“เผด็จการวิทยา” คือชื่อหนังสือของ อาจารย์ ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มติชน ที่มีการเสวนาเปิดตัวไปเล็กๆ แต่อุ่นหนาฝาคั่ง เมื่อวันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน 2561 ที่ร้าน Bookmoby หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
ผู้ร่วมเสวนานอกจากตัวอาจารย์พิชญ์เองแล้ว ยังมี ดร.ภาณุ ตรัยเวช นักเขียนและนักวิชาการชื่อดัง ผู้เขียนหนังสือสารคดีเชิงประวัติศาสตร์ที่โด่งดังสองเล่ม คือ “ในสาธารณรัฐไวมาร์ ฮิตเลอร์ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” และ “America first รบเถิดอรชุน” ดังนั้น งานเสวนาดังกล่าวจึงชื่อว่า “จากไวมาร์ฯ ถึงเผด็จการวิทยา : ประชาธิปไตยไขว้เผด็จการ”
โดยมีแขกพิเศษซึ่งช่วงหลังนานทีจะปรากฏตัวแสดงความคิดเห็นต่อสาธารณชน คือศาสตราจารย์ ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเพิ่งมีหนังสือตำราทางวิชานิติปรัชญาเล่มสำคัญ คือ “ประวัติศาสตร์ความคิด นิติปรัชญา”
ชื่อเสียงของผู้เขียนหนังสือและแขกพิเศษ ทำให้ร้าน Bookmoby นั้นเต็มจนต้องเสริมเก้าอี้ปูเสื่อกันหน้าร้าน นับผู้คนที่สนใจมาฟังรวมถึงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองก็ร่วมร้อยคน
คำถามสำคัญที่เป็นประเด็นหนึ่งของการเสวนาที่ส่วนตัวแล้วผู้เขียน (หมายถึงผมผู้เขียนคอลัมน์นี้) สนใจและนำมาคิดตาม คือประเด็นหนึ่งที่ว่า “ในเมื่อระบอบเผด็จการนั้นถือเป็นการปกครองที่ล้าหลัง แต่ทำไมยังมีผู้คนที่ “รัก” หรือชื่นชอบ เช่นนี้ เผด็จการ ทั้งตัวระบอบและตัวบุคคล มีความน่ารักตรงไหน ?”
ภาณุ ตรัยเวช กล่าวไว้โดยเรียกเสียงฮาให้แก่ผู้ฟังว่า “อันที่จริงแล้ว ความรักเป็นอะไรที่โคตรเผด็จการเลย ความรักนั้นไม่เคยต้องการเหตุผล” (และเผด็จการก็เช่นกัน) เช่นนี้ ตราบใดที่โลกยังมีความรัก เมื่อนั้นเผด็จการจะกลับมาเสมอ
ซึ่งตรงกับที่อาจารย์พิชญ์กล่าวไว้ว่า เผด็จการนั้นเหมือนเชื้อโรคหรือไวรัสที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา หากเมื่อไรที่ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เผด็จการก็จะกลับมา
แล้วเมื่อใดที่เราจะอ่อนแอ นั่นคือ เมื่อไรก็ตามที่เราเริ่มจะ “ขาดวินัย” และขาดการควบคุมตัวเองในทางประชาธิปไตยจนเกิดความอ่อนแอวุ่นวาย ซึ่งตรงนี้ อาจารย์วรเจตน์ได้เสนอว่า เผด็จการนั้นจะเสนออะไรบางอย่างให้คนเชื่อหรือฝันไปว่า เผด็จการจะเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาบางอย่างให้ได้ ด้วยอำนาจเด็ดขาดที่ไม่วุ่นวาย เช่นนี้ประชาชนส่วนหนึ่งจึงยินยอมพร้อมใจที่จะยอมรับระบอบเผด็จการ
เช่นเดียวกับที่อาจารย์ภาณุเสนอความคิดไว้อย่างแหลมคมว่า แท้จริงแล้ว “เสรีภาพ” นั้นทำให้เราอึดอัดไม่พอใจ เพราะเสรีภาพนั้นจะมีคนไม่เห็นด้วยกับคุณและนำมาซึ่งการกระทบกระทั่งกัน หนักบ้างเบาบ้าง เกิดการถกเถียงโต้แย้ง ซึ่งมีข้อสังเกตให้ว่า หากเมื่อใดที่เรารู้สึกว่ามีเสรีภาพ แต่เราไม่รู้สึกอึดอัดอะไรเลยจริงๆ นั่นก็เพราะว่าเรากำลังอยู่ในเผด็จการบางอย่างที่กำลัง “ตามใจเรา” โดยที่เราไม่รู้ตัว
เหมือนเช่นในยุคของสาธารณรัฐไวมาร์แห่งเยอรมัน ที่เป็นช่วงที่ผู้คนเริ่มมีเสรีภาพ ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพทางเพศหรือทางศิลปะ จนทำให้ผู้คนบางส่วนไม่พอใจ เริ่มทะเลาะขัดกันระหว่างฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา จนผู้คนส่วนหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าถ้าคนเยอรมันไม่ทะเลาะกันเสียแล้ว เห็นจะเป็นมหาอำนาจได้ นั่นทำให้ผู้คนส่วนหนึ่งสมาทานต่อระบอบเผด็จการ เพื่อหวังว่าจะเลิกวุ่นวายเช่นนั้น
เผด็จการจึงตอบโจทย์ของคนส่วนหนึ่ง เพราะการใช้ชีวิตในการปกครองระบอบเผด็จการนั้นมีความง่ายอยู่ที่เรารู้ว่าเราจะทำอะไรได้แค่ไหน ควรชอบหรือไม่ชอบอะไร หรือแม้แต่ควรร้องเพลงอะไรในเวลาไหน ดังนั้น หากใครที่ “อยู่เป็น” ก็จะทำอะไรเพียงเท่าที่รัฐเผด็จการนั้นยินยอมให้เราทำ หากเราอยากทำอะไรที่เขาไม่อยากให้ทำก็ควรเปลี่ยนความคิด

ในระบอบเผด็จการนั้นเชื่อ (ไม่ว่าจะโดยบริสุทธิ์ใจหรือพยายามทำให้คนเชื่อเช่นนั้น) ว่าความจริงและความดีมีเพียงรูปแบบเดียว ความคิดต่างนั้นเกิดจากความเข้าใจผิด เพราะหากเข้าใจถูกเสียแล้ว ก็จะไม่มีความคิดเห็นที่แตกต่างจากสิ่งที่เผด็จการอยากให้คิด เรื่องนี้อาจารย์พิชญ์เสริมว่า ใครที่เคยไป “ปรับทัศนคติ” หลังการรัฐประหาร จะทราบว่า สิ่งที่ผู้มีอำนาจพยายามชี้แจงกับผู้เข้าไปปรับทัศนคติ นั้นคือ การบอกว่า สิ่งที่พวกเราแสดงความคิดเห็นและท่าทีต่อต้านนั้น เกิดจาก “ความเข้าใจผิด” และต้องเข้าใจให้ถูกเสีย แล้วจะได้ไม่ต่อต้าน
พาให้ผู้เขียนนึกถึงเวลาที่หน่วยงานของรัฐออกมาให้ข่าวตอบโต้ อะไรสักอย่างเวลาที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ มักจะออกตัวนำหน้าเสมอว่า “ตามที่มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ..(อะไรก็ว่าไป)… หน่วยงาน(ของเรา) จึงขอชี้แจงดังนี้….”
นั่นคือความคิดที่เชื่อมั่นว่า สิ่งที่ตนเองทำลงไปนั้นถูกแล้วชอบแล้ว ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์นั้นก็เพราะว่าอีกฝ่ายนั้น “เข้าใจผิด” หรือ “ไม่หวังดี” ขาดความรู้ความเข้าใจ
อันที่จริง หากเชื่ออย่างที่อาจารย์พิชญ์กล่าวไว้ว่า เผด็จการนั้นเหมือนเชื้อไวรัสอะไรสักอย่างที่พร้อมจะเติบโตหากประชาธิปไตยอ่อนแอ ดังนี้ หากมองย่อส่วนกันลงมา ก็เชื่อว่าในตัวเราแต่ละคนนั้นอาจจะมีเชื้อของเผด็จการปะปนอยู่ในกระแสความคิด ซึ่งพร้อมจะแสดงตัวออกมาเมื่อเราเกิดความอ่อนแอจนไม่อยากใช้เหตุผลและตรรกะ
สังเกตหรือไม่ว่า เวลาที่เราถกเถียงกับใครแรงๆ แล้วหาข้อยุติตรงกันไม่ได้ สิ่งหนึ่งที่จะแวบขึ้นมาในความคิด คือความรู้สึกที่ว่า “ทำไมอีกฝ่ายไม่เข้าใจเราเลย”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในยามที่เกิดข้อขัดแย้งที่สองฝ่ายนั้นต่างก็ “รักกัน” ทั้งคู่ เช่นระหว่างคนรักหรือคนในครอบครัว ความรู้สึกว่า “อีกฝ่ายไม่เข้าใจ” จึงเกิดขึ้นเสมอในความขัดแย้งรูปแบบนี้
คือสิ่งที่ติดอยู่ในใจของผู้เขียน อยู่ที่คำพูดของอาจารย์ภาณุ ที่เปรียบเผด็จการกับความรักนั่นแหละ
อันที่จริงความรักนั้นเป็นที่มาของเผด็จการได้ง่ายกว่าความเกลียดหรือแม้แต่ความกลัว นั่นเพราะความรักมักจะทำให้เราเชื่อว่าความจริงมีหนึ่งเดียว เช่นเดียวกับคำตอบที่ถูกต้องและสิ่งที่ดีที่สุด การที่อีกฝ่ายปฏิเสธสิ่งนั้น นอกจากจะเพราะ “ไม่เข้าใจ” เราแล้ว ยังถูกตีความว่าหมายถึงการปฏิเสธความรักหรือความดีงามชุดเดียวกันกับเราด้วย
ช่วงวิกฤตการเมืองเหลืองแดงที่ผ่านมา หากใครเคยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้คนอีกฝั่งฝ่าย ก็อาจจะได้รับคำถามที่เหมือนจะชวนทะเลาะว่า ทำไมเธอถึงไม่ไป (เป่านกหวีด/เลือกตั้ง) ล่ะ เธอไม่รัก (ชาติ/ประชาชนหรือประชาธิปไตย) หรือ และเป็นไปได้ว่า แม้แต่ตัวเรานั่นเองแหละ ที่คิดหรือเห็นเช่นนั้น
เพราะอย่างนี้เอง “เสรีภาพ” จึงทำให้เราอึดอัดวุ่นวาย เพราะเรารู้สึกว่าเราถูกโต้แย้งในสิ่งที่เราเชื่อหรือมั่นใจแล้วว่าเราคิดถูก เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การแสดงออก หรือแม้แต่ในทางวิชาการนั้นมาสั่นคลอนความคิดและความมั่นใจของเรา จนเมื่อภูมิคุ้มกันต่อความคิดต่างเห็นต่างอ่อนแอลง เมื่อนั้นที่เราจะเรียกร้อง “อำนาจ” ที่สูงกว่าเรา “อำนาจ” ที่จะมาบังคับใครก็ตามที่เห็นต่างจากเราให้เห็นไปในทางเดียวกันกับเรา นอกจากที่เราจะยุติพ้นจากความวุ่นวายรำคาญใจแล้ว เราก็เชื่อว่า การที่อีกฝ่ายนั้นเลิกเชื่อ เลิกคิด เลิกทำ (หรืออย่างน้อยต่อให้ยังเชื่อ ยังคิด ก็ไม่กล้า “ทำ” หรือแสดงออก) เพราะอำนาจเหนือกว่านั้น เป็นเรื่องชอบแล้ว เพราะความคิดต่างเห็นแย้งเหล่านั้นไม่เป็นประโยชน์อันใด เพราะสิ่งที่เราคิดนั้นดีและนำไปสู่คำตอบที่ถูก หรือผลลัพธ์ที่ดีงามอยู่แล้ว

เช่น ทำไมคนรักของคุณถึงทุบโต๊ะเลือกภาพยนตร์ที่คุณจะไปดูกับเธอหรือเขาเอาดื้อๆ นั่นก็เพราะเธอรักคุณ และเชื่อว่าถ้าคุณไปดูหนังเรื่องที่เธอเลือก คุณและเธอจะสนุกกับมันมากกว่าหนังที่คุณเลือก (ด้วยความไม่รู้หรือเข้าใจผิดหลงพลาด อะไรสักอย่างหนึ่ง)
เช่นที่ทำไมแม่ถึงบังคับให้คุณเรียนที่นั่นไม่เรียนที่นี่ แม่ไม่เข้าใจเราเลย และเช่นกัน แม่ก็คิดว่าเราก็ไม่เข้าใจแม่เหมือนกัน ว่าสิ่งที่แม่เลือกให้เราเรียนนั้นคือ “อนาคตที่ดี” ที่เราจะมีความสุข รวมถึงเราเองก็เถอะ ก็เชื่อเช่นกันว่าถ้าเราเลือกอย่างที่เราเลือกแล้ว เราจะมีความสุขแน่ๆ ซึ่งแม่ไม่เข้าใจหรอก
และเรื่องนี้ก็อาจจะจบลงด้วยการที่ใครสักคนวิ่งไปหา “พ่อ” ผู้มีอำนาจตัดสินใจสุดท้าย (ไม่ว่าจะโดยทุนหรืออำนาจ) ให้ชี้ขาดไปในทางที่เห็นว่าดีงามเหมาะสม
ถามว่าฝ่ายที่เรียกร้องกำลังมาบังคับเรานั้นไม่รักเราหรือก็คงไม่ใช่ เช่นเดียวกับที่อาจารย์พิชญ์เสนอว่า บางครั้ง เผด็จการที่ดูเหมือนจะต้องการอำนาจหรือผลประโยชน์นั้น มันอาจจะไม่ได้เริ่มด้วยอำนาจหรือผลประโยชน์เช่นนั้นตั้งแต่ต้น แต่อาจจะเป็น “ความหวังดี” ต่อชาติประเทศส่วนรวมจริงๆ ในเบื้องต้นก็ได้ ส่วนความบิดเบือนฉ้อฉลอาจจะเกิดขึ้นทีหลัง
เช่นนี้เอง ที่ “เสรีภาพ” แม้จะอึดอัดหรือน่ารำคาญอย่างไร ก็เป็นสิ่งที่เราต้องอดทนกับมัน หากไม่ต้องการให้เชื้อโรคแห่งเผด็จการนั้นเติบโตลุกลามขึ้นมา ทั้งในระดับส่วนบุคคลและระดับส่วนรวม และเช่นกัน ประชาธิปไตยที่แท้จริงก็ไม่ใช่การใช้เสรีภาพที่จะทำอะไรก็ได้ การอยู่ร่วมกันนั้นจะต้องรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพกับระเบียบหรือความสงบเรียบร้อย
หากเทข้างให้เสรีภาพมากจนเกินไป ฝ่ายที่ต้องการความสงบเรียบร้อยก็อาจจะเรียกร้องให้ใครสักคนขึ้นมารักษา “ความสงบเรียบร้อย” ก็ได้ ลองสังเกตว่า คณะรัฐประหารสองในสามคณะหลัง เรียกตัวเองว่า (คณะ) “รักษาความสงบเรียบร้อย” ไม่ว่าจะเป็น รสช. หรือ คสช. ส่วนกรณีของคณะที่ไม่ได้ใช้คำว่าสงบเรียบร้อย นั้นก็ตั้งชื่อคณะของตนในภายหลังว่า “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” ซึ่ง “ความมั่นคง” นั้นก็เป็นรูปแบบหนึ่งของความสงบเรียบร้อยนั่นเอง
การรักษาสมดุลของเสรีภาพตัวเอง ไปพร้อมๆ กับการเปิดใจยอมรับในเสรีภาพของผู้อื่น อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่อาจช่วยป้องกันตัวเรา ส่วนรวม หรือแม้แต่ประเทศชาติ ให้ปลอดพ้นจากเชื้อโรคดึกดำบรรพ์ที่ชื่อว่า “เผด็จการ”


