ลูกกวาดสีสันสดใส ฉากถ่ายรูปหวานๆ และพร็อพสนุกๆ คือส่วนประกอบของพิพิธภัณฑ์สมัยนี้, พิพิธภัณฑ์ที่เกิดขึ้นเพื่อเสนอประสบการณ์ “จมจ่อม” (Immersive) ประสบการณ์ “ที่คุณมีส่วนร่วมได้” (Interactive) ถึงแม้คำว่าจมจ่อมและมีส่วนร่วมจะถูกจำกัดอยู่ที่การถ่ายภาพ, เพื่ออัพขึ้นอินสตาแกรมก็ตาม
ปี 2016 พิพิธภัณฑ์ไอศกรีม (Museum of Ice Cream) ป๊อปอัพขึ้นแถวๆ พิพิธภัณฑ์คอนเทมโพลารีอาร์ตอย่างวิตนีย์ในแมนฮัตตัน (ในปีนี้มันเคลื่อนตัวไปแสดงในซานฟรานซิสโก) บนหน้าเว็บไซต์ https://www.museumoficecream.com/about/ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้อธิบายตัวเองว่า “เป็นแบรนด์ที่เน้นประสบการณ์และเน้นการขับเคลื่อนจินตนาการ งานศิลปะที่จัดแสดงภายในจะกระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งห้าของผู้ชมเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ พวกเราเชื่อว่าทุกสิ่งเป็นไปได้” หัวหน้าทีมและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Museum of Ice Cream ต้องการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากไอศกรีม ในวัยเด็กเธอฝันว่า “จะได้โดดลงไปในสระน้ำที่เต็มไปด้วยเม็ดสีพราวพราย” สาเหตุที่เป็นไอศกรีมเพราะว่าพวกเขาเชื่อว่ามันเป็น “สัญลักษณ์สากลที่สื่อถึงความสุข ความสดใส และเป็นพาหนะจินตนาการ”
มันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เหมาะสมกับยุคอินสตาแกรมอย่างยิ่ง ถึงแม้ผู้ก่อตั้งจะไม่คิดว่าจุดประสงค์ของมันถูกจำกัดอยู่เพียงเท่านั้นก็ตาม
ในยุคโซเชียลเน็ตเวิร์ก พิพิธภัณฑ์ (หรือ “นิทรรศการป๊อปอัพ”) ต่างหมายตาไปที่กระแสปากต่อปาก ตาต่อตา วิธีการหนึ่งที่เห็นได้ชัดที่สุดในการทำการตลาด ก็คือการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่ใครๆ ก็อยาก “ถ่ายรูปไปอวดเพื่อน” นอกจากพิพิธภัณฑ์ไอศกรีมแล้ว เราก็อาจนึกถึง “ห้องฝน” ที่ MoMA เมื่อปี 2013 จองศิลปินชื่อ James Turrell หรือ “Rabbit Town” พิพิธภัณฑ์ในอินโดนีเซียที่เกิดขึ้นมาเพื่อเป็น “สรวงสวรรค์แห่งการเซลฟี่” (Rabbit Town ได้รับคำครหาว่าลอกงานมาจากศิลปินอย่าง Yayoi Kusama และ Chris Burden ผลงานที่บอกว่าลอกคือกริดเสาไฟที่เหมือนกับผลงาน Urban Lights ของคริส และห้องลายจุดที่เหมือนกับผลงานของ Yayoi อย่างกับว่าเธอเป็นคนสร้างเอง)
กระทั่งพิพิธภัณฑ์ศิลปะอย่าง Renwick Gallery ที่ “เป็นอาคารแรกในสหรัฐที่ถูกออกแบบมาให้เป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะ” ยังเปิดนิทรรศการชื่อ WONDER ที่เชื้อเชิญให้ผู้คนมาร่วมสัมผัสประสบการณ์กับผลงานของศิลปิน9คน-ผลงานที่มีจุดร่วมกันคือ “ถ่ายรูปขึ้น” เป็นบ้า
ในตอนนั้นภัณฑารักษ์อย่าง Nicholas Bell ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ Washington Post ถึงพิพิธภัณฑ์ดังกล่าวว่า “ผมอึ้งไปเลย ถ้าพูดตรงๆ นะ งานศิลปะพวกนี้ต้องการจะพูดอะไรกัน ผมมาที่นี่เพื่อถ่ายรูปขึ้นอินสตาแกรมเฉยๆ เหรอ นี่เหมือนกับเป็นการเปลี่ยนประสบการณ์พิพิธภัณฑ์ให้อยู่ในรูปมุมมองบุคคลที่หนึ่งเลย น่าทึ่งมากๆ”
กระทั่งผลงานอาจไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่ออินสตาแกรมตั้งแต่แรก แต่มีคุณสมบัติบางอย่างที่ “ถ่ายรูปแล้วเจ๋ง” ก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย ผู้อำนวยการของ Refinery29 บริษัทดิจิทัลมีเดีย ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Wired ว่า “จู่ๆ ผมก็สังเกตเห็นว่านิทรรศการอย่าง Fireflies ของ Yayoi Kusama ก็ได้รับความนิยม มีฝูงชนมาชมมากอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ผมคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ดีของ Refinery29 ในการพาให้ผู้คนไปสัมผัสประสบการณ์ศิลปะและแนวคิดใหม่ๆ และในขณะเดียวกัน เราก็ต้องสร้างพื้นที่ที่ให้ผู้คนเหล่านั้นเป็น ‘ตัวเอก’ ในงานศิลปะด้วย” นี่คือแนวคิดที่เขาใช้สร้างนิทรรศการป๊อปอัพชื่อ 29Rooms ในนิวยอร์ก ที่เก็บค่าเข้าชม (และถ่ายภาพ) ราคา $19-$85 ซึ่งภายในประกอบด้วยอินสตอลเลชั่นอาร์ตสุดหวือหวาอย่างลูกบอลมนุษย์และอ่างเมฆ
ประสบการณ์ที่ไม่ถูกถ่ายภาพและแชร์ขึ้นไปอาจถูกลดค่าว่าไม่ใช่ “ประสบการณ์ที่แท้จริง”
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดสำหรับบ้านเรานัก-ในบ้านเรา นอกจาก “พิพิธภัณฑ์” เรายังเห็นแนวคิดดังกล่าวสอดแทรกเข้าไปในทุกสิ่งอย่างตั้งแต่การจัดงานศิลป์ในห้าง ในร้านค้า ร้านอาหาร ตั้งแต่การจัดจานไปจนถึงการจัดโต๊ะ แนวคิดการสร้างพื้นที่ส่วนกลางสำหรับคอนโดฯหรือหมู่บ้าน แนวคิดการสร้างคอมมูนิตี้มอลล์ที่ดูเหมือนหลุดมาจากปารีสหรือกรีซ พิพิธภัณฑ์อย่างอาร์ตพาราไดซ์ที่เกิดมาเพื่อให้คนถ่ายรูปสามมิติและเอาตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของงาน
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร มันเป็นเพียงการสะท้อนวัฒนธรรมทางสายตาเท่านั้น เมื่อผู้ชมต้องการถ่ายภาพและแชร์ พิพิธภัณฑ์หรือธุรกิจก็เพียงเสนอในสิ่งที่พวกเขาต้องการ นั่นคือภาพถ่ายที่สวยที่สุด ในแสงที่ดีที่สุด สำหรับคำถามที่ว่ามันเป็นงานศิลปะหรือไม่ คนจำนวนมากก็พร้อมที่จะตอบว่านี่คืองานศิลปะ มันเป็นงานศิลปะที่ถูกผลิตขึ้นเพื่อตอบสนองโจทย์ของยุคนี้ นี่คืองานศิลปะอีกประเภทหนึ่งที่อาจไม่คลาสสิก แต่มันก็ตอบความต้องการของพวกเขา
อดีตผู้อำนวยการของ Guggenhiem อย่าง JiaJia Fei เคยให้ความเห็นไว้บนเวที TED Talk ปี 2015 ว่า “ในยุคก่อนการถ่ายรูปดิจิทัล สารที่ผู้คนส่วนใหญ่ได้รับคือ: นี่คือสิ่งที่ฉันเห็น ฉันได้เห็นแล้ว แต่ในทุกวันนี้ สารคือ: ฉันเคยอยู่ที่นั่น ฉันได้เห็น และฉันถ่ายรูปเซลฟี่เก็บไว้ด้วย”
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

