ครบรอบ 12 ปี รัฐประหาร 2549 บ้านเมืองเราก็มาถึงจุดนี้แหละครับ
12 ปีนี้เป็นการวัดกำลังและความอดทนของทุกฝ่าย และผมก็เชื่อว่านี่เป็นเรื่องที่ยังไม่ถึงครึ่งทางของการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในประเทศนี้
คำถามใหญ่เมื่อครบ 12 ปีแห่งความขัดแย้งรอบนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังเลือกตั้งที่น่าจะเกิดขึ้นในปีหน้า
แต่อยู่ที่ว่าความขัดแย้งนี้จะแปรเปลี่ยนไปอยู่ในรูปแบบ เนื้อหา และสถานะไหนต่างหาก
มาจนถึงวันนี้จะหาคนที่ได้รับการยอมรับว่าอยู่เหนือความขัดแย้งดังกล่าวก็ยากเย็นเต็มทน เพราะทุกกลุ่มต่างมีส่วนในความขัดแย้งทั้งสิ้น รวมกระทั่งกลุ่มที่เข้ามาสู่อำนาจด้วยวิธีนอกรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมนี้
สุดท้ายก็กลายเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคม
เรียกว่า 12 ปีว่ายาวนานนั้น อาจไม่เท่ากับจำนวนปีในอนาคตที่ยังคาดเดาไม่ถูกว่า ยังอีกยาวนานเท่าไหร่ที่เราจะออกจากปริมณฑลแห่งความขัดแย้งใหม่ที่เรายังไม่เคยมีความรู้และสำรวจไปถึง (uncharted territory)
ตัวชี้วัดนึงก็คือ มาจนถึงบัดนี้ ทุกพรรครวมทั้งคนที่มีอำนาจยังไม่มีแนวทางและนโยบายในการก้าวพ้นจากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมนี้ ในแบบที่อีกฝ่ายหนึ่งยอมรับ เพราะทุกฝ่ายเน้นแต่จะสื่อสารกับมวลชนของตัวเอง

ย้อนกลับไปในอดีต เรายังไม่สามารถฟันธงได้ว่า ในรอบนี้ความขัดแย้งจะสิ้นสุดลงเมื่อไหร่ อย่างที่ลองย้อนไปถึงยุคสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส ก็กินเวลาถึงสองทศวรรษกว่าเราจะก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบหรือเผด็จการครึ่งใบ (นับจากการทำรัฐประหารในปี 2500 ถึงการเลือกตั้ง การทำรัฐประหารตนเอง ประชาชนลุกฮือ การทดลองประชาธิปไตย และความขัดแย้งที่นำไปสู่การปราบปรามกวาดล้าง และการย้อนกลับของพลังอนุรักษ์ จนถึงการถอยออกจากการเมืองในระดับที่ยังกุมสภาวะนำอยู่ได้ (และถ้าจะเรียกว่าถอยจริงนั้นก็คงจะต้องนับยาวมาถึง 2535 กันเลยทีเดียว)
อาจมีความเป็นไปได้ว่า ระบบการเมืองที่เป็นอุดมคติของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอาจเป็นไปไม่ได้
และระบบที่เป็นไปได้ อาจเป็นระบบผสม แต่เป็นระบบผสมที่จะต้องได้รับการยอมรับกันในทุกฝ่าย แทนที่จะมองว่าการก้าวสู่ประชาธิปไตยนั้นเป็นหนทางที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะหนทางที่หลายคนเชื่อว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้นั้น เอาเข้าจริงเป็นหนทางที่มีราคาต้องจ่ายอยู่มาก และคนที่ได้ประโยชน์จากระบอบที่เป็นอยู่ก็ไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง แถมยังมีทรัพยากรทางอำนาจตัวอื่นๆ ที่มากกว่าจำนวนคะแนนเสียงอยู่ในมือ
ในอีกทางหนึ่ง ระบบผสมที่พูดถึงนี้ ไม่ใช่ระบบผสมในแบบง่ายๆ ที่เราเชื่อว่า ระบบผสมคืออะไรครึ่งๆ กลางๆ เป็นระบบของการสืบสานอำนาจของผู้มีอำนาจที่ไม่ต้องการถอย ประเภทครึ่งเผด็จการ หรือครึ่งประชาธิปไตย
หรือมองว่าระบบผสมคือระบบผสมแบบหัวมังกุท้ายมังกร (hybrid) หมายถึงระบบกลายพันธุ์ เช่นเป็นประชาธิปไตยแต่โครงสร้าง แต่มีปฏิบัติการปิดกั้นฝ่ายค้าน และปิดกั้นเสรีภาพ รวมทั้งไม่รับฟังเสียงข้างน้อย
แต่หมายถึงระบบที่ผสมจุดมุ่งหมายของหลายระบบการปกครองเข้าด้วยกัน เช่น ความมั่งคั่ง เสรีภาพ คุณธรรม ฯลฯ และตระหนักถึงข้อจำกัดของระบบการปกครองที่เรานำผสมกัน โดยมองว่าชนชั้นที่ต่างกันนั้นอาจมีเป้าหมายในชีวิตที่ต่างกันด้วย
ในแง่นี้การผสมกันของระบบที่มีเสรีภาพ ประสิทธิภาพ สวัสดิการ ระบบการคานอำนาจ ระบบการเคารพสิทธิของผู้คน ระบบการคำนึงถึงเป้าหมายทางศีลธรรม และระบบที่ถามคำถามว่าเราทุกคนจะปกครองตนเองอย่างไรและอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างไร นั้นก็อาจมีความเป็นไปได้ และการผสมนั้นคือการปรองดองท่ามกลางการตกลงต่อรอง มากกว่ามองการผสมในแง่ร้ายเท่านั้น
เสียดายที่แต่ละฝ่ายไม่ได้สนใจหารือร่วมกัน โดยมองว่าจะสร้างระบบที่ดีขึ้นมาได้อย่างไร แต่มองแค่ว่ากติกาที่เราต้องการให้มี หรือต้องการล้มนั้น เป็นสนามแห่งการต่อสู้ขั้นแตกหักระหว่างศัตรู เป็นกติกาที่ผู้ชนะต้องได้ทั้งหมด เป็นกติกาที่ใช้จัดการฝ่ายตรงข้าม หรือเป็นกติกาที่ต้องถูกล้มล้างลง มากกว่าการที่จะพยายามอยู่ร่วมกัน และสร้างกติการ่วมกัน

ทั้งที่ในวันนี้เราเริ่มยอมรับกันกลายๆ ว่าประชาธิปไตยเดิมก็มีปัญหา ระบอบอำนาจนิยมแบบที่เป็นอยู่ก็มีปัญหา และถ้าระบบสากลยอมรับประชาธิปไตยเป็นขนบหลัก ขณะที่เราก็รับทราบกันดีว่า ประชาธิปไตยที่ไร้คุณภาพแม้อาจจะถูกยอมรับ แต่ก็นำพาสังคมไปไม่รอด เราก็ควรจะพัฒนาประชาธิปไตยที่มีคุณภาพที่เปิดรับมุมมองอื่นๆ เข้ามาด้วย
ไม่ใช่แค่ยืนยันว่าประชาธิปไตยที่เคยมีมันไม่มีปัญหาอะไร
พูดง่ายๆ ก็คือในขั้นสุดท้ายของการจรรโลงประชาธิปไตยที่เรียกกันว่า consolidation หรือทำให้ประชาธิปไตยเป็นกฎกติกาหลักของสังคมนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดจากการบังคับคนอื่น แต่ต้องหมายถึงการทำให้ประชาธิปไตยมีคุณภาพจนเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายด้วย
ในประการต่อมาที่อยากจะกล่าวถึงก็คือ ท่ามกลางความอ่อนล้าของสังคมต่อความขัดแย้งที่ผ่านมา เงื่อนไขสำคัญอีกข้อหนึ่งที่เรายังไม่ได้ตั้งคำถามอย่างจริงจังก็คือเรื่องของการเติบโตของสื่อใหม่และอินเตอร์เน็ต ที่มากไปกว่าเรื่องที่คิดกันง่ายๆ ว่าสื่อใหม่และอินเตอร์เน็ตเป็นเพียงเครื่องมือในการสื่อสาร
การห้ามการหาเสียงของฝ่ายผู้มีอำนาจในช่วงนี้จึงเป็นเรื่องตลก ไม่ใช่เพียงเพราะไปจำกัดเสรีภาพของผู้คนเท่านั้น
แต่มันสะท้อนความไม่ค่อยเข้าใจว่า สื่อใหม่และอินเตอร์เน็ตนั้นไม่ใช่แค่เครื่องมือการสื่อสาร หรือช่องทางการสื่อสาร
แต่เป็นเรื่องของการเกิดขึ้นของโลกใหม่-สังคมใหม่ ที่เชื่อมต่อกับโลกแบบเดิม และการเชื่อมต่อนั้นมีทั้งทับซ้อน ขยายตัว และขัดแย้งกันจากโลกแบบเดิม หรือโลกออฟไลน์
ดังนั้น การห้ามการหาเสียงในสื่อโซเชียล จึงเป็นเรื่องตลก เพราะธรรมชาติของผู้คนในสังคมเปลี่ยนไป สื่อใหม่ไม่ใช่แค่ช่องทางสื่อสารใหม่ แต่มีลักษณะใหม่ มีธรรมชาติใหม่ที่เราต้องทำความเข้าใจมากขึ้น
สิ่งที่จะเจอก็คือ ความสลับซับซ้อนของการแสดงออกของตัวตนและการสื่อสารใหม่ๆ ที่วิธีคิดเรื่องของการควบคุมสื่อในแบบเดิมนั้นทำอะไรกับสิ่งนี้ไม่ได้ นอกจากมุมมองแบบเดียวคือการมองว่าสิ่งที่ไม่เป็นไปตามกรอบนั้นคือ อาชญากรรม (criminalization) และก็จะเป็นอาชญากรรมที่ไล่ล่าไม่ได้ เพราะส่วนหนึ่งมันไม่ใช่อาชญากรรม เนื่องจากสิ่งที่ถูกมองว่าเป็นอาชญากรรมนั้นไม่ได้ทำให้สังคมไม่มั่นคงเท่ากับตัวคนในอำนาจไม่มั่นคง
แต่กระนั้นก็ตาม อีกสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ปริศนาสำคัญว่าความรุนแรงในการแสดงออกในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะถ้อยคำที่สะท้อนความเกลียดชัง (hate speech) ที่เติบโตเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมาในวิกฤตการเมืองนั้น มันสะท้อนโลกนอกอินเตอร์เน็ตมากน้อยแค่ไหน มากกว่าจะตีความแค่ว่าความรุนแรงในการแสดงความเห็นในโลกอินเตอร์เน็ตนั้นมันเป็นเรื่องเดียวกันกับความแตกแยกอย่างเลวร้ายในโลกออฟไลน์
อาจเป็นไปได้ที่สิ่งที่เรากังวลว่าความเกลียดชังในระดับที่เราเห็นในโลกออนไลน์นั้น อาจเป็นกลไกที่ทำให้ความขัดแย้งนั้นไม่ลงมาบนถนนในทุกๆ ครั้งก็อาจเป็นไปได้ และการตีความเช่นนี้ก็เป็นเสมือนคำถามปลายเปิดที่จะต้องค้นหาคำตอบมากกว่าเรื่องง่ายๆ แค่ว่า สิ่งที่เกิดในโลกออนไลน์คือแนวโน้มของสังคมที่นำไปปิดกั้นเสรีภาพในทุกๆ เรื่อง

ประเด็นสุดท้ายที่อยากรำลึกถึงในช่วงเหตุการณ์ 12 ปีที่ผ่านมาก็คือ การตั้งคำถามใหม่เพิ่มไปจากข้อถกเถียงเดิมสามประเด็น
หนึ่งคือ “ใครบ้างอยู่เบื้องหลังรัฐประหาร”
สองคือ “การรัฐประหารนำไปสู่ประชาธิปไตยได้หรือไม่”
สามคือ “การรัฐประหารคือปัญหา หรือ เหตุการณ์ที่นำไปสู่รัฐประหารนั่นคือตัวปัญหา” (พูดง่ายๆ คือ ถ้าทักษิณและนักการเมืองไม่ทำเช่นนั้น ก็จะไม่มีการทำรัฐประหาร ดังนั้นอย่าโทษรัฐประหาร)
คำถามใหม่คือ ในสังคมนี้ รัฐประหารถูกทำให้เป็นสถาบันใดได้อย่างไร และด้วยกระบวนการอะไรบ้าง
ถ้าคำจำกัดความหนึ่งของความแตกต่างระหว่างเผด็จการกับเผด็จการเบ็ดเสร็จอยู่ที่ว่า เผด็จการนั้นจะกีดกันไม่ให้ประชาชนเข้าถึงอำนาจและการตัดสินใจ
แต่เผด็จการเบ็ดเสร็จคือการเปลี่ยนธรรมชาติของเราให้กลายเป็นมนุษย์ในสังคมเผด็จการ
เราอาจลองตั้งคำถามใหม่ว่า การทำรัฐประหารนั้นมีผลและนัยยะ-ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงธรรมชาติของตัวเราไปแค่ไหน และมันปิดกั้นการหาหนทางออกอื่นๆ ให้กับสังคมได้มากเพียงใด
หรือว่าธรรมชาติของเรามักหันไปหาหนทางนี้เสมอ
หรือว่ามันมีกระบวนการอะไรบ้างที่ทำให้กระบวนการนี้เกิดขึ้นได้ (หมายถึงรัฐประหารเริ่มถูกทำให้กลายเป็นธรรมชาติของเราเมื่อไหร่) ซึ่งเป็นเรื่องที่มากกว่าเรื่องของใครอยู่เบื้องหลัง ใคร (ลงมือ) ทำ และรัฐประหารแก้ปัญหาได้ไหม (หรือรัฐประหารเป็นปัญหาในตัวของมันเอง)
กระบวนการที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องของประเด็นปฏิบัติการทางการทหารในวันรัฐประหาร หรือการเตรียมการของกำลังพลในการเคลื่อนกำลังและยึดอำนาจ แต่เป็นเรื่องของการสร้างเงื่อนไขไปสู่การทำรัฐประหาร ทั้งในระยะยาว/ระดับโครงสร้างของระบอบการเมือง และในระยะสั้นคือสภาวะการเตรียมการ หรือการสร้างความสอดคล้องต้องกันของเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้การรัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกคิดขึ้นมาว่าเป็นหนทางออกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
จึงนำไปสู่คำถามสุดท้ายที่ไม่อยากจะชวนตอบเท่าไหร่ว่า ถ้าการทำรัฐประหารเกิดขึ้นจริง ความสำเร็จและไม่สำเร็จของการทำรัฐประหารจะถูกวัดด้วยอะไร?
และการที่การรัฐประหาร (เริ่ม) ถูกมองว่าไม่สำเร็จ เสียของ หรือนำพาสังคมให้แย่กว่าเดิมนั้นเป็นเพราะพวกเสียประโยชน์ไม่ให้ความร่วมมือกับการทำรัฐประหาร
หรือเอาเข้าจริงการทำรัฐประหารมันไม่ใช่ทางออก และมันมีปัญหาในตัวเอง
เป็นปัญหาไม่ใช่ในระดับแค่ว่ามันไปสร้างปัญหาที่ตามมา แต่เป็นปัญหาในระดับที่ว่า การรัฐประหารอาจไม่ใช่ทางออกของสังคม แต่อาจเป็นทางออกให้กับคนบางกลุ่มในความขัดแย้งนั้น และบ่อยครั้งคนที่ทำรัฐประหารและคนที่สนับสนุนการรัฐประหารเพราะเห็นว่าเป็นทางออก อาจหาทางออกจากการรัฐประหารนั้นๆ ไม่ได้ และเสียหายหนักกว่าเดิมอยู่บ่อยครั้ง


