น.3คอลัมน์ : กลยุทธ์ ทำลาย อภิสิทธิ์ ประชาธิปัตย์ ทั้งดูด และทั้งดึง

24.09.18 | 13:03 น.

การยุทธ์การเมืองที่กำลังกระหน่ำเข้าใส่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ ในขณะนี้รุนแรงและเหี้ยมโหดอย่างยิ่ง

แม้จะ 1 ดูด และ 1 ดึง

การดูดเกิดขึ้นอย่างเด่นชัดในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ภาคตะวันออก ไล่ตั้งแต่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี

ภาคเหนือไม่เว้นแม้กระทั่งพิจิตร สุโขทัย

น่าสนใจก็ตรงที่มิได้มาจากพรรครวมพลังประชาชาติไทยอันเป็นเพื่อนเก่า มิตรเก่าเท่านั้น หากแต่ยังมาจากพรรคพลังชล

Advertisement

และที่สำคัญเป็นอย่างมาก คือ พรรคพลังประชารัฐ

ความรุนแรงของพลังดูดสะท้อนให้เห็นลักษณะอำมหิต โหดเหี้ยม เพราะไม่ว่ามองจากด้านของพรรครวมพลังประชาชาติไทย ไม่ว่ามองจากด้าน คสช.อันอยู่เบื้องหลัง ล้วนเคยเป็นพันธมิตร

ที่สำคัญไม่เพียงแต่จะ “ดูด” หากที่สุดแล้วคือ “ดึง”

เหตุผลที่ต้องการดึงมาเป็นพวก ด้านหลัก คือจากสภาพความเป็นจริงที่นอกเหนือจากพรรคเพื่อไทยแล้ว พรรคประชาธิปัตย์ คือ พรรคหมายเลข 2

มีความเชื่อมั่นว่าจะต้องได้ ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 100

หากนำเอาจำนวน ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ไปผนึกตัวผนวกเข้ากับพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมพลังประชาชาติไทย เป้าหมายที่วางเอาไว้ 250 ขึ้นย่อมมีความเป็นไปได้

กระนั้น พรรคประชาธิปัตย์ก็ละล้าละลัง

ยุทธวิธีชูธง 2 ผืนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พร้อมกับทฤษฎี “สามก๊ก” ทางการเมืองที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศจะต้าน 1 นายกรัฐมนตรีคนนอก และ 1 ระบอบทักษิณ

นั่นแหละ คือ อุปสรรค ขวากหนาม

เพราะหากมองจากจุดยืนของความเป็น “นักการทหาร” กระสวนความคิดของ คสช.ย่อมต้องการความมั่นใจ

มั่นใจเหมือนที่พรรครวมพลังประชาชาติไทยงอก่องอขิง

ยุทธวิธีล่าสุดจึงต้องใช้วิธีส่ง “ตัวแทน” หรือ “หุ่นเชิด” ทะลวงเข้าไปยังตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เท่ากับสะท้อนความต้องการ “ดึง” อย่างแน่ชัด

ตรงไปตรงมา ไม่ปิดบังอำพราง

แม้ว่าในที่สุดแล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังจะรักษาตำแหน่งหัวหน้าพรรคเอาไว้ได้ แต่เมื่อประสบเข้าทั้งกระบวนการ “ดูด” และกระบวนการ “ดึง” เช่นนี้

ความรุนแรงจากแต่ละ “ยุทธการ” ย่อมมีผลในทางบ่อนเซาะ

เพราะกระแส “พลังดูด” รุนแรงและต่อเนื่อง ทะลวงเข้าไปแนวที่ 1 จึงนำไปสู่แนวโน้มที่พรรคประชาธิปัตย์อาจเป็นพรรค “ต่ำร้อย”

ที่เหลืออยู่จึงเสมอเป็นเพียง “ซาก”

ขณะเดียวกัน แม้พลังที่เชิด นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ต้องพ่ายแพ้แต่กรุ่นแห่งความขัดแย้ง แตกแยกก็ยังดำรงอยู่

นี่คือผลสะเทือน นี่คือความรุนแรงที่ทิ้งเอาไว้

สภาพที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ ประสบทั้งหมดเป็นฝีมือและการกระทำของคนที่เคยเป็นมิตร

ไม่ว่าจะมองผ่านไปยังพรรครวมพลังประชาชาติไทย

ไม่ว่าจะมองผ่านกระบวนการของพรรคพลังประชารัฐประสานเข้ากับพรรคพลังชลอันเป็นมือไม้ 1 ของแผนสืบทอดอำนาจ

ทั้งหมดมิได้มาจาก “เพื่อไทย” มิได้มาจาก “ระบอบทักษิณ”