หน้าแรก คอลัมนิสต์ จีน-สหรัฐ : ส...

จีน-สหรัฐ : สันติภาพร้อนหรือสงครามเย็น? โดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์

5.10.18 | 13:00 น.

สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกาในรูปของภาษีศุลกากรมีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่องและมีความชัดเจนว่ารัฐบาลสหรัฐประเมินจีนผิดพลาดและต่ำเกินไป

ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่สามารถทำให้จีนยอมอ่อนข้อ แต่กลับทำให้จีนพร้อมตอบโต้และไหวตัวสำหรับสถานการณ์ระยะยาวที่อาจเลวร้ายสุด

คำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ให้ความมั่นใจต่อชาวอเมริกันว่าสงครามการค้าเป็นสิ่งที่สหรัฐจะชนะโดยง่ายดายนั้นกลับต้องรอ
คำตอบอีกนาน

สำหรับสหรัฐแล้ว ความขัดแย้งทางการค้าระหว่างตนกับแคนาดา เม็กซิโก และชาติตะวันตกด้วยกันมิใช่เรื่องใหญ่เพราะจำกัดอยู่เพียงการทบทวนความสัมพันธ์ที่รัฐบาลก่อนๆ ดำเนินการไว้ และทำเนียบขาวสามารถใช้อำนาจต่อรองต่อพันธมิตรเหล่านี้ให้เป็นผลงานได้โดยง่าย

กล่าวคือเป็นสันติภาพร้อนที่สามารถปรับให้เข้ากับผลประโยชน์ใหม่ที่ตนประสงค์

Advertisement

ทว่าความขัดแย้งที่มีกับจีนนั้นแตกต่างออกไปอย่างมาก มิใช่ความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการขาดดุล หากเกี่ยวกับความเป็นอภิมหาอำนาจที่ท้าทายทั้งทางเศรษฐกิจและความมั่นคง

ทรัมป์ได้กล่าวสุนทรพจน์ที่สหประชาชาติอย่างเป็นระบบถึงการไม่ยอมรับบทบาทการดูแลโลกขององค์การระหว่างประเทศและการละเลยความต้องการของชาติอื่นและโลกโดยรวม

ต้องการเป็นผู้นำโลกที่ดูแลเฉพาะผลประโยชน์อันสูงส่งของชาติตนโดยไม่ต้องรับภาระใดๆ ที่ชาติตนสร้างขึ้น

ความคิดทางการเมืองดังกล่าวของทรัมป์เป็นความคิดอนุรักษนิยมที่ขวากว่าขวา ทรัมป์ไม่เห็นด้วยกับข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ไม่ยอมรับบทบาทขององค์การการค้าโลกที่สนับสนุนการค้าเสรี ไม่ยอมรับจีนในระบบการค้าโลก ถือว่าการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีเป็นการขัดผลประโยชน์ของชาติ และจีนคือประเทศที่ฉกฉวยผลประโยชน์เหล่านี้และมีศักยภาพที่คุกคามและฉ้อฉลต่อสหรัฐ

อำนาจของทรัมป์และการแวดล้อมไปด้วยพวกอนุรักษนิยมอเมริกันที่ไม่ยอมรับจีนจะทำให้ความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐยกระดับความรุนแรงและขยายวงมากยิ่งขึ้นเป็นเวลานาน

สงครามการค้าที่คาดกันว่าจะมีการประนีประนอมกันเมื่อทั้งสองประเทศตระหนักถึงความเสียหายที่ประเทศตนได้รับจึงอาจเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป

ปัจจัยทางการเมืองภายในประเทศเช่นการหาคะแนนนิยมจากฐานเสียงอนุรักษนิยมและการตรวจสอบความผิดในระหว่างการหาเสียงของทีมทรัมป์มีส่วนสำคัญที่ทำให้มีการเร่งมาตรการแข็งกร้าวทางการค้ากับหลายประเทศรวมทั้งการจัดการกับจีนซึ่งจะเป็นผลดีในทางการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไป

อย่างไรก็ตาม ทางการสหรัฐก็มีความกังวลเกี่ยวกับการขยายอิทธิพลของจีนและการก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจเทียบเคียงสหรัฐหรืออาจนำหน้าสหรัฐในหลายทศวรรษข้างหน้า

การมองจีนเป็นศัตรูคู่แข่งมากกว่าเป็นมิตรที่จริงแล้วเป็นความคับแคบ แต่เป็นความเชื่อที่เกิดขึ้นมากในหมู่พวกอนุรักษนิยมและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโลกาภิวัตน์ ทุกประเทศมีระยะรุ่งเรืองและตกต่ำ การผลิตสินค้าก็เป็นเช่นเดียวกัน สินค้าที่เคยถนัดย่อมมีระยะที่ต้นทุนสูงขึ้นหรือมีได้รับความนิยมลดลง ต้องถ่ายโอนไปให้ผู้อื่นที่เริ่มถนัดกว่าแล้วหันไปผลิตสินค้าอื่นที่ให้โอกาสที่ดีขึ้น

ความกังวลแบบชาตินิยมนี้มีกระแสมาระยะหนึ่งแล้ว สหรัฐยากที่จะยอมให้มีมหาอำนาจใดที่มีท้าทายอภิมหาอำนาจเดี่ยวอย่างสหรัฐได้

รัฐบาลในสมัยประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีโอบามาล้วนต้องการลดอิทธิพลของจีน เพียงแต่มีแนวทางที่แตกต่างกันเท่านั้น

แนวคิดสงครามเย็นเคยถูกนำมาใช้อยู่บ้างสมัยรัฐบาลจอร์จ ดับบลิว บุช กับบรรดาประเทศอักษะแห่งความชั่วร้ายอันได้แก่อิหร่าน อิรัก และเกาหลีเหนือ มิได้ใช้กับประเทศที่มีศักยภาพและมีเศรษฐกิจเปิดแบบจีน

ในสมัยประธานาธิบดีโอบามา จีนเป็นเป้าหมายหนึ่งที่ต้องถูกลดอิทธิพล แนวทางคือการวางแนวล้อมสกัดกั้นจีน แนวคิดนี้ไม่ถึงกับมีการสร้างแนวโจมตี (Lines of attack) และยังมิใช่การดำเนินการแบบสงครามเย็นเต็มรูปที่มีการปฏิบัติการทางจิตวิทยาและการทำสงครามตัวแทนแบบที่เกิดกับสหภาพโซเวียต

รัฐบาลโอบามาได้เริ่มให้ความยอมรับเมียนมาและสนับสนุนเวียดนามเพื่อเพิ่มบทบาทของตนในแนวปิดล้อมบริเวณภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สนับสนุนให้มีการจัดทำข้อตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจกับเอเชีย-แปซิฟิก (TPP) โดยมิให้มีจีนเป็นสมาชิก มีการให้ความสำคัญกับความขัดแย้งบริเวณน่านน้ำทะเลจีนใต้และทะเลจีนตะวันออก

แนวทางสกัดกั้นจีนนี้เป็นแนวทางที่ดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยยังเห็นประโยชน์จากความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่มีกับจีน เพียงเน้นให้อิทธิพลของจีนอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ เวลาอาจทำให้ทุนนิยมในจีนกัดกร่อนอำนาจรัฐและลดความแข็งแกร่งของพรรคคอมมิวนิสต์จีนลง

แนวคิดของทรัมป์และที่ปรึกษาเป็นแนวคิดที่เน้นการใช้ไม้แข็งกับจีน ซึ่งในทางยุทธศาสตร์ถือเป็นศัตรูหรือฝ่ายตรงกันข้าม จีนถูกมองน่ากลัวกว่ารัสเซียมากเพราะมีศักยภาพที่จะทดแทนมหาอำนาจสหรัฐได้ทั้งในด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงรวมถึงผลประโยชน์ในอวกาศ

ในขณะที่รัฐบาลโอบามามุ่งปิดล้อมจีนและทำให้กระบวนการเติบโตของจีนเชื่องช้าลง แนวทางของรัฐบาลทรัมป์คือการกำราบจีนและทำให้กระบวนการเติบโตของจีนอยู่ภายใต้การควบคุมในระดับที่มั่นใจได้

การที่จีนมีความสำคัญอย่างยิ่งในทางยุทธศาสตร์ก็เนื่องมาจากจีนกำลังเป็นมหาอำนาจหนึ่งเดียวที่สามารถเหนือกว่าสหรัฐได้ในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ความก้าวหน้าทางด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์จนถึงเทคโนโลยีอวกาศเป็นทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่มีผลประโยชน์มหาศาลและเป็นเรื่องการทหารหรือความมั่นคงในขณะเดียวกันด้วย

โกลแมนแซ็คส์เคยประมาณไว้ว่าในช่วงปี พ.ศ.2012-2016 สหรัฐได้ลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์เป็นจำนวน 18,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มากกว่าการลงทุนของจีนซึ่งมีเพียง 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สหรัฐจึงมีความเหนือกว่ามาก อย่างไรก็ตามในปี 2020 โกลแมนแซ็คส์ประเมินว่าจีนจะลงทุนทางด้านนี้มากถึง 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐซึ่งจะทำให้ได้เปรียบอย่างมากในอนาคตอันใกล้

การลงทุนของจีนบวกกับความสามารถทางด้านการแปลงความรู้ให้เกิดผลลัพธ์ในภาคปฏิบัติกำลังทำให้จีนเป็นประเทศที่โดดเด่นอย่างยิ่งในทางนวัตกรรม

จีนมีบุคลากรที่มีพื้นฐานทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นจำนวนมากมาย มีการค้นคว้าวิจัยที่หวังผลได้จริง ความยากจนมาก่อนทำให้ประชาชนมีความขยันกระตือรือร้น ในขณะที่การผ่านยุคสังคมนิยมและระบบคอมมูนก็มีส่วนช่วยให้ประชาชนพื้นฐานมีการศึกษาที่ดีและสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างทั่งถึง มหาวิทยาลัยหลายแห่งของจีนได้ก้าวขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกแล้วอย่างรวดเร็ว บางแห่งถึงกับมีชื่อเสียงเทียบเคียงมหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐ

การบริหารจัดการของจีนซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็มีความเข้มแข็งและมีประสิทธิผลสูงจนกระทั่งทำให้ลัทธิทุนนิยมเสรีกำลังถูกตั้งคำถามว่าเป็นแบบจำลองเศรษฐกิจที่เหนือกว่าลัทธิทุนนิยมโดยรัฐของจีนจริงหรือไม่

แม้ว่าโลกจะมีศูนย์กลางเศรษฐกิจหลายแห่ง แต่สหรัฐยังต้องการรักษาระบบโลกที่มีอภิมหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวซึ่งนักวิชาการสหรัฐจำนวนหนึ่งก็เห็นว่ามีเสถียรภาพมากกว่าระบบโลกที่มีมหาอำนาจเพียง 2-3 ราย

ในอดีตที่ผ่านมา โลกเคยประสบปัญหาสงครามสู้รบเมื่อมีมหาอำนาจน้อยราย ต่อมาในยุคสงครามเย็น โลกก็เผชิญความตึงเครียดและการแข่งขันทางอาวุธที่เกิดสงครามตัวแทนขึ้น

การเกิดสงครามสู้รบเหล่านั้นได้ลดลงไปมาก แต่ในปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าใหม่ทางเทคโนโลยีกำลังทำให้โลกมีมหาอำนาจที่ก้าวหน้าได้ดีจริงเพียง 2 ประเทศเท่านั้นคือ สหรัฐและจีน เพราะทั้งสองประเทศมีพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เข้มแข็งและมีตลาดขนาดใหญ่รองรับ

แต่จีนกำลังมีข้อได้เปรียบมากกว่าเพราะมีการสนับสนุนเทคโนโลยีและนวัตกรรมซึ่งรุดหน้าได้ดีหากมีรัฐช่วยเหลืออุดหนุน ในขณะที่สหรัฐขาดการคลังภาครัฐที่เข้มแข็งและต้องพึ่งการเติบโตของบริษัทเอกชนซึ่งเป็นบริษัทที่มีความเป็นชาติลดลงเรื่อยๆ

รัฐบาลสหรัฐยากที่จะแก้ไขจุดอ่อนนี้เหมือนอย่างเช่นความอ่อนแอของโครงสร้างพื้นฐานระบบรางที่ต้องพึ่งการลงทุนภาคเอกชนและอ่อนแออย่างมากเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ

อนาคตที่จีนจะรุดหน้ากว่าสหรัฐทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่เป็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นอนาคตที่จีนพยายามสร้างให้กับตน ในขณะเดียวกันจีนก็เป็นประเทศใหญ่ที่ต้องการรักษาอธิปไตยและศักดิ์ศรีทางการปกครอง การกำราบจีนจึงเป็นความมั่นใจแบบง่ายๆ

สงครามการค้าคงไม่สิ้นสุดที่การตอบโต้ทางด้านภาษีศุลกากรเท่านั้น ซึ่งในขณะนี้สหรัฐเริ่มขยายแนวรุกออกไปสู่ประเด็นอื่นๆ ที่ไม่ใช่การค้าบ้างแล้ว เช่น การขายอาวุธให้ไต้หวัน การตอบโต้จีนในเรื่องการซื้ออาวุธจากรัสเซีย การปกครองแบบเผด็จการพรรคเดียวของจีน อำนาจที่มากและยาวนานเกินไปของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ตลอดจนความขัดแย้งในทะเลจีนใต้ ทะเลจีนตะวันออก ทิเบต และอุยกูร์

ความไว้วางใจระหว่างสองประเทศนี้กำลังจะหมดไป จีนในขณะนี้เชื่อว่าสหรัฐต้องการทำสงครามเย็นและคงกำลังเตรียมการสำหรับสถานการณ์ที่อาจเลวร้ายถึงขีดสุด

จีนคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการสร้างความพร้อมที่จะเปิดแนวต้าน (Lines of defense) ที่เป็นไปได้ทุกแนวทุกจุด

แม้ว่าการแข่งขันระหว่างอภิมหาอำนาจสหรัฐและมหาอำนาจระดับกลางอย่างจีนจะยกระดับเป็นสงครามเย็นสมัยใหม่หรือไม่ก็ตาม