อาจารย์มหาวิทยาลัยอายุเกิน 60 ปี ไม่ควรอยู่ในตำแหน่งผู้บริหาร ไม่ว่าอธิการบดี, คณบดี หรืออื่นๆ
แต่อาจเป็นได้ในฐานะอาจารย์พิเศษผู้มีประสบการณ์เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือหลายเรื่องก็ได้ ตามความจำเป็นและการร้องขอของมหาวิทยาลัยนั้นๆ โดยไม่มีอำนาจบริหาร
“เรื่องอายุเป็นปัญหาปลายเหตุ แต่เป็นตัวสะท้อนระบบธรรมาภิบาลในมหาวิทยาลัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ มีความเห็นกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนมติสภามหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) กาญจนบุรี ให้ผู้มีอายุเกิน 60 ปี รักษาการแทนอธิการบดี (มติชน ฉบับวันอังคารที่ 18 กันยายน 2561 หน้า 3)
ส่งผลให้ มรภ.อื่นๆ อีกหลายแห่งซึ่งอยู่ในเกณฑ์เดียวกันต้องทบทวนแก้ไข
แต่อีกจำนวนหนึ่งพยายามเลี่ยงบาลีเอาสีข้างเข้าถู แล้วตีความเข้าข้างตนเองอย่างส่อลักษณะอ่อนแอทางธรรมาภิบาล
สำคัญตนผิด
อาจารย์มหาวิทยาลัยไม่น้อยสำคัญตนว่าคนอื่นต้องการ จึงขอต่ออายุตัวเองหลังเกษียณเพื่อสืบทอดอำนาจ (บางคนไม่ได้ตามต้องการถึงขนาดตีโพยตีพายฟาดงวงฟาดงาเกือบบ้าก็มี) ทั้งๆ ไม่เป็นความต้องการของคณะฯ มหาวิทยาลัยนั้น
ผมได้ยินได้ฟังแล้วกลุ้มใจ และเห็นใจนักศึกษาที่ต้องทนทุกข์ทรมานกับการศึกษาแบบ “เถรวาทไทย” ให้ท่องจำตามคำครูบาอาจารย์ ห้ามถาม ห้ามเถียงแล้วขอต่ออายุเหมือนรัฐบาลเผด็จการขอสืบทอดอำนาจตนเอง
“ไม่มีเรา เขาเจริญ” ผมจำจากไหน? เมื่อไร? คิดไม่ออก แต่ชอบ เลยจดแล้วจำไว้เตือนตัวเอง (ไม่เตือนคนอื่น) ว่าอย่าสำคัญตนผิดคิดว่าตนสำคัญจนเขาขาดเราไม่ได้
ฉะนั้นเมื่อได้เวลาพอสมควร (หรือก่อนเวลายิ่งดี) ก็รีบหลบๆ เลิกๆ ไปซะ อย่าเสือกโผล่อีก เขาจะได้จำเริญๆ

