อาจเป็นเพราะเหตุที่กฎกติกาใหม่ของการเลือกตั้งกำหนดให้พรรคการเมืองต้องเลือกหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และคณะกรรมการบริหารพรรคกันใหม่
การเมืองระดับพรรคจึงมีอุณหภูมิสูงขึ้นมากโดยพลัน
โดยเฉพาะที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก หัวข้อ “ประชาธิปัตย์ยุคใหม่กับการเลือกหัวหน้าพรรคโดยสมาชิก”
ระบุโรดแมปการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ว่า จะเสร็จสิ้นในเดือนพฤศจิกายนปีนี้
“ความเป็นประชาธิปไตยต้องเริ่มต้นตั้งแต่ภายในพรรค พรรคการเมืองต้องไม่มีใครคนใดคนหนึ่งเป็นเจ้าของ
“ปชป.เป็นพรรคการเมืองเดียวที่มีการแข่งขันเลือกตั้งหัวหน้าพรรคอย่างจริงจังมาหลายครั้ง
ปัจจุบันข้อบังคับของพรรคกำหนดให้ที่ประชุมใหญ่ซึ่งประกอบไปด้วย ส.ส. และประธานสาขาพรรคเป็นหลัก เป็นผู้มีสิทธิเลือกหัวหน้าพรรค ซึ่งก็สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ที่ออกมาอยู่แล้ว แต่มองว่าประชาธิปัตย์สามารถเป็นผู้นำและมีความก้าวหน้ากว่านี้ได้ โดยเฉพาะสถานการณ์ปัจจุบันทำให้มีเหตุผลเพิ่มเติมคือ การปฏิรูปการเมืองที่ดำเนินการโดย คสช. ในเรื่องนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
ความพยายามที่จะให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในเรื่องต่างๆ เช่น การหยั่งเสียงเบื้องต้นเพื่อคัดเลือกผู้สมัคร ส.ส. กำลังจะวนกลับไปสู่ที่เดิม ขณะที่การแสดงตัวเป็นเจ้าของ ของพรรคการเมืองต่างๆ ทั้งใหม่และเก่าก็ยังชัดเจน”
ในช่วงท้ายข้อความนายอภิสิทธิ์ได้โพสต์ภาพตารางการเลือกหัวหน้าพรรค
กลางเดือนกันยายนคลายล็อก ปลายเดือนกันยายนประชุมใหญ่พรรค กลางเดือนตุลาคมรับสมัครสมาชิกและผู้เข้าหยั่งเสียง
เดือนพฤศจิกายน ประกาศผลการหยั่งเสียง จากนั้น 7 วัน ประชุมใหญ่เพื่อเลือกหัวหน้า
คาดว่าภายในเดือนพฤศจิกายนจะได้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่
ตามประวัติของพรรคประชาธิปัตย์ การเลือกตั้งหัวหน้าพรรคทุกครั้งล้วนมีรสชาติ
เหมือนดั่งที่นายอภิสิทธิ์ระบุ “ประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่มีการแข่งขันเลือกหัวหน้าพรรคอย่างจริงจัง”
หลายครั้งทำให้สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ต้องแยกย้าย
เหตุการณ์ใหญ่ๆ อาทิ การเกิดกลุ่ม 10 มกรา มี นายเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ และนายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นแกนนำ ซึ่งต่อมา ส.ส.ในกลุ่ม 10 มกรา ได้อำลาพรรคประชาธิปัตย์ไป
ส่วนเหตุการณ์อื่นๆ ก็มีความดุเดือดในการแข่งขันไม่น้อยไปกว่ากัน
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เมื่อนายอภิสิทธิ์โพสต์ข้อความเปิดทางให้แข่งขันเลือกตั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จึงมีคู่แคนดิเดตปรากฏให้เห็นทันที
คนแรกคือ นายอลงกรณ์ พลบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ที่ลาออกไป แต่มีกระแสข่าวว่าจะหวนคืนกลับ
อีกคนหนึ่งคือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ที่มีแรงสนับสนุนจากนายถาวร เสนเนียม ซึ่งมีความแนบแน่นกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขาธิการ กปปส.
ขณะที่ นายกรณ์ จาติกวณิช ที่เคยเป็นข่าว ได้ออกมาปฏิเสธด้วยการสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ให้อยู่ต่อไปแล้ว
ที่เหลือยังต้องรอฟังว่าจะมีใครขันอาสาขึ้นมาอีกหรือไม่
อย่างไรก็ตาม แค่ฝ่ายหนึ่งคือนายอภิสิทธิ์ อีกฝ่ายที่เป็นคู่แคนดิเดตคือนายอลงกรณ์ และ นพ.วรงค์ บรรดาคอการเมืองที่ตีความกันยกใหญ่
ทั้งนี้ เพราะทุกคนที่ปรากฏเป็นข่าวมีปูมหลังเปิดเผยต่อสาธารณะ
ทั้ง นายอภิสิทธิ์ ทั้ง นพ.วรงค์ ขึ้นเวทีขับไล่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ส่วนนายอลงกรณ์ได้เข้าไปทำงานในกลไกของ “แม่น้ำ 5 สาย” หลังจาก คสช.ยึดอำนาจ และตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯ
เป้าหมายของทุกคนที่เหมือนกันคือต่อต้าน นายทักษิณ ชินวัตร
สำหรับความคิดเห็นกับฝ่ายทหาร นายอลงกรณ์ย่อมมีความเห็นสอดคล้อง เพราะไปทำงานร่วมกับฝ่ายทหาร
กระทั่งปรากฏเป็นข่าวว่าถูกทาบทามให้เข้าชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เพราะ คสช.ต้องการ
เมื่อข่าวปรากฏ การปฏิเสธข่าวก็ตามมา
ขณะที่ นพ.วรงค์ นั้นมีผลงานคดีจำนำข้าวมาตั้งแต่ต้น ยิ่งมีนายถาวรสนับสนุน ยิ่งมีภาพของ กปปส.ชัดแจ้ง
ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นมุมมอง กปปส.เกี่ยวกับการร่วมรัฐบาลกับฝ่ายทหาร
เห็นชัดแจ้งว่า ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
ขณะที่นายอภิสิทธิ์นั้น เมื่อระฆังการเลือกตั้ง ส.ส.เริ่มดัง น้ำเสียงที่บ่งบอกว่าอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายทหารก็เริ่มมา
ตั้งแต่ครั้งแรกที่แสดงความคิดเห็นถึงนายกฯคนนอก ที่บอกว่า “อยู่ประชาธิปัตย์ก็ต้องสนับสนุนหัวหน้าประชาธิปัตย์เป็นนายกฯ”
“ใครสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯก็ต้องไปทางอื่น”
และหลังจากนั้น นายอภิสิทธิ์ก็ให้สัมภาษณ์ด้วยทรรศนะยืนคนละมุมกับฝ่ายทหารอีกหลายคำรบ
จากความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น จึงเกิดภาพความแตกต่างระหว่างนายอภิสิทธิ์ นายอลงกรณ์ และ นพ.วรงค์
ขณะที่เห็นภาพของคู่แคนดิเดตก็เห็นภาพของกองเชียร์
นายชวน หลีกภัย นายกรณ์ จาติกวณิช นายจุติ ไกรฤกษ์ และแกนนำพรรคประชาธิปัตย์อีกหลายคน ยังคงสนับสนุนนายอภิสิทธิ์
แม้แต่ นายพิชัย รัตตกุล ก็มีท่าทีสนับสนุน
จากบทสัมภาษณ์ผ่านทางวอยซ์ทีวี นายพิชัยได้ออกมาจำแนกคู่แคนดิเดตในการช่วงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคเอาไว้
นายพิชัยบอกว่า ในพรรคกลุ่มเลือดเนื้อประชาธิปัตย์มีอยู่หลายคนทั้ง นายชวน นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ ซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว นายอภิสิทธิ์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นายสาวิตต์ โพธิวิหค นายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ นายเทอดพงษ์ ไชยนันทน์
ขณะที่อีกฝ่ายหนึ่ง นายพิชัยระบุว่า “เวลานี้คนคนนั้นกำลังหาเสียงอยู่ รวบรวมคนอยู่ ผมไม่อยากเอ่ยชื่อคนคนนั้น ผมมองว่าคนคนนั้นไม่ใช่เลือดเนื้อประชาธิปัตย์ที่แท้จริง”
สุดท้ายนายพิชัยบอกว่า คนที่มีเลือดประชาธิปัตย์ที่แท้จริงนั้น มีอยู่ 3-4 คน ที่จะเป็นนายกฯได้
น่าสนใจรายชื่อที่นายพิชัยยกขึ้นมาเป็นตัวอย่าง มีชื่อนายอภิสิทธิ์ แต่ไม่มีชื่อ นพ.วรงค์ และนายอลงกรณ์
น่าสนใจมุมมองเรื่อง “เลือดแท้”
หรือนี่จะเป็นประเด็นช่วงชิงชัยในศึกเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในลำดับต่อไป

