คดีที่ สิบตำรวจโทไพสิฐ อ่อนสองชั้น ตำรวจ สภ.ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ปทุมธานี ถูก นายบุญส่ง เจริญวินิจ และ นางสาวนกเล็ก ท่าหิน ฟ้องศาล จากเหตุที่ใช้อาวุธปืนยิง นายอัสนีชัยพล เจริญวินิจ อายุ 30 ปี ถึงแก่ความตาย เป็นเรื่องที่น่าศึกษา
แม้ดูผิวเผินอาจว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ถ้าคิดใคร่ครวญให้ดี คดีนี้น่าสนใจ
ในแต่ละบ้านเมืองกฎหมายอาจจะบัญญัติเอาไว้แตกต่างกันไปตามความรู้ ประสบการณ์ ความคิด ความเชื่อ ธรรมเนียม จารีต ประเพณี วัฒนธรรม มรรยาท และวิถีชีวิต แต่ที่ทุกประเทศมี “เหมือนกัน” คือ พฤติกรรมของมนุษย์ ที่มีรัก มีเกลียด โกรธ ชอบ ชัง ชั่ว ดี สุจริต ทุจริต คดโกง ฉ้อฉล โอบอ้อมอารี ประทุษร้าย ฉกชิง ฯลฯ
ในเวลาอันวิกาล วันที่ 7 มิถุนายน 2558 นายอัสนีชัยพล พกมีดยาวราว 1 ฟุต ไปยืนท้ารบกับตำรวจอยู่หน้าโรงพักประตูน้ำจุฬาฯ เมื่อไม่มีใครออกมา นายอัสนีชัยพลก็บุกห้องทำงานของตำรวจฝ่ายสืบสวนแล้วพุ่งเข้าแทงตำรวจในระยะประชิดราว 1 เมตร สิบตำรวจโทไพสิฐ จึงใช้อาวุธปืนยิงใส่ 1 นัด
นายอัสนีชัยพลเสียชีวิต สิบตำรวจโทไพสิฐถูกขึ้นศาล
ทีมผู้บังคับบัญชาเก่า พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ รักษาการ ผกก.สภ.ประตูน้ำจุฬาฯ พ.ต.อ.นิตินันท์ อ่อนเปรี้ยว กับคณะพนักงานสอบสวน กระทั่งพนักงานอัยการซึ่งร่วมชันสูตรพลิกศพตั้งแต่แรกช่วยกันขับเคลื่อนกัดฟันให้สู้ยันศาลฎีกาเพื่อค้นหา “เส้นแบ่ง”
จนที่สุด ศาลฎีกาก็ได้ให้ “บรรทัดฐาน” !
ศาลฎีกา “ยกฟ้อง” เพราะเห็นว่าที่เกิดเหตุเป็น “สถานีตำรวจ” ใช้เป็นที่ปฏิบัติราชการ จำเลย (ไพสิฐ) ไม่มีทางเลือกอื่นที่จะป้องกันอันตรายที่ใกล้ถึงตัว จำเป็นต้องกระทำเช่นนั้น
ระหว่าง “สิบตำรวจโทไพสิฐ” ผู้ยิง กับ “นายอัสนีชัยพล” ผู้ตาย ทั้งสองฝ่ายสูญเสีย
เพียงมีข้อที่จะต้องใช้ “กฎหมาย” ประกอบ “ดุลพินิจ” วินิจฉัยชี้ขาดหรือชี้กรรมว่า ใครทำผิดต่อใคร
ในบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา การเคารพสิทธิและหน้าที่ซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญ
บางสถานการณ์ แค่ตำรวจสงสัยว่าเป็นคนร้าย สั่งให้ชูมือขึ้นเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่าไม่มีอาวุธ ไม่ต่อสู้ขัดขืน ถ้าไม่ชูมือขึ้น ตำรวจสามารถยิงได้ทันที
เคยมีโศกนาฏกรรมที่เกิดจากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของบางคน แต่กฎหมายก็คุ้มครองผู้ปฏิบัติโดยสุจริตเสมอ !?!!

