พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวระหว่างการเยี่ยมเยียนประชาชนที่ จ.เพชรบูรณ์ เมื่อ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ตอนหนึ่งว่าการเลือกตั้งครั้งหน้า นายกรัฐมนตรี จะมาจากพรรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด พรรคที่ได้คะแนนเสียงมากที่สุด จะเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล และตั้งนายกฯ เป็นหลักการที่ทุกคนต้องรู้ไม่ได้พูดถึงตัวเอง แต่ทุกพรรคต้องเสนอคนที่จะขึ้นมาเป็นนายกฯก่อน ในเรื่องการปลดล็อกการเมือง ต้องสอดคล้องกับกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. ที่มีผลบังคับใช้ในอีก 90 วัน ประมาณวันที่ 16 ธันวาคม หลังจากนั้นก็จะมีการปลดล็อกให้หาเสียง ส่วนการคลายล็อกทางการเมือง ส่วนตัวคิดว่าพอเพียงแล้ว ใครที่บอกว่าไม่พอ ไว้รอให้เป็นรัฐบาลก็ค่อยไปทำกันเอาเอง”
เมื่อถามว่านายกฯเคยบอกจะประกาศความชัดเจนทางการเมืองหลังประกาศใช้ พ.ร.ป. เลือกตั้ง ส.ส. และ พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว. พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า จะมาสนใจอะไรกับผม ผมเคยบอกว่าเมื่อหลัง พ.ร.ป.ออกมา แล้วนี่หลังหรือยัง หลังจากนี้ไปถึงปีหน้า มันก็หลังเหมือนกัน ผมจะพูดเมื่อไหร่ก็เรื่องของผม วันนี้ยังไม่รู้ ผมตัดสินใจเอง แล้วเรื่องอะไรผมจะออกมาให้โดนด่าตั้งแต่วันนี้เล่า สื่อก็หาเรื่องผมทั้งวัน วุ่นวายจริงๆเลย และก่อนออกเดินทางไปปฏิบัติภารกิจต่อไป ได้หันมาพูดกับผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้ายิ้มๆ ว่า วันนี้อารมณ์ดี เรื่องท่าทีของผมนั้นยังไม่บอก ปล่อยไห้งง
ถือเป็นเรื่องดี ที่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวในเชิงหลักการว่า พรรคคะแนนเสียงมากที่สุด จะได้จัดตั้งรัฐบาลและได้ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อันเป็นระบบสากล ที่ประเทศไทยใช้มาตลอดในยุคที่เป็นประชาธิปไตย และถูกยกเลิกไปหลังรัฐประหาร 22 พ.ค.2557 อย่างไรก็ตาม ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2560 ที่จะบังคับใช้ในการสรรหานายกรัฐมนตรีคนต่อไป ได้มีบทเฉพาะกาลระบุว่า การให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี ให้กระทำในที่ประชุมร่วมของรัฐสภา ให้วุฒิสภา 250 คน มีส่วนในการลงมติด้วย นอกเหนือจาก ส.ส. 500 คน ดังนั้น การกำหนดตัวนายกฯ จะไม่ใช่เรื่องที่ดำเนินการโดยสภาผู้แทนฯที่มาจากประชาชนแต่ฝ่ายเดียว และด้วยวิธีการนี้ อาจจะทำให้การเมืองหลังเลือกตั้ง ไม่ได้เป็นไปตามหลักสากลก็ได้

