หน้าแรก คอลัมนิสต์ การจากไปของท่...

การจากไปของท่านโด๋เหมื่อย อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม โดย ธัญญาทิพย์ ศรีพนา

9.10.18 | 13:00 น.

หลังจากที่ประธานาธิบดีเจิ่น ด่ายกวาง (Trần Đại Quang) (เกิดเมื่อ 2 ตุลาคม ค.ศ.1956) ได้เสียชีวิตไปเมื่อวันที่ 21 กันยายน ค.ศ. 2018 ที่ผ่านมา ท่านโด๋เหมื่อย (Đỗ Mười) อดีตเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามก็ได้จากไปอีกท่านหนึ่งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2018 เวลา 23.12 น. หลังจากที่ได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลทหารฮานอยเป็นเวลา 6 เดือน สิริอายุได้ 101 ปี

ตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามนี้เป็นตำแหน่งผู้นำสูงสุดของพรรคและของประเทศเวียดนาม

ท่านโด๋เหมื่อย (เกิดเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 1917-1 ตุลาคม 2018)

ท่านโด๋เหมื่อย มีชื่อดั้งเดิมว่า เหงวียนซวีก๋งเกิดเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1917 ที่ตำบลดงหมี อำเภอแท็งห์จี ฮานอย ท่านดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามในช่วงสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 7 ระหว่างเดือนมิถุนายน 1991 ถึงธันวาคม 1997 หลังจากที่ท่านโด๋เหมื่อยลงจากตำแหน่งเลขาธิการพรรคในปี 1997 แล้ว ท่านเล ขา เฟียว ได้ขึ้นสืบต่อตำแหน่ง

ท่านโด๋เหมื่อยเริ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองเมื่ออายุ 14 ปี โดยเข้าร่วมเคลื่อนไหวกับแนวร่วมมวลชนต่อต้านฟาสซิสต์

ในปี 1939 เมื่อท่านอายุได้ 19 ปี ท่านได้เข้าเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อินโดจีน

Advertisement

ในปี 1941 ในระหว่างการเคลื่อนไหวต่อต้านฝรั่งเศส ท่านถูกจับและถูกตัดสินจำคุกที่คุกหวาหล่อที่ฮานอยเป็นเวลา 10 ปี

อย่างไรก็ตาม ในเดือนมีนาคม 1945ท่านได้หนีออกจากคุกและเข้าร่วมกับขบวนการเวียตมินห์ต่อสู้กับฝรั่งเศส และเข้าร่วมอยู่ในคณะกรรมการพรรคของจังหวัดห่าดง นำการลุกฮือต่อสู้กับฝรั่งเศสที่ห่าดง

ในช่วงการต่อสู้กับฝรั่งเศส ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นนายพลจัตวาของกองทัพประชาชนเวียดนาม และเป็นผู้บัญชาการในการยึดเมืองไฮฟองในช่วงท้ายของสงครามกับฝรั่งเศส และยังได้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคจังหวัดห่า นาม นิง ซึ่งต่อมาแยกเป็นสามจังหวัด คือ จังหวัดห่านาม จังหวัดนามดิ่งห์ จังหวัดนิงบิ่งห์ และเป็นผู้นำในหลายหน่วยงานของพรรคในพื้นที่ทางเหนือของเวียดนาม

ในปี 1955 ท่านได้เป็นผู้นำพรรคเมืองไฮฟอง ในปี 1956 ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการค้า และในปี 1958 ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของกระทรวงนี้ อีกทั้งเป็นผู้แทนในสภาแห่งชาติ

ในเดือนธันวาคม 1969 ท่านดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและเป็นรัฐมนตรีกระทรวงการก่อสร้าง ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานกับโซเวียตรัสเซียในการสร้างสุสานท่านโฮจิมินห์ที่จัตุรัสบาดิ่งห์ในกรุงฮานอยในรัฐบาลของท่านฝ่ามวันดง และเป็นผู้ประสานงานกับรัฐบาลคิวบาในการสร้างโรงแรมถังเหล่ย และในระหว่างปี 1976-1981 ท่านยังคงดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี

ในช่วงปลายคริสต์ทศวรรษ 1970 ท่านยังได้ทำหน้าที่สอดส่องดูแลการเปลี่ยนเวียดนามใต้สู่ระบบสังคมนิยม ในช่วงทศวรรษที่ 1980 ท่านได้รับหน้าที่ในการสอดส่อง กวาดล้างสมาชิกพรรคที่ไร้ประสิทธิภาพและคดโกง

ในปี 1980 ท่านได้รับเลือกเข้าสู่สภาแห่งชาติ

ท่านโด๋เหมื่อยได้รับเลือกเป็นสมาชิกคณะกรมการเมืองในปี 1982 และได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในปี 1988

ระหว่างปี 1991-1997 ในช่วงสมัชชาครั้งที่ 7 ท่านได้รับเลือกจากคณะกรมการเมืองให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ต่อจากท่านเหงวียนวันลินห์ ซึ่งมีปัญหาสุขภาพ

ช่วงเวลาระหว่างปี 1991-1997 นี้ เป็นช่วงเวลาสำคัญยิ่งของเวียดนาม เป็นช่วงเวลาที่เวียดนามกำลังก้าวสู่เวทีการเมืองระหว่างประเทศและแสวงหาการยอมรับจากประชาคมโลก เป็นช่วงสำคัญที่เวียดนามทำการปรับความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศต่างๆ ทั่วโลก กับสหรัฐอเมริกา กับประเทศในกลุ่มอาเซียน กับประเทศในยุโรป แอฟริกา รวมทั้งกับไทย ซึ่งไทยและเวียดนามได้แลกเปลี่ยนการเยือนครั้งสำคัญของนายกรัฐมนตรีของทั้งสองประเทศในเดือนตุลาคม 1991 และมกราคม 1992

ท่านโด๋เหมื่อยได้เยือนไทยในปี 1993 อันเป็นการเยือนครั้งสำคัญยิ่ง เป็นการเยือนไทยครั้งแรกของเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม มีผลต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ท่านมีภาพลักษณ์ของความเคร่งครัด ตรงไปตรงมา ซื่อสัตย์ และยึดมั่นในลัทธิมาร์กซ-เลนิน และธรรมเนียมปฏิบัติดั้งเดิมของเวียดนาม

ในวันที่ 31 มีนาคม 1978 หลังจากที่เวียดนามได้รวมประเทศแล้ว ท่านได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรี ในนามของนายกรัฐมนตรีฝ่ามวันด่ง ว่าด้วยการห้ามการมีทรัพย์สินส่วนตัวในเวียดนาม และยังได้ออกคำสั่งให้ดำเนินการปิดธุรกิจเอกชนทั้งประเทศ มีข่าวว่า ท่านได้มีคำสั่งให้คน 60,000 คนดำเนินการปิดธุรกิจเอกชนทั้งประเทศและยึดมาเป็นทรัพย์สินของรัฐ

เมื่อท่านก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเลขาธิการพรรค ท่านจึงถูกมองว่า เป็นผู้นำอนุรักษนิยมที่สนับสนุนวิสาหกิจภาครัฐที่รัฐเป็นเจ้าของ มีความเด็ดขาด ซึ่งในขณะนั้นท่านหวอวันเกียต ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นหัวหน้ากลุ่มปฏิรูปกลับเห็นว่า เศรษฐกิจภาคเอกชนมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนและต่อความสำเร็จในการปฏิรูปเศรษฐกิจ เวียดนามในช่วงเวลานั้นจึงมีความขัดแย้งทางความคิดในกลุ่มผู้นำ

แม้ว่าในช่วงทศวรรษ 1980 ท่านโด๋เหมื่อยจะเห็นว่า ระบบเศรษฐกิจรวมศูนย์มีความเหมาะสมกับเวียดนามและไม่เชื่อมั่นในการผสมผสานเศรษฐกิจระบบตลาดเข้ากับระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม แต่ต่อมาท่านก็ตระหนักว่า เพื่อความอยู่รอดของประเทศ ประชาชนและพรรค การปฏิรูปทางเศรษฐกิจจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ด้วยเงื่อนไขที่ว่าขั้นตอนในการปฏิรูปเศรษฐกิจนั้นจะต้องไม่รีบเร่งจนเกินไป นอกจากนี้ การล่มสลายของสหภาพโซเวียตในปี 1991 ได้ทำให้ผู้นำเวียดนามต้องตระหนักถึงการปรับตัวในด้านเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งนับแต่นั้นมาเวียดนามจะไม่สามารถพึ่งพาเศรษฐกิจโซเวียตได้ดังก่อนหน้านี้อีกต่อไป

ในปี 1994 สมาชิกคณะกรมการเมือง 4 คน ค้านการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เร่งรีบ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมานโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจได้ประสบความสำเร็จมากขึ้น โดยอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงต้นทศวรรษ 1990 มีถึงร้อยละ 8 โดยเฉลี่ย ทำให้นโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจได้รับการยอมรับจากฝ่ายอนุรักษนิยมมากขึ้น

อนึ่ง เกี่ยวกับนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจ หรือโด่ยเหมย ซึ่งประกาศขึ้นในระหว่างการประชุมสมัชชาพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งที่ 6 ในเดือนธันวาคม 1986 นั้น ท่านเหงวียนวันลินห์เป็นผู้ริเริ่มนโยบายนี้

หลังจากลงจากตำแหน่งท่านโด๋เหมื่อยได้รับแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการกลางพรรคจนถึงปี 2001 เช่นเดียวกับท่านหวอวันเกียตซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างปี 1991-1997 อันเป็นช่วงเวลาเดียวกับการดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคของท่านโด๋เหมื่อย และเช่นเดียวกับท่านเลดึ๊กแอ็งห์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในช่วงเวลาเดียวกัน

ตำแหน่งที่ปรึกษานี้เป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์สำหรับผู้นำของพรรคและของรัฐที่หมดวาระหน้าที่ อย่างไรก็ตาม การแต่งตั้งตำแหน่งที่ปรึกษานี้ได้ยุติลงในเวลาต่อมา

จะเห็นได้จากตำแหน่งหน้าที่ที่ท่านได้รับมอบหมายตลอดมาว่า ท่านได้รับความไว้วางใจอย่างยิ่งจากพรรค

ตามกฎระเบียบของเวียดนาม บุคคลที่ดำรงตำแหน่ง หรือเคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ ประธานาธิบดี (ประธานประเทศ) นายกรัฐมนตรี ประธานสภาแห่งชาติ หรือบุคคลสำคัญที่เสียสละเพื่อชาติ จะได้รับการจัดการพิธีศพอย่างสมเกียรติโดยรัฐ เช่น ท่านเจิ่น ด่าย กวาง ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2018 ที่ผ่านมานี้ ในระหว่างที่ท่านยังคงดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี รัฐได้จัดพิธีศพอันทรงเกียรติเป็นเวลา 2 วัน และจัดขบวนนำท่านไปยังสุสานที่บ้านเกิดในจังหวัดนิงบิ่งห์

หรือกรณีของนายพลหวอ เงวียน ซ๊าป นักวางแผนยุทธศาสตร์ทางทหาร ผู้บัญชาการกองทัพประชาชนเวียดนามและรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม เป็นผู้นำชัยชนะเหนือฝรั่งเศสในการรบที่เดียนเบียนฟู และนำชัยชนะเหนือสหรัฐในสงครามเวียดนาม ก็ได้รับเกียรติจากรัฐบาลในการจัดพิธีศพเมื่อท่านเสียชีวิตในปี 2013 ด้วยอายุ 102 ปี

ท่านโด๋เหมื่อยจึงเป็นผู้นำระดับสูงสุดและนักปฏิวัติคนท้ายๆ ในกลุ่มผู้นำที่ต่อสู้กับฝรั่งเศสและสหรัฐที่เพิ่งเสียชีวิต กลุ่มผู้นำนี้ได้เสียสละในช่วงชีวิตของท่านเพื่อเอกราชและการสร้างชาติเวียดนาม

ผู้นำที่ร่วมสมัยกับท่านโด๋เหมื่อย มีดังเช่น ท่านฝ่ามวันด่ง ท่านเลหยวน (หรือเลอดวน) ท่านเหงวียนวันลินห์ นายพลหวอ เงวียน ซ๊าป ท่านเลดึ๊กเถาะ ท่านเลดึ๊กแอ็งห์ ซึ่งท่านทั้งหลายส่วนใหญ่ได้จากไปหมดสิ้นแล้ว ยกเว้นท่านเลดึ๊กแอ็งห์ซึ่งเชื่อว่ายังมีชีวิตอยู่แต่อยู่ในอาการป่วย