โซเชียลมีเดียหรือสื่อสังคม “เครือข่ายออนไลน์” คือนวัตกรรมใหม่ทางการสื่อสารที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ไม่เฉพาะในเมืองไทยหรือบางประเทศเท่านั้น แต่อาจกล่าวได้ว่าเป็นส่วนสำคัญของการดำรงชีวิต และดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในแต่ละวันของประชากรครึ่งค่อนโลกเลยก็ว่าได้
ในทางการเมือง โซเชียลมีเดียคือเครื่องมือสื่อสาร ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปรากฏการณ์ที่เรียกว่า “อาหรับสปริง” ในภูมิภาคตะวันออกกลางระหว่างปี 2553-2555 ตลอดจนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งในอีกหลายๆ ประเทศ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา
แน่นอนว่าน่าจะรวมถึงการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทย ซึ่งมีกำหนดจัดขึ้นในปี 2562 ด้วย
จากจุดกำเนิดของระบบอินเตอร์เน็ตในยุคปี 1960s โซเชียลมีเดียถือเป็นสื่อออนไลน์รุ่นที่สองหรือ Web 2.0 ซึ่งมีคุณลักษณะที่โดดเด่น คือ การเป็นเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นเอง (user-generated content) แตกต่างจากเดิมที่ผู้ใช้ได้แต่อ่านเพียงอย่างเดียว
การสร้างเนื้อหาได้เอง คือ จุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้คนธรรมดาสามัญกลายเป็น “สื่อ” ที่สามารถกำหนดและกระจายเนื้อหาข่าวสาร รวมถึงการกำหนดวาระข้อมูลต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง
โซเชียลมีเดียเริ่มต้นจากเว็บไซต์ GeoCities ในปี 2537 จนกระทั่งตามมาด้วยเครือข่าย hi5 ในปี 2546 เฟซบุ๊ก ปี 2547 และทวิตเตอร์ ปี 2549 ฯลฯ โดยสื่อสังคมออนไลน์แต่ละชนิดจะมีผู้ติดตามใช้งานอย่างเฉพาะเจาะจงแตกต่างกันไป
ในการแข่งขันทางการเมืองที่ผ่านๆ มา สหรัฐอเมริกา ถือเป็นประเทศที่มีการใช้โซเชียลมีเดียอย่างจริงจังและทั่วถึงที่สุดเป็นแห่งแรก เริ่มต้นจากการเลือกตั้งประธานาธิบดีเมื่อปี 2547
โฮเวิร์ด ดีน ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีของพรรคเดโมแครต คือ นักการเมืองคนแรกที่ทุ่มเทรณรงค์หาเสียงผ่านระบบอินเตอร์เน็ต จนสามารถระดมทุนสนับสนุนผ่านสื่อออนไลน์ได้มากเป็นประวัติการณ์ ถึงแม้ในที่สุดดีนจะพ่ายแพ้ให้แก่จอห์น แคร์รี่ ทำให้ไม่ได้เป็นตัวแทนพรรคเข้าแข่งขันกับ จอร์จ ดับเบิลยู บุช ประธานาธิบดีในขณะนั้น แต่ก็ทำให้เกิดการตื่นตัวขึ้นในวงการเมืองอย่างมหาศาล
หลังจากนั้นต่อมา บารัค โอบามา คือ นักการเมืองที่ได้ชื่อว่าสามารถใช้โซเชียลมีเดียได้อย่างดีตลอดการรณรงค์หาเสียงชิงตำแหน่งประธานาธิบดีทั้ง 2 ครั้งในปี 2551 และ 2555 โอบามาใช้ประโยชน์จากเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และยูทูบ ในการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนเป็นจุดเด่นตลอดการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 8 ปี
ความนิยมและการเติบโตอย่างรวดเร็วของโซเชียลมีเดีย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อภูมิทัศน์สื่อและวงการสื่อสารมากพอสมควร จากเดิมสื่อมวลชนทำหน้าที่เป็นนายประตูข่าวสาร (Gate-keepers) และสะท้อนมุมมองความคิดเห็นส่วนใหญ่ของกลุ่มชนชั้นนำ (Elitist)
แต่การเกิดขึ้นของโซเชียลมีเดียทำให้เกิดเครือข่ายการสื่อสารแบบใหม่ ซึ่งกลุ่มผู้มีชื่อเสียง ผู้นำความคิด และผู้ทรงอิทธิพล สามารถชี้นำกลุ่มฝูงชนออนไลน์ให้สนใจติดตามความเห็นของตนเองโดยตรงได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพา หรือเสนอเนื้อหาที่สอดคล้องกับสื่อมวลชนดั้งเดิมเสมอไป
ผลที่เกิดขึ้นตามมาคือการแบ่งขั้วแยกข้าง (Polarization) เสมือนหนึ่งว่าสังคมจะแยกแตกออกเป็นเสี่ยงๆ เพราะแต่ละคนจะมุ่งรับและส่งสาร รวมทั้งสื่อสารกับกลุ่มคนที่คิดคล้ายกัน มากกว่าการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในความเห็นต่าง ซึ่งเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศ รวมถึงไทย
อย่างไรก็ดี ผลที่เป็นคุณประโยชน์ของโซเชียลมีเดีย อย่างน้อยๆ ประการแรก คือ การสร้างความมีส่วนร่วม (Participation) จากทุกภาคส่วนของสังคม โดยเฉพาะหากเครือข่ายนั้นเป็นที่นิยมมากถึงขั้นระดับประเทศ ดังเช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ ฯลฯ การสื่อสารผ่านสื่อนี้จึงเป็นตัวเลือกที่ดีช่องทางหนึ่ง
ประการต่อมา โซเชียลมีเดียยังช่วยให้ผู้ใช้ปลดปล่อยอิสระ (Emancipation) หมายถึงทำให้หลุดพ้นจากเครื่องพันธการผูกมัดใดๆ ซึ่งเท่ากับว่าประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียง สามารถใช้วิจารณญาณเทียบเคียงข่าวสารข้อมูล ความรู้ ความเห็นได้มากมายหลากหลายผ่านการถกเถียง ก่อนจะลงคะแนน
คุณประโยชน์ทั้ง 2 ข้อนี้ ทำให้โซเชียลมีเดียเป็นสื่อที่มีข้อดีมากกว่าข้อเสีย ในยุคสมัยที่คนไทยส่วนใหญ่เข้าถึงอินเตอร์เน็ตและมีอัตราการใช้งานสูงมากจนติดอันดับโลก
การเลือกตั้งทั่วไปที่น่าจะมีขึ้นในปีหน้า จึงถึงเวลาที่พื้นที่สาธารณะทางการเมืองจะถูกเปิดออกด้วยการใช้สื่อโซเชียลมีเดียอย่างสร้างสรรค์ โดยทุกฝ่ายในสังคมต้องช่วยกันผลักดันให้เกิดประโยชน์เพื่อส่วนรวม และเสริมสร้างจุดร่วมของคนในประเทศให้สามารถเดินเคียงข้างกันได้ต่อไป

