นิยาย”สร้างชาติ” กระตุ้นวัยโจ๋ มุ่ง”อาชีวะ”

22.04.16 | 15:07 น.

เป็นความพยายามของรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัยที่จะปรับภาพลักษณ์ของอาชีวะเพื่อจูงใจให้นักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมาเรียนสายอาชีวะมากขึ้นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการพัฒนาประเทศที่ยังขาดแคลนแรงงานฝีมือหลายแสนคน

โดยเฉพาะทางด้านระบบราง โลจิสติกส์ อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เป็นต้น ขณะที่กำลังการผลิตระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ล่าสุด สอศ.จึงกำหนดเป้าหมายสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีวะต่อสายสามัญอยู่ที่ 45:55 ในปีการศึกษา 2560

ที่ผ่านมาอุปสรรคใหญ่คือปัญหาการก่อเหตุทะเลาะวิวาทของเด็กช่างทำให้ผู้ปกครองไม่กล้าส่งบุตรหลานมาเรียน สอศ.จึงใช้ไม้แข็งและไม้นวมควบคู่กันไปในการแก้ไขปัญหา ตั้งแต่การปรับพฤติกรรมเด็กที่ก่อเหตุ ไปจนถึงมาตรการขั้นเด็ดขาดคือสั่งปิดสถานศึกษา ขณะเดียวกันก็ปรับภาพลักษณ์อาชีวะด้วยการจัดกิจกรรมอาชีวะอาสาเพื่อช่วยซ่อมบำรุงรถยนต์ของประชาชนตามเทศกาลสำคัญๆ จัดตั้งศูนย์ Fix-it-Center ซ่อมบำรุงรถยนต์ให้กับชุมชน เปิดเวทีให้เด็กอาชีวะแสดงความสามารถ ไปจนถึงการดึงภาคเอกชนมาร่วมจัดทวิศึกษาเพื่อผลิตนักเรียนนักศึกษาที่ตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการโดยตรง จนทำให้ภาพลักษณ์อาชีวะเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ

ล่าสุด อาชีวะรุกกลุ่มนักเรียนระดับมัธยมศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายโดยตรง โดยการผลิตนวนิยายที่มีเด็กอาชีวะ/เด็กเทคนิคเป็นพระเอก เนื่องจากกลุ่มนี้ชื่นชอบละครและอ่านนวนิยาย โดยประเดิมด้วย 2 เรื่อง คือ “วางหัวใจไว้บนก้อนดิน” ประพันธ์โดย “พิมพิสุธญ์” และ “ใต้ปีกรัก” ประพันธ์โดย “คณิตยา”

“วางหัวใจไว้บนก้อนดิน” เป็นนวนิยายสาขาเกษตรกรรม เนื้อหาพูดถึง “บดินทร์” หรือ “ดิน” เด็กกรุงเทพฯที่มีปัญหาบ้านแตก แต่กลับตัวกลับใจเพราะได้เข้าเรียนในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี พบรักกับหลานสาวเจ้าของไร่ที่มาจากกรุงเทพฯ ซึ่งกำลังอกหักจากหนุ่มไฮโซและครอบครัวกำลังมีปัญหาการเงิน สุดท้ายสมหวังในความรักและดินกลายเป็นเกษตรกรหัวก้าวหน้าที่ จ.เชียงราย

Advertisement

ส่วน “ใต้ปีกรัก” เป็นนวนิยายสาขาอุตสาหกรรม เนื้อหาพูดถึงเด็กเทคนิคที่พบรักกับลูกของรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดหลังไปร่วมวิจัยและผลิตอากาศยานไร้นักบินขึ้นลงทางดิ่ง (VTOL-UAV)

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) บอกว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 เมษายนที่ผ่านมา ได้รายงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีรับทราบ โดยนายกฯบอกว่าจะลองกลับไปอ่าน และส่วนตัวได้อ่านเบื้องต้นก็เห็นว่าพล็อตเรื่องน่าสนใจ วัตถุประสงค์ที่ สอศ.จัดพิมพ์นวนิยายนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนอาชีวศึกษา รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของการรีแบรนดิ้งภาพลักษณ์อาชีวะครั้งใหญ่ ซึ่งต้องทำต่อเนื่องและต้องทำในหลากหลายรูปแบบ

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ระบุว่า ที่จัดทำนวนิยายทั้ง 2 เล่มนี้ เพราะกลุ่มเป้าหมายของอาชีวะคือเด็กในระดับมัธยมศึกษาซึ่งเป็นกลุ่มวัยรุ่น เด็กวัยนี้สนใจและชื่นชอบเรื่องของละครและนวนิยาย ฉะนั้นจึงได้หารือและเห็นร่วมกันว่าจะจัดทำนวนิยายที่เกี่ยวกับอาชีวศึกษา เพื่อทำให้เด็กเกิดความเข้าใจและเกิดความรู้สึกชอบ โดย สอศ.ได้ขอให้นักเขียนที่เป็นที่นิยมในกลุ่มวัยรุ่นและมีประสบการณ์ในการเขียนมาเขียนให้ จนได้นวนิยาย 2 เรื่อง

เบื้องต้นถ่ายทอดเนื้อหาใน 2 สาขา คือ สาขาเกษตรกรรม ผ่านเรื่อง “วางหัวใจไว้บนก้อนดิน” ซึ่งถือเป็นสาขาที่จำเป็นของประเทศแต่มีผู้เรียนน้อยมาก จึงต้องการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญ

และสาขาอุตสาหกรรม ผ่านเรื่อง “ใต้ปีกรัก” ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมแนวใหม่ เกี่ยวกับเรื่องอากาศยานไร้คนขับ เน้นการสร้างแรงบันดาลใจ โดยทั้ง 2 เรื่องเด็กจะได้รับทั้งสาระความรู้และความสนุก

นวนิยายทั้ง 2 เรื่อง ออกแบบและพิมพ์โดยแผนกวิชาการพิมพ์ วิทยาลัยเทคนิคมีนบุรี จัดพิมพ์เรื่องละ 15,000 เล่ม โดยไม่ได้จำหน่าย แต่จะส่งมอบให้กับวิทยาลัยอาชีวศึกษารัฐและเอกชนในสังกัด สอศ. ประมาณ 900 เล่ม โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่เปิดสอนระดับมัธยมศึกษา โรงเรียนขยายโอกาส ประมาณ 8-9 พันแห่ง และห้องสมุดประชาชนของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 911 แห่ง รวมถึงภาคเอกชนที่ร่วมมือในโครงการประชารัฐ

“พิมพิสุธญ์” เจ้าของบทประพันธ์ “วางหัวใจไว้บนก้อนดิน” บอกว่า ตนเป็นศิษย์เก่าอาชีวะ จึงได้มีโอกาสร่วมเป็นนักเขียนในโครงการนี้ สอศ.เปิดโอกาสให้นักเขียนเป็น

ผู้เลือกสาขาวิชาที่ต้องการเขียน ผู้เขียนเลือกสาขาเกษตรกรรม จากนั้นเริ่มวางพล็อตและศึกษาหาข้อมูลไปพร้อมๆ กัน หลังได้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ รวมถึงการสัมภาษณ์ครูบาอาจารย์หลายท่านที่คร่ำหวอดสอนลูกศิษย์อยู่ในสถาบันทางด้านเกษตรกรรมแล้ว ก็ยิ่งมั่นใจว่าตัดสินใจเลือกได้ถูกต้องแล้ว เพราะจากข้อมูลที่ค้นหาและการพูดคุยสัมภาษณ์ ย้ำชัดว่าวิชาชีพด้านเกษตรกรรมมีความสำคัญต่อคนไทยทุกคน เพราะไม่ว่าใครจะยากดีมีจนแค่ไหนก็ต้องบริโภคข้าวปลาอาหาร

ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ขั้นตอนการผลิตอาหารเพื่อป้อนให้กับคนทั้งประเทศอย่างมีคุณภาพและเพียงพอนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญ

ขณะที่ “คณิตยา” เจ้าของบทประพันธ์ “ใต้ปีกรัก” เล่าว่า โจทย์ที่ได้คือการสร้างแรงจูงใจให้เด็กมัธยมต้นมาเรียนอาชีวะเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ เลยค้นหาประวัติของลูกหม้ออาชีวะที่ประสบความสำเร็จในชีวิตและมีตัวตนอยู่จริงมาผูกเป็นเรื่อง มองว่าจะทำให้เด็กและผู้ปกครองเห็นภาพชัดเจนว่าเรียนอาชีวะแล้วจะมีลู่ทางในการประกอบอาชีพอย่างไร โดยเรื่องนี้ใช้ประวัติจริงของนายกษมา ถาวร ผู้จัดการบริษัท กษมา เฮลิคอปเตอร์ จำกัด ผู้พัฒนาเฮลิคอปเตอร์บังคับต้นแบบสัญชาติไทย และเป็นคนไทยคนแรกและคนเดียวในอาเซียนที่ผลิตเฮลิคอปเตอร์บังคับแบบครบวงจร ปัจจุบันนายกษมาได้วิจัยและผลิตอากาศยานไร้นักบินขึ้นลงทางดิ่ง (VTOL-UAV) กับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ (สทป.) กระทรวงกลาโหมและกองทัพเรือ สำเร็จแล้ว ซึ่งนายกษมาเป็นลูกชาวนา จบ ปวช.สาขาช่างยนต์ จากวิทยาลัยเทคนิคกาญจนบุรี และ ปวส.สาขาช่างยนต์ จากวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ (ชื่อในสมัยนั้น)

นวนิยายทั้ง 2 เรื่องจะเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กรุ่นใหม่หันมาเรียนสายอาชีวะมากขึ้น ซึ่งประเทศชาติกำลังต้องการแรงงานฝีมือจำนวนมากเพื่อพัฒนาประเทศ…