การท่องเที่ยวสำหรับประเทศไทยถือว่าสำคัญยิ่ง ถ้าดูตามข้อมูลรายได้ประชาชาติในประเทศ หรือ GDP ในปี 2560 การส่งออกด้านบริการของประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือ การท่องเที่ยว มีมูลค่าถึง 2.6 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.6 ของ GDP ที่มีมูลค่าทั้งสิ้น 15.5 ล้านล้านบาท ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 3.4 ต่อปี แต่ช่วงเดียวกันนี้การขยายตัวของการส่งออกด้านบริการหรือก็คือการท่องเที่ยว เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึงร้อยละ 10.9 ต่อปี
จากข้อมูลข้างต้นสามารถสรุปได้เลยว่า ในปัจจุบันนี้การท่องเที่ยวเป็นเสาหลักที่สำคัญอันหนึ่งที่ค้ำจุนการเจริญเติบโตของประเทศ จริงอยู่ที่ว่าการส่งออกของสินค้าอย่างเดียวมีสัดส่วนถึงร้อยละ 58 ของ GDP แต่รายได้จากการส่งออกของสินค้านั้นโดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรม เช่น รถยนต์ และ IT จำนวนไม่น้อยจะตกเป็นของชาวต่างประเทศที่มาลงทุนในประเทศไทยเรา แต่ในด้านการท่องเที่ยวนั้น รายได้ส่วนใหญ่จะตกอยู่กับคนไทยตั้งแต่ระดับรากหญ้า ระดับหมอนวด คนขับแท็กซี่ ขับรถ ขับเรือ พนักงานของโรงแรมและสถานที่บริการทั้งหลาย ภัตตาคาร ร้านค้า โรงแรม แผงลอยตามแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ ไปจนกระทั่งถึงผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค รวมทั้งผู้ผลิตเหล้าเบียร์ เป็นต้น
ดังนั้น เมื่อพูดถึงหมู่ประชาชนที่ทำมาหากินจากการท่องเที่ยวจึงมีหลากหลายทุกด้าน การที่รัฐบาลในยุคที่ผ่านๆ มาได้ให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถ้าจะถามว่ารัฐบาลไทยที่ผ่านมาจนถึงทุกวันนี้ได้ดูแลและทำการพัฒนาการท่องเที่ยวตรงจุดหรือไม่ คำตอบน่าจะไม่ใช่มากกว่า เท่าที่เห็นการเข้ามาดูแลการท่องเที่ยวของหน่วยงานที่สำคัญในภาครัฐ คือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนั้น ดูเหมือนว่าเรื่องที่ทำเป็นมีแต่ด้านการตลาด หรือที่เรียกว่า ด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ถนัดกันนักคือการออกไปทำโรดโชว์ โดยยกพวกเป็นโขยงไปเมืองนอกพร้อมนักธุรกิจด้านทัวร์และโรงแรม ไปพบปะผู้ซื้อในเมืองนอกปีละเป็นสิบๆ ครั้งทั่วทุกทวีป จัดการพบปะ สื่อสาร จัดเลี้ยงเขาเลี้ยงเรา เที่ยวเมืองนอกเสียหน่อย แล้วก็กลับเมืองไทยโดยไม่ค่อยรู้ว่าผลลัพธ์เป็นอย่างไร นี่คืองานหลัก ส่วนอีกหน่วยงานหนึ่ง คือ กรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นส่วนราชการร้อยเปอร์เซ็นต์ ผลงานที่ออกมาส่วนใหญ่มีแต่งานจดทะเบียน ส่วนงานพัฒนาทั้งแหล่งท่องเที่ยว และการพัฒนามัคคุเทศก์ หาที่เป็นชิ้นเป็นอันดูได้ยาก
นอกจากนี้ที่ได้เห็นผลงานกันบ่อย ก็คือการดูแลด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยได้มีการจัดให้มีตำรวจท่องเที่ยวอยู่ตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค แต่เรื่องนี้ถ้าฟังเสียงจากผู้รับบริการ เช่น โรงแรมและสถานที่บริการนักท่องเที่ยวก็ไม่แน่ใจว่าหน่วยงานนี้สร้างผลงานในแง่บวกหรือแง่ลบ อย่างใดจะมากกว่ากัน
การท่องเที่ยวของไทยแต่ดั้งเดิมอยู่กันตามมีตามเกิด เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เครื่องบินของบริษัทเดินอากาศไทยที่บินไปในต่างจังหวัดก็มีแค่สนามบินเชียงใหม่ หาดใหญ่ ภูเก็ต และขอนแก่นเท่านั้น สมัยนั้นที่เกาะสมุยตอนที่คุณบุญตา ศรีแผ้ว สาวสุราษฎร์ธานีได้เป็นรองนางสาวไทยนั้น ที่เกาะสมุยมีรถยนต์แค่คันเดียวเท่านั้น คือ รถจี๊ปประจำตำแหน่งของผู้กำกับประจำสถานีตำรวจ อำเภอสมุย ขณะที่ในจังหวัดภูเก็ตก็มีโรงแรมเล็กๆ ในเมืองเพียง 2-3 แห่งเท่านั้น จำได้ว่ารัฐบาลที่ทำให้การท่องเที่ยวเบ่งบานขึ้น พ้นจากภาวะตามมีตามเกิด ก็เป็นรัฐบาลสมัยท่าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นั่นแหละ
ซึ่งท่านเข้ารับตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 2523 สำหรับผู้ว่าการการท่องเที่ยวที่มีผลงานโดดเด่นที่พอจะจำได้ ก็คือ ท่าน พ.อ.สมชาย หิรัญกิจ
ต้องยอมรับว่าเมื่อมองย้อนหลังไป 40 ปี ผู้ที่มีส่วนผลักดันให้การท่องเที่ยวเติบโตขึ้นมาได้อย่างรวดเร็วคือภาคเอกชน ผู้ที่มีส่วนผลักดันเป็นอย่างมากผู้หนึ่งคือ คุณหญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ลงทุนในกลุ่มโรงแรมดุสิตธานี สมัยนั้นรัฐบาลไทยได้ให้การสนับสนุนกิจการท่องเที่ยวมากขึ้น โดยดูแลผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) พอมาถึงสมัยนี้คณะกรรมการ กรอ.ที่ว่าผลงานแทบจะไม่เป็นชิ้นเป็นอัน บทบาทแทบไม่มี ทำไมหรือ ก็เพราะรัฐบาล คสช.นี้เก่งทุกอย่าง มีผู้นำที่คิดได้ทุกเรื่อง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีการคิดเรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยวออกมาได้อีกเรื่องหนึ่งตามข่าวจากท่านโฆษกของรัฐบาล ฟังได้ว่าการพัฒนาการท่องเที่ยวในส่วนภูมิภาค ต่อไปนี้ขอให้ทำเป็นกลุ่มหรือเป็นคลัสเตอร์ ตามภาษาฝรั่งที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งถนัดนักคือให้มีการพัฒนาการท่องเที่ยวในจังหวัดใกล้เคียงกันเป็นกลุ่มๆ ไป เพราะนักท่องเที่ยวเมื่อไปจังหวัดหนึ่งแล้วก็จะได้ไปเที่ยวจังหวัดใกล้เคียงด้วย เรื่องนี้คิดแค่ตื้นๆ แบบคิดรายวันก็ดูดี แต่เมื่อมองให้ลึกจะเห็นได้ชัดว่า มันเป็นไปไม่ได้เลย เพราะทุกวันนี้งบประมาณแผ่นดินที่จะสนองโครงการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวนั้นแทบไม่มีเลย ได้ไปบ้างก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน ส่วนภาษีที่จะให้ท้องถิ่นสามารถหามาใช้ได้เองให้มากขึ้น คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ก็ถูก สนช.สมัย คสช.ทำการบอนไซจนแคระแกร็นไปเรียบร้อยแล้ว
กลับมาดูการทำหามากินจากการขยายตัวของการท่องเที่ยวกันต่อครับการท่องเที่ยวของไทยที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วนั้น ปรากฏว่า ต่างชาติซึ่งมีระบบ มีทุนมีความพร้อมในการจัดการพร้อม ได้อาศัยกฎกติกาของโลกที่บีบคั้นให้ประเทศที่กำลังพัฒนาทั้งหลายต้องเปิดช่องทำมาหากินให้เขา ทำให้ต่างชาติสามารถแผ่อิทธิพลเข้ามาทำมาหากินจากการท่องเที่ยวที่เบ่งบานของไทยได้อย่างรวดเร็วมาก
ต่างชาติมีทุน มีระบบการจัดการด้านโรงแรม มีเครือข่ายทั่วโลกก็เข้ามากุมชะตาการท่องเที่ยวของเราได้ไม่ยากนัก เครือโรงแรมใหญ่เข้ามารับบริหารจัดการให้เจ้าของโรงแรมไทยมีมาก ไม่ว่าเครือแอคคอร์ เครือเชอราตัน ฮิลตัน แมริออท วินแดม ทัวร์ต่างชาติก็มีบริษัททัวร์ใหญ่ๆ มากมาย สมัยก่อนมีทัวร์ของ Diethelm, Kuoni Travel, TUI Travel, ซึ่งบางรายได้เลิกไปบ้าง หรือไม่ก็ถูกซื้อโดยบริษัทที่ใหญ่กว่า แต่ปัจจุบันยิ่งมีมากขึ้น เช่น Flight Centre Global Product, Gullivers Travel Associates, Hotelbeds, Creative Holidays เป็นต้น ซึ่งเป็นระดับที่ทำทัวร์ทั่วโลกบ้าง หรือเฉพาะภูมิภาคบ้าง ทุกวันนี้ยังมีบริษัททัวร์ใหญ่จากรัสเซีย เช่น Biblio Global, Pegas Touristik และบริษัททัวร์ทำเฉพาะตลาดจีน เช่น CTrip International, Aqua Dive เป็นต้น
ในช่วงสิบกว่าปีมานี้ เมื่อระบบ IT ถูกนำมาใช้งานกว้างขวางขึ้น ได้มีการเปิดจองห้องพักแบบออนไลน์โดยบริษัทต่างประเทศใหญ่ๆ อีกมากราย เพื่อทำการขายห้องพักผ่านระบบออนไลน์ (Online Travel Agent หรือ OTA) ที่สำคัญ เช่น Booking.com, Agoda, Expedia เป็นต้น โดยบริษัทเหล่านี้จะคิดค่าขนส่งแขกจากทั่วโลกให้กับโรงแรมทุกแห่งที่ยอมจ่ายค่าเหนื่อยให้ อัตราที่คิดก็อยู่ที่ 20-25% ของราคาขายห้องพัก เรื่องนี้ก็ชี้ให้เห็นชัดว่าต่างชาติเขาหากินกันกับการท่องเที่ยวของเราได้อย่างง่ายๆ อย่างไร
หันมาดูสามชาติหลักที่เริ่มมีฐานะเศรษฐกิจดีเมื่อไม่เกิน 25 ปีที่ผ่านมา คือ รัสเซีย จีนและอินเดีย อาจจะแถมประเทศในตะวันออกลางทั้งหลายที่ชื่นชอบประเทศไทยมากขึ้น เพราะมาเที่ยวก็ง่าย มาเที่ยวด้วยแถมทำมากินด้วยก็ง่าย ก็ประเทศไทยเรารัฐบาลทุกยุคทุกสมัยเปิดเสรีให้หมด ไม่ค่อยได้ดูแลเรื่องออกกฎเกณฑ์เพื่อกันอาชีพไว้ไม่ให้คนไทยถูกรังแกบ้างเลย จะมีก็แต่กฎเกณฑ์ยิบยับที่มีไว้ให้เจ้าหน้าที่ขี้โกงรีดไถส่วยจากชาวบ้านที่หาเช้ากินค่ำ
ประเทศที่เพิ่งร่ำรวยดังกล่าวก็มีวิธีการให้คนชาติเขามาทำหากินเกี่ยวกับการท่องเที่ยวได้ทุกรูปแบบ รัสเซียอาจจะไม่มากเท่าจีน เพราะจีนนั้นมาอยู่ทำมาหากินก็สามารถหัดพูดภาษาไทยได้ไม่ยาก หน้าตาก็ดูไม่ต่างกัน มีจีนแผ่นดินใหญ่มากมายที่มีญาติโยมอยู่เมืองไทยก็สามารถช่วยเหลือกัน เป็นตัวแทนให้กันในทุกๆ เรื่อง นี่แหละครับประเทศไทย
ในปีที่แล้วเท่าที่หาตัวเลขได้ มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยจำนวนทั้งสิ้น 35.38 ล้านคน เข้าไปแล้ว เกินครึ่งของประชากรไทยทั้งประเทศแล้ว ตัวเลขของทางการรายงานว่า ในปี 2560 นี้ ไทยสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวมูลค่าถึง 1.82 ล้านล้านบาท มากกว่าครึ่งหนึ่งของงบประมาณ 3 ล้านล้านบาทในปีนี้ แต่อย่าเพิ่งดีใจให้มาก ลองคำนวณดูให้ดี รายได้จากการท่องเที่ยวดังว่านี้ ไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่หรือ 25% เป็นรายได้ที่ได้เข้ากระเป๋าของชาวต่างประเทศที่เข้ามาทำมาหากินเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในประเทศ และสัดส่วนนี้ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอนาคต
ก่อนจะจบเรื่องผู้ที่ทำมาหากินจากการท่องเที่ยวในประเทศของเรานี้ จะขอพูดถึงผู้ที่มีส่วนทำมาหากินที่สำคัญ 3 รายใหญ่ ที่เราผู้เสียภาษีควรรับรู้
รายแรก คือ รัฐบาล ซึ่งมีรายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อมที่จัดเก็บจากการท่องเที่ยวมากติดอันดับเหมือนกัน ทั้งรายได้จากแวต (VAT) ซึ่งเป็นภาษีทางอ้อมและภาษีจากผลกำไรจากผู้ประกอบการ นับตั้งแต่ภัตตาคาร ร้านค้า สนามกอล์ฟ บริษัทนำเที่ยว เรือนำเที่ยวและโรงแรมจำนวนมากมาย รวมทั้งภาษีเงินได้ของบุคคลที่อยู่ในอาชีพนี้ นอกจากนี้ภาษีสรรพสามิตจากเหล้าเบียร์และเครื่องดื่มก็มีจำนวนไม่น้อย รายได้จากการท่องเที่ยวนี้มากก็จริง แต่สำหรับรัฐบาลไทยยังเก็บไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย พูดง่ายๆ ก็คือ ชาวต่างประเทศที่ทำมาหากินจากการท่องเที่ยวในประเทศรายเล็กและรายกลาง ส่วนใหญ่สามารถหลบเลี่ยงภาษีกันทั้งนั้น ส่วนผู้ประกอบการไทยทั้งเล็กและใหญ่ ก็เสียภาษีไม่เต็มที่อยู่แล้ว ขอให้กรมสรรพากรยุคอธิบดีหนุ่มมือยังไม่เปื้อนเศษสวะเหมือนรุ่นพี่บางคน ให้ความสนใจปัดฝุ่นดูแลระบบเก็บภาษีของกรม และรีบจัดระบบบัญชีเดียวให้ SME เร็วหน่อยเถอะ
รายที่สอง คือ บริษัทการบินไทย และรวมทั้งบริษัทโยงใยกับการบินไทย บริษัทนี้เท่าที่ได้สดับรับฟังตั้งแต่เป็นบริษัทการบินไทยมา ก็ไม่ปรากฏว่ามีกำไรให้เห็น มีการแปลงร่างเป็นบริษัทมหาชนในคราบของรัฐวิสาหกิจก็ทำมาแล้ว ก็ยังขาดทุนอยู่ตลอด ซึ่งในช่วงที่ คสช.ยึดอำนาจตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา การบินไทยขาดทุนทุกปี (ยกเว้นปี 2559 มีกำไรประมาณ 15 ล้านบาท) แต่ส่วนใหญ่ขาดทุนปีหนึ่ง
กว่า 10,000 ล้านบาท รวมแล้วในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาการบินไทยขาดทุนไปแล้วไม่ต่ำกว่า 40,000 ล้านบาท ขาดทุนขนาดนี้จะให้ผู้วิเศษคนเดียวมาสั่งการแก้ไข จะไหวหรือ
สรุปว่า ตราบใดที่บริษัทการบินไทยยังต้องบิน และยังต้องซื้อเครื่องบิน โดยมีภาคการเมืองลงมากำกับและขยันดูแลอยู่เช่นที่เป็นอยู่นี้ และตราบใดบริษัทการบินไทย ยังคงต้องแบกภาระของการลงทุน และภาระค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าที่ควรจะเป็น ก็จะไม่มีการทำให้มีกำไรเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน ขณะนี้ก็มีข่าวว่าต้องมีการรีบเร่งจัดหาเครื่องบินใหม่อีก 23 ลำ มูลค่ากว่าแสนล้านบาท ดูเหมือนว่าจะยิ่งทำให้โอกาสที่จะให้การบินไทยบินเหนือฟ้าที่โปร่งใสเหมือนสายการบินอื่นดูจะยากขึ้นไปเรื่อย
รายที่สาม คือ การท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย หรือที่รู้จักกันดีในหมู่นักเล่นหุ้นว่า AOT องค์การแห่งนี้นอกจากดูแลเรื่องบริการในท่าอากาศยานนานาชาติของประเทศแล้ว ยังต้องดูแลร้านค้าปลอดภาษี ซึ่งเป็นร้านค้าปลอดภาษีที่ใหญ่มากในเอเชีย รองจากสิงคโปร์ โตเกียว และฮ่องกงเท่านั้น โดยมีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่จากกระทรวงการคลังคนเดิม เป็นผู้กำกับดูแลในฐานะประธานกรรมการมาเป็นเวลานานกว่า 4 ปีแล้ว นี่เป็นนโยบายของกระทรวงการคลังหรือ
ที่ยกผู้ทำมาหากินจากการท่องเที่ยวรายนี้มาพูด ก็เพราะว่าทุกวันนี้ ผู้ที่ทำธุรกิจโรงแรมจำนวนมากต่างก็พูดกันว่า การท่าอากาศยานคือผู้ที่ทำให้การท่องเที่ยวไม่ค่อยจะโต คือถ้ารัฐบาลโดยรัฐมนตรีไม่ว่าจะเป็นกระทรวงคมนาคม หรือกระทรวงการคลังให้ความสนใจหน่วยงานนี้ให้มากหน่อย ช่วยดูแลอัตราค่าบริการจอดของเครื่องบินในสนามบินที่อยู่ภายใต้การดูแลของการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทยไม่ให้มีราคาสูงมากเกินไป ก็จะทำให้การส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาเที่ยวเมืองไทยด้วยสายการบินดีขึ้น ทุกวันนี้การท่าอากาศยานคุยใหญ่คุยโตแต่เรื่องการลงทุนขยายสนามบินนานาชาติในประเทศ 6 แห่ง แต่ไม่เคยพูดเรื่องการดูแลค่าลงจอดที่เก็บจากสายการบินต่างๆ
ลองดูข้อเท็จจริงเรื่องค่าโดยสารเครื่องบินจากบริษัททัวร์ต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนค่าโดยสารที่จะไปยังจุดเป้าหมายแต่ละที่ได้รวมค่าลงจอดสนามบินด้วย เช่น รายการของ Hello World Travel เสนอค่าโดยสารเครื่องบินชั้นประหยัดจากเมืองซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย โดยมี
ราคาไปโฮจิมินห์ซิตี้ 579 ดอลลาร์ออสเตรเลีย ไปสิงคโปร์ 535 เหรียญออสเตรเลีย แต่ไปภูเก็ต 665 ดอลลาร์ออสเตรเลีย เมื่อเห็นแพงอย่างนี้ตั้งแต่ต้นทาง แล้วจะมีนักท่องเที่ยวกี่คนที่อยากจะมาเที่ยวเมืองไทย
ขอให้พิจารณาดูว่าจริงหรือไม่ ที่มีคนพูดกันว่า การท่าอากาศยานบริหารดียังไง ทำแต่กำไร จ่ายโบนัสพนักงานปีละ 8 เดือน 10 เดือน โดยอาศัยต้นทุนของรัฐบาลเป็นหลัก แต่ไม่ได้ช่วยในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของประเทศเลย

