หน้าแรก คอลัมนิสต์ เพราะ‘คิด’จึง...

เพราะ‘คิด’จึง‘ไม่รู้’ โดย จันทร์รอน

23.09.18 | 13:00 น.

ในโลกของความคิด มีเรื่องราวมากมายผุดขึ้นมาให้สัมผัสรับรู้ไม่หยุดหย่อน

การประสบ สัมผัสรับรู้บางสิ่งอย่าง บางเรื่องราว เป็นได้ทั้งก่อความรู้สึกที่กระตุ้นให้อยากได้ใคร่มี อยากเป็นอยากอยู่กับอารมณ์ที่ได้สัมผัสนั้น หรืออาจจะไปในทางอยากจะหลีกหลบ ไม่ขอพบเจอ หรือปล่อยผ่านไปโดยไม่รู้สึกอะไร

ความคิดเกิดขึ้นกับทุกสิ่งที่ได้พบเจอ สัมผัส

บ่อยครั้งกับสิ่งที่ได้พบสัมผัสนั้น กระตุ้นความทรงจำให้คิดบางสิ่งบางเรื่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต

มีไม่น้อยที่กระตุ้นให้จินตนาการต่อยอดไปจากสิ่งที่ได้พบได้เห็นนั้น

Advertisement

ความคิดก่อตัวจากความรู้สึกในปัจจุบันขณะ ย้อนไปปรุงแต่งจากความทรงจำในอดีต และต่อยอดเป็นจินตนาการในอนาคต

ในแต่ละห้วงเวลาโลกของความคิดจึงเคลื่อนไป ก่อเกิดเรื่องราวมากมายให้จิตใจได้สัมผัสรับรู้

แต่ละเรื่องที่คิดไปล้วนส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกได้มากมาย เกิดความชอบ ไม่ชอบ อยากได้ อยากหลีกหนีขึ้นมาสารพัด

เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นทั้งที่เรื่องราวเหล่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริง เป็นแค่ความรู้สึกที่เกิดจากความนึกคิด

ไม่มีอะไรที่เป็นความจริง แต่ความรู้สึกนั้นยึดถือว่าเป็นความจริงไปแล้วโดยไม่รู้ตัว สร้างอารมณ์ชอบ อารมณ์ชัง อารมณ์รัก อารมณ์เกลียด หรือไม่สนใจขึ้นแล้ว

และอารมณ์เหล่านี้ส่งผลต่อการตัดสินใจที่จะพูด ที่จะทำให้เกิดขึ้นในทางที่ความคิดกำหนดให้เป็น

เกิดอาการด่าคนใดคนหนึ่งได้เป็นวรรคเป็นเวรทั้งที่ไม่เคยได้สัมผัสรู้จักมักคุ้นอะไรกับคนคนนั้นเลย เช่นเดียวกับรักใคร่บูชาใครบางคน ทั้งที่แทบไม่เคยเห็นหน้าคนคนนั้นด้วยสายตาแบบตัวเป็นๆ

อำนาจของความคิดทำให้เกิดการพูดและทำที่เตลิดเปิดเปิงไปกับความไม่รู้เรื่องรู้ราวอย่างแท้จริง

ก่อความวุ่นวายให้เกิดขึ้นกับชีวิต โดยที่ไม่รู้แม้กระทั่งความจริงเป็นเช่นไร

ด้วยเหตุนี้เอง ผู้มีประสบการณ์ในการพิจารณาความจริงแท้ของชีวิต มักเตือนให้มีชีวิตอยู่อย่างมี “สติ”

นั่นคือ “ความตื่นตัว” อันหมายถึงระลึกได้ถึงความเป็นจริงเฉพาะหน้า ไม่ใช่ให้ความคิดนำความรู้สึกไปในเรื่องที่ไม่ได้มีอยู่จริงในขณะนั้น

เป็นความตื่นตัว โดยเห็นได้ว่าอะไรบ้างที่มีอยู่ในขณะนั้น

ใครที่อยู่อย่างตื่นตัว รับรู้ปัจจุบันขณะได้ต่อเนื่องกว่า ย่อมพ้นจากการถูกความคิดอันเกิดจากแรงกระตุ้นของความชอบหรือไม่ชอบนำพาให้กระเจิดกระเจิงไป

ผู้ที่มีชีวิตอยู่ด้วยการตื่นตัวเช่นนี้ได้ ก็คือผู้ที่อยู่กับความเป็นจริง หรือที่เรียกว่าผู้สัมผัสสัจธรรม

เป็น “ตื่นรู้”

ซึ่งฟังดูแล้วเหมือนไม่ใช่เรื่องยากเย็นเลยที่จะนำชีวิตให้ไปอยู่กับภาวะเช่นนี้

แต่กลับกลายเป็นว่า ผู้ที่จะทำให้ตัวเองอยู่กับภาวะของผู้รู้ตัวนี้ มีน้อยเป็นอย่างยิ่ง การมีชีวิตอยู่กับการตื่นรู้กับสภาวะของปัจจุบันขณะเป็นเรื่องยากเย็นจริง

กระทั่งวิธีการฝึกฝนเพื่อให้เข้าถึงภาวะเช่นนี้ได้ ก็สับสนอลหม่าน

ไม่ใช่เรื่องทำให้เกิดขึ้นง่ายๆ

ความชอบ ความชังที่ตอกย้ำสะสมมาจนเป็นความเคยชินของจิตใจ กลายเป็นกรอบหนา กำแพงสูงที่เป็นอุปสรรคไม่ให้ไปถึงสภาวะเช่นนี้ได้ แม้กระทั่งปรารถนาจะมองเห็นยังถูกความเคยชินปิดบังมิดชิด ชนิดกลายเป็นเรื่องห่างไกลที่ความรู้เห็นจะเจาะทะลุไปประจักษ์ด้วยตัวเองได้

การทลายกรอบ ข้ามกำแพง เพื่อพาการรับรู้ให้พ้นไปจาก “ความคิด” ไปสู่ “การประจักษ์ความจริงที่ไม่ใช่เกิดจากจินตนาการ” จึงเป็นเรื่องเหลือวิสัยที่คนส่วนใหญ่จะไปถึง

แต่วิสัยที่ไปถึงได้ยากนั้น กลับเป็นภาวะที่มีคุณค่าอย่างยิ่งสำหรับชีวิต