เดินหน้าชน : อาการ ‘กักขฬะ’ โดย : เสกสรรค์ กิตติทวีสิน

8.10.18 | 13:29 น.

กลายเป็นข่าวร้อนแรงในโลกออนไลน์ชั่วพริบตา เป็นเรื่องของการแสดงความคิดเห็นต่อกรณี นายศิริโชค โสภา อดีต ส.ส.สงขลา นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต ส.ส.นครศรีธรรมราช และ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อดีตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งหมดตกเป็นจำเลยในคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร สมัยเป็นนายกรัฐมนตรี ฟ้องทั้งสามข้อหาหมิ่นประมาท ในคดี ว.5 โรงแรมโฟร์ ซีซั่นส์

คดีเดินมาถึงคำตัดสินของศาลอุทธรณ์พิพากษาจำคุกคนละ 1 ปี ปรับคนละ 5 หมื่นบาท ก่อนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์จะ “ให้อภัย” ตัดสินใจให้ทนายผู้รับมอบอำนาจไปยื่นถอนฎีกาในคดีดังกล่าวต่อศาลฎีกา ในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ ภายหลังมีการประสานงานเพื่อแสดงการสำนึกขอโทษต่อสิ่งที่พูดออกไป กลายเป็นที่มาของจดหมายเปิดผนึกขอโทษของนายศิริโชคและเพื่อน “สายล่อฟ้า”อีก 2 คน เผยแพร่ในโลกออนไลน์ และมีการนำเสนอผ่านทางสื่ออย่างต่อเนื่อง

เรื่องลงเอยด้วยดี ทั้งคนให้อภัยที่ไม่ต้องการจองเวรกันต่อไปอีก และคนที่ได้รับการให้อภัยที่ยอมรับในจดหมายเปิดผนึกว่า ทั้งข้อความและการกระทำเป็นการหมิ่นประมาท ไม่ถูกต้องและไม่เป็นความจริง

แต่กองเชียร์ของฝ่ายอดีตนายกฯ ยังมีอารมณ์ค้างอยู่ เลยวิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็นถล่มทลาย พลอยทำให้ข่าวนี้ร้อนแรงต่อเนื่อง

ต้องยอมรับว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนักการเมืองคนหนึ่งที่ถูกด่าสาดเสียเทเสีย ต่อว่าอย่างรุนแรงมากที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยเกิดขึ้นในนักการเมืองหญิงของประเทศไทย หากถูกวิจารณ์จากคนคิดเห็นต่างเรื่องการบริหารประเทศก็เป็นเรื่องของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เท่ากับการถูกเหยียดหยามความเป็นสตรีเพศจากฝีปากของนักการเมืองชาย ที่คะนองปากหวังให้เป็นที่ขบขันต่อหน้าสาธารณะ แม้ฝ่ายตรงข้ามบางคนที่เป็นผู้หญิงด้วยกันก็ยังใช้วาจาส่อเสียดดูถูกดูแคลนจนเลยศักดิ์ศรีในความเป็นเพศเดียวกัน

Advertisement

สำหรับการเมืองแล้ว มีการใช้คำว่า “การสาดโคลน” บ่อยมาก ในยุคนี้ที่กำลังเข้าสู่วงโคจรการเลือกตั้ง มีนักการเมืองหลายคนที่ใช้คำดังกล่าวเพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง และการให้ความเห็นถึงคู่ต่อสู้ฝ่ายตรงข้าม “การสาดโคลน” เป็นวาทกรรมอย่างหนึ่งที่พูดเพื่อหวังผลให้คนที่ฟังคล้อยตาม โดยเฉพาะการพูดในสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องจริงก็สามารถจะพูดจนทำให้พลอยเข้าใจว่าเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง

เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เกิดกระแสดราม่า กรณี “กลอนหู” ของศิลปินแห่งชาติคนหนึ่ง เอาอาการป่วยของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่แจ้งต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ป่วยเป็นโรค “น้ำในหูไม่เท่ากัน” จึงไม่สามารถมาศาลได้ มาถ่ายทอดเป็นบทกวีขบขันก่อนจะบานออกไปว่าแต่งคำไม่เหมาะสม

“กลอนหู” ก่อให้เกิดกองเชียร์ทั้งฝั่งชอบอกชอบใจในเชิงการเมืองกับฝั่งที่ไม่ชื่นชอบ เพราะมีการใช้อุปมาอุปไมยที่ไม่เหมาะสม ต่อมาเจ้าของผลงานได้ลบข้อความดังกล่าวทิ้งจากพื้นที่ออนไลน์

ฝั่งที่ไม่ชื่นชอบส่วนหนึ่งเป็นกองเชียร์ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นั่นก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่น่าสนใจกว่า ในกลุ่มกวี นักเขียน นักวิชาการ ที่มองข้ามเหนือขึ้นไปอีก มองว่าคำที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นกลอนหูเข้าข่ายหยามเหยียดศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง ยังขัดต่อสิทธิเสรีภาพการแสดงออกที่จะต้องไม่ละเมิดทางเชื้อชาติ เพศ และสีผิว ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีของ “อนุสัญญาว่าด้วยการจัดการเลือกปฏิบัติต่อสิทธิสตรีทุกรูปแบบ” ตั้งแต่ ค.ศ.1985

เหตุการณ์ลุกลามถึงขั้นมีข้อเสนอหลายฝ่ายอยากให้ถอดถอนจากตำแหน่งศิลปินแห่งชาติ ที่มีการระบุว่า “สถานะอันทรงเกียรติ ต้องไม่ควรถูกเหยียบย่ำทำลายโดยพฤติกรรมส่วนตัวผ่านบทกวีที่ไม่เหมาะสม”

ขณะที่นักวิชาการบางคนบอกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องน่าสลด เป็นการเปลี่ยนลานกวีให้กลายเป็นลานสังเวยทางเพศ เป็นเรื่องตลกขบขันที่ไม่ควร หากเป็นการวิจารณ์การกระทำทางการเมืองของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ย่อมเป็นสิทธิที่ทำได้จากสิทธิของความเห็นต่าง

วันนี้การเมืองกลับเข้าสู่วงโคจรการเลือกตั้งกันอีกครั้ง สมความปรารถนาของฝ่ายการเมืองที่รอคอยกันมา จะโต้คารมในเกมการเมืองก็ว่ากันไป แต่อย่าไปแสดงการ “กักขฬะ” จนเลยเถิดอีก

เสกสรรค์ กิตติทวีสิน