หน้าแรก คอลัมนิสต์ อย่ามัวโทษปี่...

อย่ามัวโทษปี่โทษกลองอยู่เลย โดย เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์

5.10.18 | 13:00 น.

เขยิบใกล้เข้าไปทีละสัปดาห์ ทีละ 7 วัน คณะกรรมการการเลือกตั้งยังไม่กำหนดวันเวลาว่าจะสมัครรับเลือกตั้งเมื่อไหร่ เลือกตั้งวันไหน การคาดเดาจึงเกิดขึ้นตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 มีนาคม ถึงพฤษภาคม 2562 แล้วแต่ “แป๊ะ” จะเห็นสมควร

วันนี้แต่ละพรรคการเมือง ทั้งพรรคเก่า ประชาธิปัตย์ กว่าจะได้หัวหน้าพรรคก็โน่น พฤศจิกายน พรรคเพื่อไทยยังไม่รู้ว่าเป็นใคร
ผู้หญิงหรือผู้ชาย ญาติใกล้ชิดหรือดองเป็นเขย คนบ้านไกลเป็นผู้ตัดสินในที่สุด

เรื่องการเมืองไม่มีการได้เปรียบเสียเปรียบ นักการเมืองต้องพร้อมจะ “เอาเปรียบ” ตลอดเวลา เพื่อให้ผลการเลือกตั้งฝ่ายตนคือผู้ชนะ ยิ่งมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลยิ่งดี

ดูอย่างการเลือกประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกานั่นปะไร กระบ๊งกระเบ๊งตั้งแต่วันแรกถึงวันผลคะแนนออกมาว่าใครได้รับเลือกตั้ง ถึงวันนี้ยังมีเสียงทั้งในทางที่ดีและในทางที่ไม่ดี

ขึ้นชื่อว่าการเมือง จะให้สงบราบคาบย่อมเป็นไปไม่ได้ ตราบที่การเมืองยังเป็นฝักเป็นฝ่าย

Advertisement

บ้านเมืองจะสงบเรียบร้อยอยู่ได้ ผู้ถือกฎหมายต้องบังคับใช้กฎหมายกับทุกคนให้เป็นไปตามกฎหมาย

เบื้องต้นของการบังคับใช้กฎหมายคือเจ้าพนักงานสอบสวน หรือตำรวจ หากตำรวจปล่อยปละละเลย จับคนโน้น ปล่อยคนนี้ ผู้คนในบ้านเมืองจะระส่ำระสาย

เมื่อจับกุมแล้วต้องส่งให้อัยการดำเนินการฟ้องร้องไปถึงศาล หากอัยการตรวจตราสำนวนการฟ้องร้องไม่รอบคอบ หรือมีเหตุอื่นใด ดังเคยปรากฏมาแล้ว เช่น คดีหมดอายุความ นำขึ้นไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลไม่ได้ อย่างนี้ผู้คนอีกฝ่ายย่อมกังขาว่าอัยการอาจเป็นตัวการเสียเองให้ผู้ต้องหาหรือจำเลยหลุดพ้นจากคดี แม้คดีจะยังไม่สิ้นสุด หยิบยกขึ้นมาดำเนินคดีได้อีกก็ตาม หากมีพยานใหม่

สุดท้ายคือ เมื่ออัยการส่งคดีความขึ้นไปให้ศาลพิจารณา พยานหลักฐานที่ส่งจากตำรวจผ่านอัยการขึ้นไปถึงศาล คือหลักฐานสำคัญที่ต้องครบถ้วนกระบวนการ มิฉะนั้นศาลท่านอาจยกฟ้องได้

กระนั้น ทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลยยังมีสิทธิอุทธรณ์จนถึงคดีจบลงที่ศาลฎีกา เป็นอันที่สุด เว้นแต่คดีต้องโทษประหารชีวิต ยังถวายฎีกาได้เป็นที่พึ่งสุดท้าย

แต่เรื่องของการเมือง หากไม่มีประเด็นการฟ้องร้องว่ากระทำผิดตามกฎหมาย ผลการตัดสินที่สุดคือคะแนนเสียงซึ่งหย่อนลงในหีบรับบัตรเลือกตั้งเท่านั้น ไม่มีเป็นอื่น

แม้วันนี้ยังไม่มีการเลือกตั้ง แต่นักการเมืองหลายคนกล่าวหาว่าฝ่ายที่เป็นรัฐบาลพร้อมลงสมัครรับเลือกตั้งด้วยการจัดตั้งพรรคการเมือง มีรัฐมนตรีเป็นกรรมการพรรค เป็นการ “เอาเปรียบ” นักการเมืองที่อยู่ระหว่างจัดตั้งพรรคการเมืองและจัดหาสมาชิก

เรื่องของกฎ กติกา มารยาททางการเมือง เป็นเรื่องที่เกิดจากจิตสำนึก เป็นเรื่องของจริยธรรมของแต่ละคน ที่อบรมสั่งสอนมาถึงการใช้ชีวิตและความประพฤติตั้งแต่บิดามารดา ครอบครัว ถึงครูอาจารย์ในโรงเรียน บางคนบวชเรียนอยู่ในศาสนาที่ตนนับถือมาแล้ว ย่อมเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ในอันที่จะประพฤติปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายของบ้านเมือง ให้เป็นไปตามกฎระเบียบของสังคม ให้เป็นไปตามวินัยแห่งอาชีพ

ที่สุดคือเป็นผู้ปฏิบัติตามกฎหมายที่สังคมเห็นดีเห็นชอบร่วมกัน แล้วให้นักการเมืองยกร่างเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติทั้งสังคม ตั้งแต่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ถึงกฎหมายจราจร

การแพ้ชนะไม่ว่าจะเป็นเรื่องของกีฬา เรื่องการพนัน เรื่องของการเมือง หรือเรื่องอื่นใด เป็นเรื่องที่เกิดจากการอบรมบ่มเพาะของแต่ละคนที่ผ่านมาตั้งแต่น้อยคุ้มใหญ่ กระทั่งเป็นวัตรปฏิบัติของตนเอง ไม่มีใครบังคับใครได้ แม้หยิบปืนใส่มือใครคนหนึ่งให้ไปยิงใครอีกคนหนึ่งถึงแก่ความตาย โดยไม่มีการบังคับ ข่มขู่

รับรองได้ว่าจะไม่มีการยิง หรือกระทำผิดกฎหมายเกิดขึ้น

ครั้งหนึ่ง เมื่อผู้เขียนเป็นเด็กเล็กอยู่แล้วประพฤติตนไม่เหมาะสม ผู้ใหญ่บางคนประนามว่า “ลูกพ่อแม่ไม่สั่งสอน” ผู้เขียนตอกกลับไปว่า “พ่อแม่สั่งสอนดีครับ แต่ผมไม่จดจำ ทำตัวไม่ดีเอง”