หน้าแรก คอลัมนิสต์ เน วินกับระบอ...

เน วินกับระบอบเผด็จการทหารในพม่า (3) โดย ลลิตา หาญวงษ์

5.10.18 | 13:00 น.

หากออง ซานคือบิดาแห่งรัฐพม่าสมัยใหม่ เน วินก็ควรได้รับสมญานามว่าบิดาแห่งกองทัพพม่าสมัยใหม่ด้วยเช่นกัน แน่ล่ะ สมญานามนี้อาจจะฟังดูขัดหู เพราะผู้คนทั่วโลกรู้จักเน วินในฐานะเผด็จการและทรราชย์ที่ผูกขาดอำนาจและสร้างความทุกข์ยากให้พม่าดำดิ่งไปเป็นหนึ่งในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลกตั้งเกือบ 30 ปี แต่หากกล่าวถึงบทบาทของเขาในฐานะจอมทัพ และสถาปนิกผู้ออกแบบกองทัพสมัยใหม่ให้ทัดเทียมนานาอารยประเทศ เขาก็ควรได้เครคิตนี้อย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อเน วินขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในปี 1949 (พ.ศ.2492) เขามีอายุเพียง 38 ปี แต่ก็มีบารมีมากพอที่จะควบคุมคนของตนในกองทัพไว้ได้หมด และคนในกองทัพเองก็ชื่นชมเน วิน ด้วยความเด็ดขาด มากเสน่ห์ และความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะสร้างกองทัพพม่าให้ยิ่งใหญ่ไปพร้อมๆ กับสหภาพพม่าที่มั่นคงและถาวร ทำให้รัฐบาลพม่าของอู นุไม่ไว้วางใจกองทัพของเน วินอย่างมากในช่วงแรกๆ หลังพม่าได้รับเอกราชไม่นาน นอกจากเน วินจะเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดแล้ว เขายังเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกลาโหม แต่เป็นได้ไม่นานก็ลาออก หลังเน วินลาออก อู นุแต่งตั้งอู วินเข้าไปเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนใหม่ ในความคิดของอู วิน เขามองว่าเน วินเป็นประหนึ่งศัตรู และพยายามหาทางตัดกำลังของกองทัพ อู วินแอบกระซิบกับอู นุว่าเน วินเป็นเหมือนหอกข้างแคร่ หากปล่อยให้มีอำนาจและควบคุมกองทัพขนาดใหญ่เช่นนี้ต่อไป เน วินจะทำให้อู นุอยู่ในสถานการณ์ลำบากอย่างแน่นอน เมื่อเวลาผ่านไป อู นุเริ่มไม่ไว้วางใจเน วิน แต่ก็ไม่กล้าเสี่ยงคิดล้มล้างอำนาจของเน วิน ไม่กล้าแม้แต่จะคิด…

วิธีกำราบเน วินที่คนในรัฐบาลคิดกันในขณะนั้นคือการสร้างกองตำรวจกองหนึ่ง ใช้ชื่อว่ากองสารวัตรทหารแห่งสหภาพ (Union Military Police) ขึ้นมาเพื่อให้สามารถคานอำนาจกับกองทัพของเน วินได้ กองสารวัตรทหารได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธยุทโธปกรณ์จากอังกฤษ แต่ความพยายามนี้ไม่ประสบผลสำเร็จ เพราะในเวลาเพียงไม่กี่ปี เน วินไม่ได้สร้างให้กองทัพพม่าเป็นกองทัพสมัยใหม่และพร้อมรบเท่านั้น แต่เขายังเชื่อมั่นว่าการรบแบบยุคใหม่ต้องพึ่งพาสายลับและระบบสืบราชการลับที่มีประสิทธิภาพ คนของเน วินสามารถแทรกตัวเข้าไปอยู่ในพรรคคอมมิวนิสต์พม่า และกองกำลังของชน
กลุ่มน้อย ซึ่งเน วินถือว่าเป็นศัตรูอันดับต้นๆ ของสหภาพพม่า ถึงกระนั้น ข่าวลือในปี 1951 (พ.ศ.2494) มีอยู่ว่าคนในรัฐบาลของอู นุสามารถทำให้
เน วิน “เชื่อง” ได้สมใจอยาก ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลกับกองทัพของเน วิน และปัญหาส่วนตัวที่กำลังอกหัก ถูกคู่หมั้นบอกเลิกและหนีไปแต่งงานกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง ทำให้เน วินต้องหลบไปพักร้อน 1 เดือนเต็ม ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าเน วินคงไม่สามารถกลับมาทำงานการเมืองได้อีกแล้ว

แต่ในที่สุด เน วินสามารถกลับมาได้ พร้อมกับเจ้าสาวคนใหม่ที่ใครๆ ก็รู้จักในนาม “คิตตี้” และกลับมาพร้อมกับแผนฟื้นฟูกองทัพ และสร้างฐานอำนาจให้กองทัพอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน เน วิน กับอ่อง จี (Aung Gyi) สหายสนิทและนายทหารที่เขาไว้ใจมากร่วมกันตั้งคณะกรรมการวางแผนของกองทัพขึ้น เป้าหมายของคณะกรรมการชุดนี้คือการเพิ่มศักยภาพให้กองทัพ ปรับเปลี่ยนตัวบุคคล และมุ่งกำจัดกองทัพจีนรัฐชาติหรือก๊กมินตั๋งในพม่า ซึ่งกองทัพมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง และกลายเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพม่า มากกว่ากองกำลังของชนกลุ่มน้อยในช่วงต้นทศวรรษ 1950

ปัญหาเรื่องการแทรกซึมของกองทัพจีนคณะชาติเข้าไปในแถบรัฐฉานในพม่าทำให้เน วินยิ่งไม่ไว้ใจรัฐบาลอเมริกันและรัฐบาลไทย (ฝ่ายหลังได้ชื่อว่าเป็นพันธมิตรหลักของสหรัฐตลอดยุคสงครามเย็น) เน วินเชื่อว่าสหรัฐอเมริกาอยู่เบื้องหลังกองกำลังจีนคณะชาติที่ไหลทะลักเข้าไปในพม่า เขาขอให้รัฐบาลอเมริกันช่วยไปบอกกองทัพจีนคณะชาติให้ถอนทัพจากพม่าในทันที แต่รัฐบาลอเมริกันเพิกเฉย และปัญหากองทัพจีนคณะชาติยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อพวกเขาเข้าไปหาแนวร่วมกับกองทัพของชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะกองทัพกะเหรี่ยง ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับกองทัพอยู่แล้ว ภัยจากจีนคณะชาติและชน
กลุ่มน้อยทำให้เน วินต้องเพิ่มกำลังให้กองทัพมากขึ้นไปอีก แม้เขาจะไม่ไว้ใจรัฐบาลอเมริกัน แต่ในช่วงต้นทศวรรษ 1950 เน วินเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเจรจาซื้ออาวุธ ในเวลานั้นกองทัพของเน วินเป็นผู้ถืองบประมาณแผ่นดินไว้ถึงครึ่งหนึ่งของงบประมาณทั้งประเทศ

Advertisement

การขยายขนาดและแสนยานุภาพของกองทัพพม่าไม่ได้หยุดอยู่ที่การซื้ออาวุธเพิ่มเท่านั้น แต่เน วินยังมีแผนการขยายกองทัพเพิ่มเติม รวมทั้งการตั้งโรงเรียนเตรียมทหารตามแบบโรงเรียนแซนด์เฮิสต์ (Royal Military Academy Sandhurst) ที่อังกฤษด้วย ทั้งหมดนี้เพื่อตั้งรับวิกฤตจีนคณะชาติ ฝ่ายรัฐบาลของอู นุเองก็เห็นว่าจีนคณะชาติเป็นภัยต่อความมั่นคงในชาติ จึงนำเรื่องขึ้นไปอภิปรายในที่ประชุมขององค์การสหประชาชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาตึงเครียดขึ้นตามลำดับ รัฐบาลพม่าตัดสินใจยกเลิกโครงการความช่วยเหลือของสหรัฐ และเน วินยังกดดันให้รัฐบาล
อู นุถอนตัวออกจากองค์การสหประชาชาติ (พม่าเป็นส่วนหนึ่งขององค์การสหประชาชาติ แต่ประกาศตนว่าเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดตลอดยุคสงครามเย็น)

ความตึงเครียดและความไม่ไว้ใจชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ทำให้คนในรัฐบาลบางส่วน และเน วินมองหาพันธมิตรคู่ค้าอาวุธ ในที่สุดเน วินหันไปหายูโกสลาเวีย โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากฝั่งสังคมนิยมในกองทัพและรัฐบาลพม่า ในปลายปี 1953 (พ.ศ.2496) พม่าซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์จากยูโกสลาเวียเป็นครั้งแรก นอกจากอาวุธแล้วกองทัพพม่ายังเข้าตาจนขนาดต้องสั่งซื้อยุทธภัณฑ์อื่นๆ เช่น ม้า และลาจากยูโกสลาเวียด้วย ในปีต่อมา กองทัพพม่าเปิดฉากโจมตีกองทัพจีนคณะชาติอย่างหนักหน่วงในปฏิบัติการชื่อ “ปฏิบัติการบุเรงนอง” เป็นปฏิบัติการทางการทหารครั้งแรกและครั้งใหญ่ที่สุดของกองทัพแห่งสหภาพพม่าภายใต้เน วิน ทำให้คนของจีนคณะชาติหลั่งไหลเข้ามาในฝั่งไทย ความสัมพันธ์ระหว่างพม่ากับไทยซึ่งนำโดยจอมพล ป. พิบูลสงครามในขณะนั้นตกต่ำลงตามลำดับ ปฏิบัติการทางทหารอื่นๆ เช่น “ปฏิบัติการสินพยูฉิ่น” (พระเจ้าช้างเผือก) และ “ปฏิบัติการบัณฑุละ” (แม่ทัพคนสำคัญในสงครามอังกฤษ-พม่าครั้งที่ 1) เกิดขึ้นเรื่อยๆ เพื่อกำราบกองทัพของจีนคณะชาติที่ยังคงหลงเหลืออยู่ กองทัพของชนกลุ่มน้อยโดยเฉพาะ KNU และ KNDO (Karen National Defence Organisation) รวมทั้งกองกำลังของพรรคคอมมิวนิสต์พม่าที่ยังแอ๊กทีฟอยู่

ในช่วงต้นทศวรรษ 1950 เราจะเห็นการก้าวเข้ามามีบทบาทของเน วิน ในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้มีบทบาทสำคัญในการสร้างกองทัพพม่าให้ทันสมัย พร้อมรับกับศัตรูของสหภาพฯที่มีอยู่ทั่วด้าน ในทศวรรษถัดมา เราจะได้เห็นการขยายแสนยานุภาพของกองทัพพม่าเพิ่มขึ้น และแน่นอนจะได้เห็นบทบาทของเน วินที่ไม่ได้เป็นเพียงจอมทัพเท่านั้น แต่จะก้าวขึ้นไปเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศที่ไม่มีใครทั้งในรัฐบาลและกองทัพปฏิเสธได้