ย้อนไปเมื่อบ่ายวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2561 ผมได้รับเกียรติจากผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นายชยาวุธ จันทร ให้ไปขึ้นเวทีร่วมกับวิทยากรอีก 3 ท่าน คือ อธิบดีกรมศิลปากร ศ.ดร.ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกฯ และคุณ ฮ.ศุภวุฒิ จันทสาโร เพื่อพูดคุยย้อนอดีตประวัติเมืองราชบุรีกับพระราชประวัติในหลวง รัชกาลที่ 1
ต้องคิดหาประเด็นที่สร้างสรรค์ เป็นประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่า
ผมจำได้ว่าเมื่อราวปี พ.ศ.2558 เคยเขียนบทความเกี่ยวกับเมืองราชบุรี ที่เป็นทางผ่านของกองทัพญี่ปุ่นที่บุกขึ้นฝั่งอ่าวไทยเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 กองทัพลูกพระอาทิตย์ตัดสินใจตั้งหน่วยทหารเพื่อการก่อสร้างทางรถไฟที่เมืองโอ่ง จ.ราชบุรี
ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นแอบส่งคนปลอมตัวเข้ามาทำธุรกิจ ติดต่อค้าขาย ตั้งคลินิก ในเมืองไทยจนมีข้อมูล มีข่าวกรองของประเทศไทยแบบท่วมท้น
กองทัพญี่ปุ่นเลือกเมืองราชบุรีเป็นกองบัญชาการสร้างทางรถไฟ เพราะต้องการสร้างทางรถไฟจากสถานีหนองปลาดุก อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ไปทางตะวันตก ทางรถไฟจะข้ามแม่น้ำ ข้ามภูเขา ทะลุชายแดนไทยเข้าไปในพม่าเพื่อส่งกองทัพญี่ปุ่นเข้าไปขับไล่กองทัพอังกฤษในพม่า…ประเด็นนี้น่าจะนำมาพูดคุยได้ และผมจะขอพูดเรื่องหัวรถจักรไอน้ำของทหารญี่ปุ่นที่จมอยู่ในแม่น้ำกลางเมืองราชบุรี
ผมสาธยายให้พี่น้องชาวราชบุรีบนเวที เรื่องกองทัพญี่ปุ่นที่กล้าหาญชาญชัย จะก่อสร้างทางรถไฟเข้าไปในพม่า แบบไม่กลัวฟ้าดิน เพราะเส้นทางรถไฟจะต้องผ่านป่าดงดิบ หุบเหว เจาะภูเขาแบบยังไม่เคยมีใครทำได้
ผู้ว่าราชการจังหวัดท่านนี้ ท่านชื่นชอบประวัติศาสตร์ นั่งฟังด้วยกันในห้องประชุม ศาลากลางหลังเดิมของเมืองราชบุรี พร้อมกับพี่น้องชาวราชบุรีราว 100 คนที่แต่งกายใน ผ้าไทยย้อนยุค

ทุกท่านสนใจเรื่องหัวรถจักรที่ผมนำภาพขนาดใหญ่มาขึ้นจอ
ผมตั้งใจที่จะขอเปิดประเด็น เรื่องที่เกิดขึ้นใน จ.ราชบุรี ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 หัวรถจักรไอน้ำของญี่ปุ่นที่ยังจมอยู่ในแม่น้ำแม่กลอง 73 ปีที่แล้ว บริเวณใต้สะพานจุฬาลงกรณ์ กลางเมืองราชบุรี
หัวรถจักรมรณะหัวนี้วิ่งข้ามสะพานไม้ที่เร่งสร้างแบบสุกเอาเผากิน วันนั้นสะพานหักกลางเสียงดังปานฟ้าผ่า รถไฟตกลงไปเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2488
ผมเรียนต่อ ผู้ว่าฯ เสนอแนะให้ดำเนินการกู้หัวรถจักร เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวในราชบุรี รวมไปถึงเมืองกาญจนบุรี ที่สามารถเรียกญี่ปุ่น เรียกแขก เรียกฝรั่ง เรียกคนทั่วโลกให้มาชมหัวรถไฟประวัติศาสตร์นี้
การท่องเที่ยวจะต่อเนื่องไปยังทางรถไฟสายมรณะที่กาญจนบุรี รับรองว่าจะมีเรื่องราวถูกเปิดเผยให้คนไทยได้เรียนรู้ขึ้นมาอีกมหาศาล
เพียงแค่เปิดแถลงข่าว เรื่องจะกู้หัวรถจักรก็คึกคักแล้ว
หลังเขียนบทความลงในมติชนเมื่อปี 2558 แล้ว ผมพยายามขอพบ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น หรือ ผู้ช่วยทูตทหารญี่ปุ่น/กรุงเทพฯ เพื่อจะแจ้งเรื่องราว พูดคุยประเด็นที่มีค่าในอดีต
แต่ก็ต้องผิดหวัง ทำได้เพียงแค่พูดทางโทรศัพท์กับผู้ช่วยทูตทหารญี่ปุ่น และต่อมาเจ้าหน้าที่สุภาพสตรีคนไทยที่ทำงานสถานทูตก็ติดต่อกลับมาด้วยน้ำเสียงแบบเย็นชา ผมได้รับคำตอบว่า “รับทราบ” ซึ่งแปลความได้ว่าญี่ปุ่น “ไม่สนใจ” เรื่องนี้
ผมค้นคว้าต่อไป มาทราบว่าภายหลังเพื่อนร่วมรุ่น จปร.25 ชาวราชบุรีโดยกำเนิด คือ พล.ท.คณิต แจ่มจันทรา (ยศในขณะนั้น คือ พันเอก) อดีตผู้บังคับการกรมทหารช่างที่ 11 เคยได้รับคำสั่งให้จัดกำลังทหารช่างชุดประดาน้ำดำลงไปตรวจสอบหัวรถจักร
ผลจากการสำรวจของนักดำน้ำของกรมทหารช่าง เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2548 พบหัวรถจักรไอน้ำจมอยู่จริง มันจมลงไปในเลนท้องแม่น้ำ ทหารช่างถ่ายภาพในน้ำที่ขุ่นมัว พอเห็นเป็นรูปร่าง
ในการดำน้ำในครั้งนี้ พ.อ.คณิต แจ่มจันทรา ผู้บังคับการกรมทหารช่างที่ 11 (พล.ท.ชัยยุทธ เทพยสุวรรณ เป็นเจ้ากรมทหารช่าง) ได้รายงานจุดที่ติดตั้งทุ่นลอยสีส้มไว้จำนวน 5 จุด เพื่อแสดงตำแหน่งของซากและสิ่งอุปกรณ์ต่างๆ ดังนี้
1.หัวรถจักรไอน้ำ 1 คัน (จำนวน 4 ทุ่น)
2.ลูกระเบิด ขนาด 1,000 ปอนด์ 3 ลูก
3.กระจังหน้ารถจักร 1 ชิ้น
4.รางรถไฟ 2 ชิ้น
5.ล้อรถจักร 1 ชิ้น
นี่เป็นการทำงานตามหลักการของทหารช่างครับ เมื่อพบทุ่นระเบิด กับระเบิด ฯลฯ ที่ต้องติดตั้งทุ่นลอย
แสดงสัญลักษณ์
เป็นข่าวใหญ่ที่มีการประชาสัมพันธ์ไม่น้อย แต่คงรับรู้กันในวงจำกัด ซึ่งระบบราชการไม่สามารถทำอะไรได้มาก ถ้าไม่สั่งมาจากข้างบน
ภาคเอกชน พี่น้องในราชบุรีเองก็ทุ่มเท มีอาสาสมัครดำน้ำลงไปตรวจสอบหลายครั้ง ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง ซึ่งมีอุปสรรคมาก คือ น้ำขุ่นมาก น้ำไหลแรง
และแล้วทุกอย่างก็เงียบสงบลง ไม่มีใครสนใจ ซึ่งนายทหารที่เก็บข้อมูลอย่างละเอียดของเหตุการณ์ตรงนี้ คือ พ.อ.สุชาติ จันทรวงศ์ ที่เต็มใจจะมาบรรยายร่วมกับผมบนเวที
บ่ายวันนั้นผมเชิญ พล.ท.คณิต และ พ.อ.สุชาตินำข้อมูลไปเปิดเผยให้รู้ดำรู้แดงร่วมกับผมบนเวที ต้องการตีแผ่เปิดเผยให้สาธารณชนทราบ เผื่อจะสร้างแรงบันดาลใจให้ใครบ้าง
พ.อ.สุชาตินำข้อมูลภาพหัวรถจักรไอน้ำที่จมอยู่ราว 73 ปี และการวิเคราะห์มานำเสนอ ผมขอสรุปข้อมูลของท่านที่ได้ข้อมูลมาจากคุณพ่ออีกทอดหนึ่ง ดังนี้ครับ…
11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2488 เวลาราวเที่ยงคืน เครื่องบินฝ่ายสัมพันธมิตร (อังกฤษ อเมริกา) บินมาทิ้งระเบิดลงบริเวณสะพานจุฬาลงกรณ์ กลางเมืองราชบุรี ต้องการทำลายสะพาน เพื่อตัดเส้นทางส่งกำลังบำรุงของกองทัพญี่ปุ่น
12 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2488 ลูกระเบิดหน่วงเวลาที่ทิ้งเมื่อคืนวันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2488 ซึ่งตกอยู่บนสะพานช่วงแรกทางฝั่งเมืองราชบุรี เกิดระเบิดขึ้นในเวลา 06.30 น. ส่งผลให้สะพานจุฬาลงกรณ์ช่วงแรกหักลงตรงกลาง สภาพที่ปรากฏ คือ ไม่สามารถซ่อมแซมกลับคืนสภาพได้ เดือดร้อนสาหัส
แม่ทัพญี่ปุ่นในประเทศไทยสั่งการเด็ดขาดให้สร้างสะพานขึ้นใหม่ ให้ขบวนรถไฟขนส่งอาวุธ กระสุน ทำงานส่งกำลังบำรุงได้โดยด่วน
3 เมษายน-1 พฤษภาคม พ.ศ.2488 ทหารญี่ปุ่นระดมแรงงานจากคนราชบุรี จีน และแขกราว ฟ500 คน ทำงานทั้งกลางวันกลางคืน ไม่ต้องพักผ่อน เพื่อสร้างสะพานขึ้นใหม่ ห่างจากสะพานจุฬาลงกรณ์ไปราว 5 เมตร
วัสดุที่ดีที่สุด แข็งแกร่งที่สุดที่หาได้ในราชบุรีในขณะนั้น คือ ไม้สัก
2 พฤษภาคม พ.ศ.2488 แม่ทัพญี่ปุ่นตัดสินใจ สั่งการเปิดใช้งานสะพานรถไฟใหม่ที่สร้างด้วยไม้
20 พฤษภาคม พ.ศ.2488 ช่วงบ่าย ขณะหัวรถจักรไอน้ำวิ่งผ่านตามปกติ สะพานไม้ที่ผ่านการใช้งานอย่างหนัก ประกอบเป็นฤดูน้ำมีกระแสน้ำเชี่ยวกราก ตัวสะพานโอนเอนไปมา เกิดรับน้ำหนักไม่ไหว จึงหักลงบริเวณกลางสะพาน ส่งผลให้หัวรถจักรที่วิ่งข้ามอยู่นั้นพุ่งดิ่งจมลงสู่ใต้น้ำ

ดูภาพวาดเหตุการณ์ในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2488 ประกอบนะครับ ภาพนี้ได้มาจากนายสละ จันทรวงศ์ บิดาของ พ.อ.สุชาติ จันทรวงศ์
ใน พ.ศ.2488 เวลานั้นยังไม่มีสะพานธนะรัชต์ที่ให้รถยนต์ข้าม (แนวสะพานธนะรัชต์ ปัจจุบันคือแนวสะพานรถไฟไม้ที่พังลงในสมัยนั้นเอง)
ตำแหน่งหัวรถจักรที่จมอยู่ในปัจจุบัน จึงอยู่ระหว่างตอม่อใต้สะพานรถยนต์ นักประดาน้ำยังไปพบระเบิดที่ทิ้งจากเครื่องบิน ซ่อนตัวอย่างสงบขนาด 1 พันปอนด์อีก 3 ลูก ขนาดเท่าลำตัวคน
ภาพถ่ายจากใต้น้ำยังเป็นปริศนารอการพิสูจน์ว่า หัวรถจักรไอน้ำที่จมอยู่นี้ว่าเป็นหัวรถจักรไอน้ำรุ่นใด ได้แต่สมมุติฐานไว้ 2 รุ่น ซึ่งใช้งานอยู่ในสมัยนั้น
ในระหว่างการเล่าเรื่องหัวรถจักรไอน้ำ ในที่ประชุมศาลากลางจังหวัดราชบุรีเงียบกริบ ทุกคนรอฟังเรื่องตื่นเต้นที่ชาวราชบุรีเองก็ไม่เคยทราบมาก่อน
นี่คือบรรยากาศสนุกๆ ประวัติศาสตร์ปนๆ วิชาการ ที่ท่าน ผู้ว่าฯจัดขึ้นในวันที่ 5 เมษายน พ.ศ.2561 เพื่อชาวราชบุรี
พ.อ.สุชาติเล่าต่อไปว่า หัวรถจักรไอน้ำที่ทหารญี่ปุ่นนำมาใช้ในสมัยนั้นมี 2 แบบ คือ หัวรถจักรขนาดเล็ก “รุ่น C-56 (JAPAN)” เครื่องยนต์หัวรถจักรหนัก 37.6 ตัน รถลำเลียง 27 ตัน
ส่วนหัวรถจักรขนาดเล็ก รุ่น P-CLASS (KITSON/NORTH BRITISH, 1917, 1919) ทำในประเทศอังกฤษ เครื่องยนต์หัวรถจักร 49 ตัน รถลำเลียง 27 ตัน ส่วนเลขรถอาจจะเป็น 713 หรือ 715 จะเป็นรุ่นใดรุ่นหนึ่งนั้น
ถ้าวันหน้า กู้เจ้าม้าเหล็กขึ้นมาจากแม่น้ำได้ คงมีคำตอบ
แต่ถ้าทราบข้อมูลก่อนลงมือกู้ จะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับวิศวกรที่จะทำงานได้สะดวกมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องน้ำหนักของตัวรถบวกกับดินโคลน ซากวัสดุทั้งปวง รวมทั้งจุดที่จะวางแผนการยกขน
น่าตื่นเต้นนะครับ เพราะเมื่อพฤษภาคม พ.ศ.2560 ชาวบ้าน ต.แก่นมะกรูด อ.บ้านไร่ จ.อุทัยธานี ชี้แจงเรื่องซากเครื่องบินบนยอดเขาสูง ว่าเป็นเครื่องที่ตกมานานแล้วตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 (2482-2488) และปัจจุบันนี้ยังคงเหลือเพียงเศษซากชิ้นส่วนของเครื่องบิน
หลังจากเครื่องบินตก ได้มีทหารญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาในหมู่บ้านและได้จ้างชาวบ้านให้นำทางไปยังจุดที่เครื่องบินตก ชาวบ้านเล่าว่ามีผู้เสียชีวิตคาเครื่องบินอยู่ 3 ศพ และทหารญี่ปุ่นก็ได้นำศพทั้ง 3 ที่พบนั้นกลับไป และปล่อยเศษซากเครื่องบินนั้นไว้ในที่เกิดเหตุดังกล่าว
กลับมาคุยเรื่องหัวรถจักรที่เมืองโอ่งครับ

นี่เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มุ่งทำร้ายใครนะครับ แต่ละเมืองทั่วโลกก็พยายามหาตำนาน นิทานปรัมปราขึ้นมาเพื่อเป็นสีสัน มีเทพเจ้า มีภูตผีปีศาจ มีสัตว์ในเทพนิยายเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว
ถ้ามีการกู้ซากขึ้นมา หาจุดวางให้เท่ๆ จะเป็นอนุสรณ์เตือนเยาวชนรุ่นหลังว่า ครั้งหนึ่งราชบุรีเคยได้รับผลกระทบจากภัยสงครามและเป็นเส้นทางการเดินทัพของกองทัพญี่ปุ่น สำคัญที่สุดคือ เพื่อการศึกษาที่มีสีสัน ไม่น่าเบื่อ
การบอกเล่าเรื่องบนเวทีเป็นไปด้วยความตื่นเต้น ผมเองดีใจที่ชาวราชบุรีจดบันทึก วาดภาพเอาไว้ให้ชนรุ่นหลัง ไม่ได้มโน แต่งเรื่องขึ้นมา หรือโกหก
ปัจจุบันสะพานจุฬาลงกรณ์เป็นสะพานเหล็กสีดำเข้ม สำหรับทางรถไฟ ทอดข้ามลำน้ำแม่กลอง สร้างคู่ขนานไปกับสะพานธนรัชต์ ซึ่งเป็นสะพานสำหรับทางรถยนต์ เชื่อมตัวเมืองราชบุรี ผ่านศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สู่ถนนเพชรเกษมที่จะออกสู่กรุงเทพฯ หรือล่องใต้ต่อไป
จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า ใต้สะพานแห่งนี้มีหัวรถจักรไอน้ำนอนสงบนิ่ง กบดาน รอไมตรีจิตที่จะมีคนมาเก็บกู้ ขอโผล่ขึ้นมาหายใจ ขอฟื้นคืนชีพ 73 ปีใต้ลำน้ำแม่กลอง มันนานเกินพอแล้ว…
โครงการย้อนรอยทางรถไฟสายประวัติศาสตร์ จ.ราชบุรี เชื่อมต่อไปกาญจนบุรี มีความเป็นไปได้และมีประโยชน์อย่างมากมาย ชาวต่างชาติรู้จักสะพานข้ามแม่น้ำแคว รู้จักช่องเขาขาด (Hell Fire Pass) รู้จักสุสานทหารสัมพันธมิตรที่มาตายในเมืองกาญจน์
นับหมื่นคน
ถ้าพบวิธีการที่เหมาะสม การกู้ม้าเหล็กขบวนนี้ขึ้นมา พร้อมทั้งค้นคว้าข้อมูลเพิ่ม จะทำให้ จ.ราชบุรีไปเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับนานาชาติได้นะครับ
นายชยาวุธ จันทร ผู้ว่าฯราชบุรีได้รับทราบข้อมูลนี้แบบเจาะลึก ที่ผ่านมาราว 20 ปี มีข้อเสนอจากหลายฝ่ายให้กู้หัวรถจักรขึ้นมา เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของเมืองราชบุรี
แต่สุดท้ายก็ล้มหายตายจากกันไป อาจจะเป็นข้อจำกัดด้านความยากลำบาก งบประมาณ และการเสี่ยงภัย
ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2561 มีข้อมูลว่า ทาง รฟท.ได้เซ็นสัญญากับผู้รับเหมาในการก่อสร้างรถไฟทางคู่และจะแล้วเสร็จในปี 2563 โดยแนวเส้นทางจะคู่ขนานผ่านสะพานจุฬาลงกรณ์ และจะต้องทำรางใหม่คู่กันไป
ทั้งนี้จะต้องทำตอม่อสะพานและจะต้องเก็บกู้ระเบิดในตรงนั้นไปเพื่อให้การก่อสร้างไม่เกิดอันตราย
โครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ จำเป็นต้องเก็บกู้ระเบิดพร้อมหัวรถจักรที่จมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งขณะนี้ความคืบหน้าของโครงการมีการปรับปรุงถนนเส้นทางเลียบทางรถไฟหลายจุด และกำลังจะมาถึงบริเวณสะพานจุฬาลงกรณ์ เขตเทศบาลเมืองราชบุรีแล้ว
นับเป็นอานิสงส์ที่การก่อสร้างรถไฟทางคู่ผ่านเมืองราชบุรี จะพลอยฟ้าพลอยฝน ทำให้เกิดการกู้ระเบิดและการกู้หัวรถจักรที่จมน้ำมา 73 ปี
ถ้ารถไฟทางคู่ไม่มา ความคิดเรื่องนี้คงไม่เกิดแน่นอน เคยตั้งคณะกรรมการ ตั้งคณะทำงานกันมาหลายรอบแล้ว จนคณะกรรมการบางท่านหมดอายุขัยไปแล้ว ก็ไม่เคยสำเร็จ
ลองดูนะครับว่าคนไทยทั้งหลายและนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศทั่วโลก จะมีบุญได้เห็นหัวรถจักรไอน้ำที่มีคุณค่าที่สุดขบวนนี้หรือไม่ ?
พลเอก นิพัทธ์ ทองเล็ก


