หน้าแรก คอลัมนิสต์ ศูนย์วัฒนธรรม...

ศูนย์วัฒนธรรมไทยเป็นอย่างไร สังคมไทยก็เป็นอย่างนั้น สังคมไทยเป็นอย่างไร คนไทยก็เป็นอย่างนั้น โดย สุกรี เจริญสุข

23.09.18 | 13:00 น.
ท่านสุบิน เมห์ทา อายุ 82 ปี คารวะต่อผู้ชมเมื่อจบการแสดง

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2561 ได้มีโอกาสไปฟังวงซิมโฟนีออเคสตรามาจากเมืองเนเปิลส์ (Naples) ประเทศอิตาลี ควบคุมวงโดยท่านสุบิน เมห์ทา (Zubin Mehta) ผู้ซึ่งเป็นตำนานของวงการดนตรีคลาสสิกของโลก

ที่ว่า ท่านสุบิน เมห์ทา นั้น เป็นตำนานของวงการดนตรีคลาสสิกก็เพราะว่า ประการหนึ่ง ท่านเป็นคนอินเดียคนแรก เป็นคนเอเชียคนแรกที่มีชื่อเสียง (มาก) ไปบุกโลกของดนตรีคลาสสิกในยุโรป

ประการต่อมา ท่านเป็นผู้ควบคุมวงดนตรีชั้นนำของโลกมาหมดแล้ว อาทิ วงเบอร์ลินฟีลฮาร์โมนิก วงนิวยอร์กฟีลฮาร์โมนิก วงเวียนนาฟีลฮาร์โมนิก วงมอนทรีออลซิมโฟนี วงอิสราเอลฟีลฮาร์โมนิก เป็นต้น

ประการที่สาม ท่านสุบิน เมห์ทา มีผลงานบันทึกเสียงเพลงคลาสสิกกับวงดนตรีที่มีชื่อเสียงของโลกเอาไว้มาก ประการที่สี่ ท่านสุบิน เมห์ทา ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติจากประเทศต่างๆ จำนวนมาก

ประการสุดท้าย วันนี้อายุปาเข้าไป 82 ปี ท่านก็ยังทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมวงดนตรีอยู่ และเดินทางมาแสดงกับวงซิมโฟนีจากเมืองเนเปิลส์ที่เมืองไทย

Advertisement
โถปัสสาวะ ห้องน้ำผู้ชาย ชั้น 3 ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย บอกหน้าตาของประเทศ

การมาของท่านสุบิน เมห์ทา ได้ร่วมแสดงกับวงซิมโฟนีออเคสตราจากเมืองเนเปิลส์ ในมหกรรมศิลปการแสดงและดนตรีนานาชาติ กรุงเทพฯ (Bangkok’s International Festival of Dance & Music) ครั้งที่ 20 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ระหว่างวันที่ 12 กันยายน ถึงวันที่ 18 ตุลาคม 2561

ท่านสุบิน เมห์ทา นั้น ได้มาแสดงที่เมืองไทยหลายครั้งแล้ว มาครั้งแรกแสดงกับวงนิวยอร์กฟีลฮาร์โมนิกออเคสตรา เมื่อปี พ.ศ.2526 แสดงที่หอประชุมธรรมศาสตร์ ที่จริงครั้งนั้นวงนิวยอร์กมีรายการแสดงที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย เนื่องจากในรายการแสดงเป็นเพลงของนักประพันธ์ชาวยิว ผู้จัดงานได้ขอร้องให้ทางวงนิวยอร์กเปลี่ยนรายการเพลง ซึ่งทางวงนิวยอร์กก็ไม่ยอม

การปฏิเสธการเปลี่ยนรายการเพลงของวงนิวยอร์ก ทำให้วงนิวยอร์กยกเลิกการแสดง จึงมาแสดงที่เมืองไทยด้วยความบังเอิญ และเป็นจุดเริ่มต้นของการคิดจะสร้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยขึ้น เพื่อรองรับการแสดงดนตรีขนาดใหญ่ ซึ่งอีกหลายครั้งต่อมา ท่านสุบิน เมห์ทา ก็เดินทางมาแสดงกับวงดนตรีนานาชาติร่วมกับมหกรรมศิลปการแสดงและดนตรีที่กรุงเทพฯ

เมื่อคืนวันที่ 15 นั้น วงซิมโฟนีออเคสตราจากเมืองเนเปิลส์ เล่นได้ดีตามมาตรฐานวงดนตรีของยุโรป ควบคุมวงโดยท่านสุบิน เมห์ทา เป็นการขายความเก๋าของท่านสุบิน เมห์ทา มากกว่า โดยการแสดงบทซิมโฟนีของไชคอฟสกี (Pyotr Ilyich Tchaikovsky) บทที่ 4 (40 นาที) และบทที่ 6 (50 นาที) ซึ่งท่านสุบิน เมห์ทา จำบทเพลงขึ้นใจโดยไม่ต้องดูโน้ตเพลงแต่อย่างใด เพราะความตั้งใจ หลับตาควบคุมวงในฐานะที่เป็นดาราในรายการ เพราะว่าซิมโฟนี 2 บท ยาว 90 นาที โดยไม่มีนักเดี่ยว (Soloist) ในรายการ

สำหรับผู้ชมไทยนั้น น่าอายมาก ปรบมือทุกท่อน เพลงซิมโฟนีซึ่งมีอยู่เพลงละ 4 ท่อน เมื่อจบท่อนก็ปรบมือ ซิมโฟนีมีอยู่ 2 บท รวม 8 ท่อน ก็ปรบมือทั้ง 8 ท่อน แสดงถึงความไม่รู้และไม่เข้าใจวัฒนธรรมดนตรี สร้างความอับอายให้กับการแสดงมาก ทั้งอายกับนักดนตรีที่เขาเดินทางไปแสดงทั่วโลก อายต่อท่านสุบิน เมห์ทา ซึ่งเป็นผู้ควบคุมวงผ่านเมืองต่างๆ มาทั่วโลก อายต่อมิตรรักแฟนเพลงทั้งหลายที่รู้เรื่องและเข้าใจ อายต่อแขกบ้านแขกเมืองที่เข้าใจวัฒนธรรมดนตรีคลาสสิก

การปรบมือไม่เกี่ยวกับฐานะทางสังคม แต่ผู้ฟังเหล่านั้นไม่ศึกษา ไม่ทำการบ้าน ไม่รู้ และไม่เข้าใจวัฒนธรรม ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับชื่อเสียงและหน้าตาของประเทศอย่างมาก เพราะคนที่เขารู้ก็ประณามได้ว่า “คนไทยยังด้อยพัฒนาอยู่” สำหรับท่านสุบิน เมห์ทา นั้น ท่านก็คงรู้สึกเฉยๆ เคยชิน ท่านทำหน้าที่โดยไม่ออกอาการอะไร ท่านคงเข้าใจและรู้จักสังคมด้อยพัฒนาทั้งหลายดี ส่วนวงซิมโฟนีจากเมืองเนเปิลส์ ก็คงแปลกใจว่า ทำไมพื้นที่และผู้คนที่สวยหรูยังด้อยพัฒนา นักดนตรีก็คงจดจำภาพผู้ฟังเหล่านี้ไปด้วย

แถมครึ่งแรกของการแสดงก็มีเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นในกลุ่มผู้ฟังที่ถือบัตรราคา 10,000 บาท แสดงว่าเป็นผู้ฟังที่มีเกียรติแต่มีวัฒนธรรมต่ำ นอกจากนี้ ผู้ฟังจำนวนหนึ่ง นั่งเคาะมือ เอามือตีลมไปตามเพลง บ้างก็โยกตัว พยักหน้าไปตามเพลง เพื่อแสดงว่าตนนั้นดื่มด่ำไปกับบทเพลง

ความจริงแล้ว การฟังเพลงคลาสสิกแตกต่างไปจากการฟังเพลงป๊อปทั้งหลาย ที่กระตุ้นให้ความรู้สึกทางกาย ฟังแล้วเนื้อเต้น ฟังแล้วต้องขยับตัว

แต่การฟังเพลงคลาสสิกนั้นแตกต่างออกไป คลาสสิกนั้นละเอียดอ่อนกว่าเพลงป๊อป ฟังแล้วเสียงจะเข้าไปข้างในให้ความรู้สึกทางใจ ยิ่งฟังยิ่งนิ่ง ยิ่งฟังยิ่งสงบ โดยไม่ต้องขยับกาย เช่นเดียวกับการฟังพระสวด

ผู้ฟังไทยเมื่อ 20 ปีก่อนเป็นอย่างไร วันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้นอยู่ เป็นผู้ฟังที่ทันสมัยแต่ไม่มีรสนิยมและเชย แต่บริบทของสังคมไทยก็เป็นไปอย่างนั้น ซึ่งย้อนแย้งกับภาพลักษณ์ที่มองเห็นด้วยตา ภาพที่เห็นผู้คนซึ่งแต่งตัวหรู นั่งรถราคาแพง มีคนขับรถไปส่ง มีบัตรราคาแพง มีผู้คนล้นหลาม ผู้ชมเต็มศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ดูแล้วล้วนมีราคาความน่าเชื่อถือสูง แต่กลับไม่เรียนรู้วัฒนธรรมในการฟังดนตรีคลาสสิก ซึ่งบอกได้ว่า “กายกับจิต” ไม่ไปด้วยกัน

กลับมาดูการบริหารของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยกันบ้าง ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเป็นหน้าตาของประเทศ บ่งบอกถึงความเจริญของประเทศ เป็นมิติของวัฒนธรรมที่อยู่ในโลกอนาคต แต่บริหารจัดการด้วยวิธีที่ล้าหลัง “ลูกแก้วอยู่ในมือลิง” ทรุดโทรม ไม่มีระเบียบ ดำเนินกิจการแบบ “เศรษฐีบ้านเช่า” ใครมีเงินมาจ่ายก็ให้เช่าได้ เจ้าของบ้านก็มีหน้าที่เก็บค่าเช่าเท่านั้น ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยจะดำเนินไปอย่างไร คนที่ดูแลบ้านเช่าก็ไม่ใส่ใจ เพราะคนที่ดูแลก็เป็นลูกจ้างอีกทอดหนึ่ง พบว่ารัฐทำงานบริการและงานค้าขายไม่มีคุณภาพ แต่ทำงานที่เกี่ยวกับอำนาจและงานเสมียนได้ดีกว่า

เนื่องจากศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยมีมาตรฐานในการจัดการที่ล้าหลัง ไม่ทันกับความเจริญของสังคม มีความไม่สะดวกและไม่สบาย แถมจัดการโดยคนที่ไม่มีรสนิยม ทำให้ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยซึ่งเป็นหน้าตาของประเทศกลายเป็นสถานที่ล้าหลังและด้อยพัฒนา แทนที่จะอวดหน้าตาของประเทศ ก็กลายเป็นการประจานหน้าตาประเทศไป ทั้งนี้ สังคมไทยมีสถานที่จัดการแสดงศิลปะการแสดงหรือดนตรีคลาสสิกน้อย ไม่มีสถานที่ให้เลือก ผู้จัดจึงต้องใช้บริการของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย

เสียดายที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศจีน ที่อยู่ติดกับศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย มีหอแสดงแค่ 317 ที่นั่ง จีนสร้างเมื่อปี พ.ศ.2555 หากจะมีที่นั่งสัก 1,400 ที่นั่ง ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยก็คงเจ๊งไปแล้ว ผู้บริหารศูนย์วัฒนธรรมไทยควรไปดูงาน โดยเฉพาะการบริหารจัดการศูนย์วัฒนธรรมจีน ซึ่งอยู่ติดกัน เป็นตัวอย่าง

ให้ดูความสะอาด ดูห้องน้ำ ดูพื้นที่บริการให้แก่ผู้เข้าชม รวมทั้งภูมิทัศน์ สถาปัตยกรรม เป็นต้น

วันนั้นผมออกจากบ้าน 4 โมงเย็น เพื่อไปฟังดนตรี (19.30 น.) การแสดงเสร็จ 4 ทุ่ม ฝนตกหนัก คนออกจากงานพร้อมกัน 1,800 คน ส่วนใหญ่มีรถส่วนตัว มีคนขับรถ พวกแท็กซี่นั้นเข้าไม่ถึง รถส่วนตัวติดแน่น จะเดินไปที่ถนนก็หาแท็กซี่ยาก รถเมล์ไม่ต้องพูดถึง ไปรถไฟใต้ดินก็เดินไกลเปียกฝน กว่าจะถึงบ้านก็ปาเข้าไป 5 ทุ่ม ใช้เวลาไปฟังเพลงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย 7 ชั่วโมง

สภาพความเป็นจริงในวันนี้ ศิลปวัฒนธรรมของสังคมไทยอยู่ในมือเอกชนหมดแล้ว (CSR) เอกชนเป็นผู้จัดการ เอกชนมีงบประมาณเป็นผู้จ่ายเงิน คนดูส่วนใหญ่นั้นเป็นผู้มีเกียรติ บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งหลายจ่ายเงินให้การสนับสนุนในการจัดงานและแจกบัตรให้แก่ท่านผู้มีเกียรติ ผู้มีบุญคุณกับบริษัทได้บัตรไปดูการแสดงระดับโลก คนที่มีบัตรเหล่านั้นมีโอกาสได้ดู ก็ไม่ค่อยตั้งใจอยากจะไปนัก เพราะเขาสามารถที่จะเดินทางไปชมในต่างประเทศได้ แต่ต้องไปเพราะเป็นหน้าตาของบริษัท ทำให้การไปชมดนตรีคลาสสิกแล้วอาการปรบมือผิดท่อนด้วยความบริสุทธิ์ใจจึงเกิดขึ้น

ทางออกของสังคมไทย เมื่อเอกชนมีอำนาจทางเศรษฐกิจ มีอำนาจในการควบคุมศิลปวัฒนธรรมในสังคม เอกชนน่าจะสร้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยแห่งใหม่ สร้างขึ้นในใจกลางเมืองกรุงเทพฯ แถวสวนลุมพินี โรงงานยาสูบ หรือศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อศูนย์วัฒนธรรมใหม่มีรถไฟฟ้า มีรถใต้ดินผ่าน บริหารจัดการโดยเอกชน เมื่อผู้ชมออกมาจากหอแสดงก็ขึ้นรถโดยสารสาธารณะได้เลย สร้างให้มีพื้นที่จอดรถเพียงพอ
หอแสดงมีขนาด 1,400 ที่นั่ง ทำระบบเสียงให้ดี ผู้ชมทั้งหลายไปชมได้สะดวก เป็นพื้นที่พักผ่อนหย่อนใจ เชื่อว่าสังคมไทยมีกำลังซื้อเพียงพอ และสามารถจัดการแสดงได้ตลอดทั้งปี

อย่างไรก็ตาม ต้องขอขอบคุณผู้จัดงานเทศกาลนี้ที่ยืนหยัดจัดมา 20 ปี นำสิ่งที่ดีมาให้แก่สังคมไทย อย่างน้อยก็เป็นการจุดประกายสิ่งที่ดีในด้านศิลปวัฒนธรรม การแสดง และมีดนตรีคลาสสิก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ประชาชนพึ่งพารัฐไม่ได้ เพราะผู้บริหารรัฐส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีรสนิยม แต่ศิลปวัฒนธรรมเป็นเครื่องมือวัดที่ดีที่จะบอกคุณภาพของสังคมได้ เพราะศิลปวัฒนธรรมเป็นทั้งเรื่องในอดีต เรื่องที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และเป็นมิติของโลกอนาคตด้วย

ความจริงสังคมไทยเป็นอย่างที่เป็น ซึ่งโทษใครก็ไม่ได้ ศูนย์วัฒนธรรมเป็นอย่างไรจึงเป็นภาพสะท้อนสังคมไทยว่าเป็นอย่างนั้น เพราะคนในสังคมไทยก็เป็นอย่างนั้นด้วย