมื่อญี่ปุ่นยึดครองพม่าในปลายปี 1941 (พ.ศ.2484) เน วินเป็นหนึ่งใน “สหายสามสิบ” (Thirteen Comrades) ที่ญี่ปุ่นพาไปฝึกทางทหารถึงเกาะไหหลำ พร้อมกับออง ซาน และสมาชิกโด้ะ บ่ะหม่าอื่นๆ อีก 28 คน ระหว่างนี้ญี่ปุ่นช่วยให้ออง ซานตั้งกองทัพเพื่อเอกราชพม่า หรือ BIA ขึ้น เพื่อเป็นกำลังหลักต่อสู้กับรัฐบาลอาณานิคมของอังกฤษ ซึ่งในขณะนั้นหนีญี่ปุ่นไปตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นที่อินเดีย ในช่วงนี้เองที่เน วินเปลี่ยนชื่อจาก “ชู หม่อง” มาเป็น “เน วิน” และกลายเป็นผู้บัญชาการของ BIA ในปี 1943 (พ.ศ.2486) หลังจากออง ซานและสมาชิกพรรคชาตินิยมอีกหลายคนลาออกจาก BIA เพื่อมาทำงานการเมืองเต็มตัว เน วินยังยืนกรานว่าจะอยู่กับ BIA ต่อไป ในช่วงนี้เองที่ออง ซานเริ่มไม่ไว้ใจเน วิน และมองว่าหากปล่อยให้เน วิน มีอำนาจมากจนเกินไปอาจจะเป็นภัยต่อตนเองและขบวนการชาตินิยมได้ แต่ออง ซานก็ไม่ได้มีชีวิตนานพอและรับรู้ว่าคำทำนายของออง ซานนั้นเป็นความจริง ก่อนพม่าได้รับเอกราชไม่นาน นายพลออง ซาน อดีตผู้นำ BIA และขบวนการชาตินิยมพม่าถูกลอบสังหาร ทำให้อู นุเข้ามาสานต่อหน้าที่ของออง ซานในฝั่งพลเรือน และเน วินเข้ามาช่วยดูกิจการทางทหารแบบเต็มตัว หลังพม่าได้รับเอกราช นายพลสมิธ ดัน (Smith Dun) ชาวกะเหรี่ยงเข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด แต่ในเวลาเพียงปีเศษ ก็ถูกเน วินและพวกกำจัดออกไป
หลังจากนี้ เน วินจะใช้ฐานอำนาจของตนเอง คือกองพลไรเฟิลส์ที่ 4 (4th Burma Rifles) และจะพัฒนากองทัพให้เป็นฐานอำนาจให้กับตนเอง
เน วินที่นิยมวิถีแบบสังคมนิยม แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นนายทหารสายขวาจัด สร้างกองทัพพม่าสมัยใหม่ขึ้นมาด้วยความเข้มงวด จนทำให้กองทัพพม่ายุคนั้นเป็นที่นิยมชมชอบ และประชาชนเองก็ชื่นชมเน วิน ในฐานะที่เป็นคนเด็ดขาด ต่างจากอู นุ นายกรัฐมนตรีในยุคนั้นที่ไม่เด็ดขาด และไม่สามารถแก้ไขปัญหาภายในของทั้งพรรครัฐบาล AFPFL และปัญหาอื่นๆ ภายในประเทศได้ ด้วยเหตุนี้ ในปี 1958 (พ.ศ.2501) เน วินจึงเข้ามารับตำแหน่งผู้นำในรัฐบาลรักษาการ บ้างพูดว่าเน วินบังคับให้อู นุลงจากตำแหน่งชั่วคราว แต่บ้างก็พูดว่าอู นุเต็มใจให้เน วินเข้ามาช่วยบริหารบ้านเมืองในขณะที่เขาหนีปัญหาวุ่นวายทางโลกไปปฏิบัติธรรม
เน วินเข้ามาบริหารแทนอู นุได้ปีเศษ เขาก็มอบอำนาจกลับคืนให้กับอู นุ ในระหว่างนี้ผู้นำทั้งสองหวาดระแวงซึ่งกันและกันจนทำให้เน วินต้องตัดไฟแต่ต้นลมและทำรัฐประหารรัฐบาลของอู นุในปี 1962 ส่วนหนึ่งเพราะเห็นว่าอู นุอ่อนแอ และอีกส่วนหนึ่ง (ซึ่งสำคัญมากกว่า) คือพม่ากำลังตกอยู่ในภาวะลำบาก รัฐบาลต้องสู้รบกับกองกำลังหลายฝ่าย พรรครัฐบาลขาดเอกภาพ และชนกลุ่มน้อยกำลังใช้ช่วงเวลานี้เรียกร้องการแยกตัวเป็นเอกราช แต่สำหรับทหารอาชีพสายอนุรักษนิยมจัดอย่างเน วินแล้ว เขาไม่ต้องการพูดถึงเอกราชของชนกลุ่มน้อย เพราะเขาเชื่อมั่นว่าพม่าเป็นสหภาพที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้ หน้าที่ของเขาในฐานะผู้นำทหารคือต้องรักษาความเป็นชาติเอาไว้
ปรัชญาการรักษาความสมัครสมานสามัคคีในชาติ และความเป็นใหญ่ของชาวพม่านี้จะเป็นนโยบายหลักของกองทัพพม่า และเป็นเสาหลักของคณะรัฐประหารของเน วิน ในสัปดาห์หน้า เราจะมาทำความเข้าใจสภาปฏิวัติของเน วิน ให้มากขึ้น เพื่อที่จะเข้าใจว่าเหตุใดเน วินจึงมีอำนาจบารมีคับฟ้ามาเกือบ 30 ปี
ลลิตา หาญวงษ์

