เปิด 2 แนวรบ เอากับไม่เอาคสช. แจ่มชัด ชัดเจน

1.10.18 | 13:03 น.

พลันที่ นายอุตตม สาวนายน เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าพรรค นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการพรรค นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ เข้ารับตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล เข้ารับตำแหน่งโฆษกพรรค

ภาพของพรรคพลังประชารัฐก็ฉายสะท้อน “กระบวนการ” ของ คสช.ออกมาชัด

ชัดว่าการสืบทอดอำนาจไปตามยุทธศาสตร์ 20 ปีของ คสช.นั้นวางน้ำหนักทางการเมืองเอาไว้ 2 แนวทาง

1 พรรค 250 ส.ว. 1 พรรคพลังประชารัฐ

ที่ทั้ง นายอุตตม สาวนายน และ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ปฏิเสธคำถามที่ว่าพรรคพลังประชารัฐเป็น “พรรคทหาร”

Advertisement

บนพื้นฐานที่ว่า กรรมการบริหารของเราไม่มีทหารสักคน

ก็ในเมื่อ คสช.มี 250 ส.ว.อยู่ในมือแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องมีทหารเข้าไปป้วนเปี้ยนอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ

หากพรรคเพื่อไทยวางน้ำหนักเอาไว้ที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์วางน้ำหนักไว้ที่ภาคใต้ และ กทม.

จะแปลกอะไรที่พรรคพลังประชารัฐจะวางน้ำหนักไว้ที่ EEC

การได้ตระกูล “คุณปลื้ม” เข้ามาเป็นกำลัง มิได้หมายถึงการได้พรรคพลังชลโดยพื้นฐานเท่านั้น หากแต่ยังอาศัย 3 พลังเข้ามาเป็นตัวดูดดึง

1 พลัง คสช. 1 พลัง EEC 1 พลังนายทุนประชารัฐ

อย่าได้แปลกใจ หาก “พลังดูด” จะแผ่พลานุภาพรุนแรง ตั้งแต่ชลบุรีไปยังฉะเชิงเทราทะลุระยองไปถึงจันทบุรี ตราด

ไม่เว้นแม้กระทั่ง “สระแก้ว”

เมื่อเป้าหมายสำคัญของ “กลุ่มสามมิตร” คือ บ่อนเซาะพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือตอนล่าง

ตัวเลข 125 เสียงขึ้นจึงเป็นความมั่นใจ

ความมั่นใจยิ่งกว่านั้นของ คสช. นอกเหนือจากมี 250 ส.ว.อยู่ในมือเหนาะๆ แล้ว ยังมีพรรคการเมืองอย่างพรรครวมพลังประชาชาติไทย และพรรคที่พร้อม “รอร่วมรัฐบาล” เป็นพันธมิตร

ยิ่งกว่านั้น ยังมี “สมิงพระรามอาสา” ปรากฏขึ้น

นอกเหนือจากการจัดตั้งพรรคในแบบรวมพลังประชาชาติไทยแล้ว ยังพยายามเจาะทะลวงเข้าไปแย่งยึดการนำในพรรคประชาธิปัตย์

ไม่ว่าจะสำเร็จ ไม่ว่าจะล้มเหลว

แต่แล้ว ความอ่อนแออันเกิดขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ผ่านแผนดูดและแผนบ่อนทำลาย ก็จะยิ่งทำให้ทางเลือกของพรรคประชาธิปัตย์เหลือน้อยเป็นลำดับ

ในที่สุดก็จะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์

ในที่สุดก็จะต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งประกาศหนักแน่นจริงจังว่าพรรครวมพลังประชาชาติไทยได้ร่วมรัฐบาลแน่ๆนั่นคือ ทิศทางที่ทำให้ “คสช.” มากด้วยความมั่นใจ

แม้ว่าจะมีแนวขวางจาก พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคอนาคตใหม่ ปรากฏขึ้นก็ตาม

การต่อสู้ผ่านสนามเลือกตั้งไม่ว่าจะภายในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ไม่ว่าจะภายในวันที่ 5 พฤษภาคม 2562 จึงมีความแจ่มชัดอย่างยิ่ง

แนว 1 สืบทอดอำนาจ คสช.

ขณะเดียวกัน แนว 1 ไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจ คสช. ไม่เห็นด้วยกับผลพวงของ คสช. ไม่ว่ารัฐธรรมนูญ ไม่ว่าประกาศและคำสั่ง

นั่นก็คือ ระหว่าง “เผด็จการ” กับ “ประชาธิปไตย”