
•…บรรยากาศการเมืองเริ่มเข้าสู่ความเคลื่อนไหวของแต่ละพรรค ทยอยเลือก “คณะผู้บริหาร” เริ่มเห็นรูปเห็นร่างกันทีละพรรค อย่าง “พลังประชารัฐ” ไม่เพียงใช้ชื่อที่ทำให้รู้สึกถึง “โครงการหลักคือ ประชารัฐ ของรัฐบาล” เท่านั้น แต่ชัดเจนด้วยว่า “คนของรัฐบาล” เรียงหน้ากันเข้ามาเป็น “ผู้บริหารพรรค” โดยที่ “หัวแถว คสช.” ประสานเสียงว่า “ไม่ต้องลาออกจากรัฐมนตรี” ระดับ “ผู้นำประเทศยุคนี้” ไม่มีใครเห็นว่า “เป็นความได้เปรียบพรรคการเมืองอื่น”
•…แต่เอาเข้าจริง “นอกจากอำนาจรัฐ” ที่ทำให้ “พลังประชารัฐ” มีความได้เปรียบแล้ว อย่างอื่นยังมองไม่เห็นว่า “เหนือกว่า” พูดถึง “ผู้สมัครของพรรค” เอาเข้าจริง เปิดตัวออกมาแล้วดูจะไม่ฮือฮาสักเท่าไร ที่เป็นความหวังให้ได้แบบหนักแน่นหน่อยดูจะเป็น “ทีมพลังชล” ที่ คสช.ประเคนให้แบบ “ถึงใจ” ที่เหลือเห็นหน้าเห็นตาแล้วงั้นๆ เป็นความหวังได้ไม่กี่จังหวัด
•…และว่าไป “4 รัฐมนตรี” ที่ขยับมาเป็น “คณะผู้นำ” ตั้งแต่ “หัวหน้าพรรค” ลงไป ไม่เพียง “ผลงานในฐานะรัฐมนตรี” ยังไม่มีอะไรจะประกาศความ “สามารถที่สูงส่ง” ให้เห็นเท่านั้น หากมองในมุม “ประสบการณ์ทางการเมือง” ชื่อชั้นทั้ง 4 คนยังห่างไกล คนที่จะเรียก “คะแนนนิยม” ได้ ที่สุดแล้ว “พลังประชารัฐ” ขายอย่างอื่นไม่ได้เลยนอกจาก ชู พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขึ้นมาเรียกให้คนซื้อ ซึ่งจะเป็นที่ต้องการของตลาดหรือไม่ ได้แต่บอกว่า “โปรดติดตามต่อไป อย่าได้กะพริบตา”
•…เปิดทีมงานออกมาแล้วเช่นกัน “ภูมิใจไทย” แม้จะมาแบบเงียบ แบบรู้กันอยู่แล้วว่า เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล ยืนเป็นตัวหลัก มี “ตระกูลชิดชอบ” เป็น “ผนังทองแดงกำแพงเหล็กในการวางจังหวะก้าว” แต่ บุคลากรชุดใหม่ แทบทุกสาย “มีความหมายต่อคะแนนเสียงทั้งสิ้น เทียบกับ “พลังประชารัฐ” แล้ว ดู “ภูมิใจไทย” จะหนักแน่นในความหวังมากกว่า ถือเป็นการขับเคลื่อนพรรคที่ไม่ธรรมดา
•…ยิ่งฟัง “เสี่ยหนู” ประกาศถึง “จุดยืนในการนำพรรค” ว่า “อยู่กับความเป็นจริง” ประเมินความเป็นไปได้จาก “จำนวน ส.ส.” ที่รับเลือกตั้งมาเป็นหลัก ให้ความหมายว่า “พร้อมร่วมกับทุกฝ่าย” ในภารกิจประเทศ ที่ทุกฝ่ายจะถูกสถานการณ์บังคับให้ร่วมกันแก้ปัญหา ไม่ให้เกิด “ความวุ่นวายหลังเลือกตั้ง” ดูเหมือนว่าถ้า “ภูมิใจไทย” พิสูจน์ให้เป็นที่ประจักษ์ว่า “ได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนในระดับไม่น้อยหน้าใคร” ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล น่าจะโดดเด่นไม่น้อย ด้วยรับรู้กันอยู่ว่า “ความรู้ความสามารถ” และ “ประสบการณ์” งานด้านบริหาร ไม่เป็นสองรองใคร
•…แต่สำหรับ “เพื่อไทย” ความกังวลใจไม่ได้อยู่ที่จะเอาใครมาเป็น “ผู้นำพรรค” หรือ “ผู้สมัครในแต่ละพื้นที่” ด้วยเชื่อมั่นในคะแนนเสียงที่เกิดด้วยความประจักษ์ชัดจากผลงานในอดีต ซึ่งจนป่านนี้ “ทุกการสำรวจทั้งที่โดยเปิดเผยและไม่เปิดเผย” ยังครองความเป็น “พรรคที่มีคะแนนนิยมมากที่สุด” ที่เตรียมการกันจ้าละหวั่นกลับเป็น “พรรคสำรอง” ขนาดที่วางแผนตั้ง “เพื่อธรรม” ไว้แล้ว ยังคิดจะต้องเตรียมไว้อีกพรรค เป้าหมาย “ไม่เสียของ” ที่มี “ไม่ให้เครือข่ายทักษิณกลับมามีอำนาจ” มีพลังการจัดการ แรงเกินกว่าจะไว้ใจกลไกอำนาจได้
•…ที่น่าสนใจเป็น “ประชาธิปัตย์” ที่ยังโกลาหลอยู่กับ “เก้าอี้หัวหน้าพรรค” แม้ที่สุดแล้วคิดกันในทางที่ว่าจะทำให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ พลิกมายืนใน “ความสง่างาม” ได้มากขึ้นในเวทีการเมือง ในฐานะ “ผู้ชนะการหยั่งเสียงสมาชิก” ทว่า “รอยร้าวภายใน” ที่มีอยู่เนิ่นนานมาแล้วจะขยายเป็น “รอยปริแตก” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แยกออกทั้ง “สมาชิก” ที่จะแบ่งฝักฝ่าย โดยมี หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม เป็นตัวแทนหัวแถวของฝ่ายที่แยกออกมา ทั้งใน “เชิงอุดมการณ์พรรค” ที่มี อลงกรณ์ พลบุตร ยืนโดดเด่นอยู่หัวแถวของ “อีกฝ่าย” และทั้งหมดจะเป็นคำถามต่อการนำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยเสียงเรียกร้องให้คิดถึงอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นสาระของ “คำตอบ”
ชโลทร







ถนนสาทรใต้

