หน้าแรก คอลัมนิสต์ รื่นร่มรมเยศ ...

รื่นร่มรมเยศ : พุทธทาสภิกขุ ดอกไม้และก้อนอิฐ ตอนที่ 3 : โดย เสฐียรพงษ์ วรรณปก

7.10.18 | 14:20 น.

ได้ถวายช่อดอกไม้บูชาพระคุณแก้วแล้ว ขอนำก้อนอิฐก้อนหินเล็กๆ สักสองก้อนมาวางประดับสวนโมกข์ให้งดงามด้วย

ดร.ภัทราพร ผู้เสนอบทความ “แก่นพุทธศาสน์ในทรรศนะของพุทธทาสภิกขุ” กล่าวว่า ท่านพุทธทาสเผยแผ่พุทธธรรมด้วยวิธีการ 2 วิธี คือ การใช้ภาษาธรรมและการใช้สัญลักษณ์รูปภาพ ในทรรศนะของท่านพุทธทาส ความหมายที่รู้กันทั่วไปหรือที่ท่านเรียกว่า “ภาษาคน” นั้นไม่ถูกต้อง ไม่ควรใช้ ความหมายโดยนัยหรือ “ภาษาธรรม” เท่านั้นถูกต้อง

ถ้าเชื่ออย่างนี้ก็ออกจะ “สุดโต่ง” ไปข้างหนึ่ง พระพุทธเจ้าที่เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ก็ต้องไม่มี มีแต่ “ความเป็นผู้รู้” ชาติภพที่เป็นภูมิ หรือ existence ก็ต้องไม่มี มีแต่ “ภาวะความมีความเป็น” สังสารวัฏการเวียนเกิดเวียนตายระหว่างภพต่อภพก็ไม่มี มีแต่การเกิดขึ้นและดับไปแห่งตัวกู ของกู หรืออย่างไร? นรก สวรรค์ ชาติหน้า ตามที่บันทึกไว้ในรูปพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎก จะว่าอย่างไร หรือว่ามีเฉพาะในความหมาย “ภาษาธรรม”?

ในเทศนาเรื่อง “ภาษาคนภาษาธรรม” ท่านอ้างพุทธวจนว่า “บัณฑิตย่อมรู้จักเลือกอรรถทั้งสอง คนฉลาดเรียกว่าบัณฑิตเพราะเข้าใจอรรถทั้งสอง” คำว่า “อรรถ” ในที่นี้ท่านพุทธทาสว่าหมายถึง “ความหมายของคำ” หรือภาษาคนกับภาษาธรรมนั่นเอง ถ้าเช่นนั้นจริง พระพุทธเจ้าก็ทรงยอมรับว่าถูกต้องทั้งสองนัย แต่ต้องรู้จักเลือกว่าขณะใดควรใช้ในความหมายไหน การที่ท่านพุทธทาสปฏิเสธนัยภาษาคน ยอมรับแต่นัยภาษาธรรม จึงไม่น่าจะสมหรือลงกันได้กับพุทธวจนะที่อ้างมาข้างต้น

การที่ท่านพุทธทาสมองอะไรเป็นภาษาธรรมไปหมด จนชั้นคำพูดธรรมดาๆ เช่น คำว่า กิน แต่งงาน พ่อ แม่ หญิง ชาย เป็นต้น ดูจะทำให้เฝือไปโดยไม่จำเป็น บางครั้งก็แล่นเลยไปไกลกระทั่งมองคำสอนของศาสนาอื่นเป็นภาษาธรรมไปหมด แล้วตีความให้เขา เช่น “แอปเปิลนั้น หมายถึงผลไม้แห่งความรู้ดีรู้ชั่ว พระเจ้าห้ามกินผลไม้แห่งการรู้ดีรู้ชั่ว ถ้ากินเข้าไปแล้วจะต้องตาย หมายถึง การยึดมั่นถือมั่นดีชั่วแล้วจะต้องทุกข์ตลอด เมื่อยังไม่รู้จักแยกดีชั่วก็ไม่มีการยึดถือและไม่เป็นทุกข์”

Advertisement

เทศนาเรื่อง “พุทธธรรม คริสตธรรม” ก็ดี “สอนพุทธศาสนาผ่านคัมภีร์ไบเบิล” ก็ดีท่านเอาความเข้าใจของท่านบนพื้นฐานแห่งภูมิปัญญาและวัฒนธรรมพุทธไปใส่ให้ไบเบิลซึ่งมีรากฐานมาคนละทางจนชาวคริสต์ที่เคร่งครัดในแนวทางของเขายอมรับไม่ได้ ดั่งที่ท่านบอกไว้ว่า “แต่เพื่อนคริสเตียนเขายืนยันว่าคัมภีร์ของเขาไม่มีความหมายอย่างนั้น”

แต่ก็ยังมีชาวคริสต์อีกกลุ่มหนึ่งเห็นด้วยและเห็นช่องโอกาสอาศัยแนวของท่านพุทธทาสมาตีความพุทธธรรมให้บิดเบี้ยวเข้าไปเสริมหรือรับใช้ศาสนาของตน จนสร้าง “สัทธรรมปฏิรูป” ให้เกิดขึ้นแก่พุทธศาสนาและเลยเถิดไปถึงขั้นย่ำยีพระรัตนตรัยอันเป็นที่เคารพสูงสุดของชาวพุทธ จนได้รับการท้วงติงจากชาวพุทธดังเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว

เจตนาอันบริสุทธิ์ของท่านพุทธทาสที่จะสร้างความเข้าใจอันดีและอยู่ร่วมกันอย่างสันติระหว่างคนต่างศาสนา โดยลงทุนตีความประนีประนอมความหมายของพุทธธรรมให้สอดคล้องกับคริสตธรรม กับได้รับสนองตอบในทางตรงข้าม แทนที่จะเกิดความเข้าใจกันกลับเป็นการสร้างความแตกแยกยิ่งขึ้น เหมือนคนอยู่บ้านใกล้เรือนเคียง อีกฝ่ายหนึ่งคอยลักคอยฉกเอาข้าวของเวลาอีกฝ่ายหนึ่งเผลอ อย่างนี้ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างผาสุกได้อย่างไร

มันแปลกตรงที่ครั้นเจ้าของบ้านเขาเอะอะโวยวายขึ้นมากลายเป็นว่า เจ้าของบ้านเลวที่ไม่เปิดโอกาสให้ขโมยมันลักของได้สะดวก และแปลกยิ่งกว่านั้น ท่านผู้รู้บางท่านกล่าวว่า เราไม่ถูกย่ำยีขนาด (ประเทศลังกา) นั้น เป็นแต่ถูกแย่งชิงเอาไปโดยไม่ถึงกับมีโจรมาปล้นบ้าน หากมีขโมยมาลักเอาไปบ้างเท่านั้น หน้าที่ของคนถือพุทธต้องระวังบ้านเรือนของเรา อบรมบ่มนิสัยคนของเราด้วยความไม่ประมาท โดยไม่ต้องกลัวโจรหรือขโมย (คำนำ “พุทธ-คริสต์ในทรรศนะท่านพุทธทาส”)

ขโมยขึ้นบ้านแทนที่จะตำหนิขโมยกลับไปโทษเจ้าของบ้านไม่ดูแลบ้านช่องให้ดี นับเป็นทรรศนะที่แปลกดี เผลอๆ อีกหน่อยคงจะเสนอให้จับเจ้าของบ้านไปลงโทษแทนขโมยเสียละกระมัง

สัทธรรมปฏิรูปที่เกิดขึ้นโดยน้ำมือของเดียรถีย์ (แปลว่าผู้ถือลัทธิอื่น) เช่นนี้ หลวงพ่อพุทธทาสคงปฏิเสธความรับผิดชอบได้ยาก เพราะส่วนใหญ่เขาได้แนวไปจากท่าน ถ้าต่อไปเขาจะประกาศว่า ศาสนาเขาก็สอนนิพพาน สอนสุญญตาเหมือนกัน ก็คงว่าเขาไม่ถนัดนัก เพราะท่านก็เผลอพูดไว้เหมือนกันว่า ในศาสนาคริสต์ก็มีอนัตตา มีสุญญตา ยังการตีความ “ไม้กางเขน” คือการทำลายเสียซึ่งตัวกูของกูอีกเล่า มิไยเพื่อนคริสเตียนที่เคร่งในคำสอนของเขาไม่เห็นด้วย ท่านก็อุตส่าห์ยัดเยียดให้เขา

แต่เมื่ออ่านเทศนาเรื่อง “อนัตตา” และเรื่อง “ความว่าง” ท่านกลับยืนยันว่า “อัตตา” มีแต่นัยพุทธศาสนา ไม่มีนัยคำสอนลัทธิอื่น ซึ่งสอนให้มีอัตตายึดมั่นถือมั่น

ผมฟังแล้วก็งงเหมือนกันว่า หลวงพ่อท่านจะเอาอย่างไร จะปฏิเสธหรือยอมรับกันแน่