เมื่อสังคมไทยก้าวล่วงสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มที่ตั้งแต่ปี 2548 การเริ่มนับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปมากกว่า 10% การบริหารการจัดการผู้สูงอายุมา 12 ปี สังคมไทยเตรียมรองรับสังคมผู้สูงอายุด้านใดบ้าง คิดแบบพื้นฐานเรามีนโยบายเตรียมรับสังคมผู้สูงอายุที่มีอายุยืนซึ่งในอีก 10-20 ปีข้างหน้าทิศทางใด หากว่าคนไทยอายุเพิ่ม 100 ปี ซึ่งทราบว่าปัจจุบันมีมากกว่า 3,000 คน
ผู้เขียนในฐานะนักสังคมวิทยามองภาพรวมเตรียมการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุในทิศทางใด ดีใจที่รัฐบาลประกาศเป็นแผนงานหลักให้ทุกหน่วยงาน กระทรวง ทบวง กรม สร้างองค์ความรู้ งานวิจัย จัดกิจกรรมเพื่อมองหาทิศทางในการนำความรู้ใหม่ๆ มาเพื่อเตรียมรองรับสังคมผู้สูงอายุที่จะเกิดขึ้นอย่างเต็มที่ การเตรียมการให้นโยบายของรัฐในเรื่องผู้สูงอายุถือเป็นวาระสำคัญของชาติ
สังคมผู้สูงอายุในอีก 10 ปี หากผู้เขียนอายุ 60 ปี นั่งหลับตาเห็นอนาคตว่า อาจต้องพึ่งพาตนเองมากกว่ารอคอยรับสวัสดิการในผู้สูงอายุหรือไม่?
สิ่งที่เราต้องทำในปัจจุบันเพื่อนึกถึงอนาคต หากมนุษย์ต้องสร้างความสมดุล การไม่ดูแลทั้งเรื่องการเงิน ครอบครัว สุขภาพ และสังคมของคนปัจจุบัน จะเป็นผู้สูงอายุที่ไร้คุณภาพ
สังคมไทยเดาใจนโยบายรัฐยากหากจะทำต่อเนื่อง นอกจากกรมกิจการผู้สูงอายุซึ่งงบในการดำเนินงานถือว่าน้อยมาก การวางนโยบายผู้สูงอายุได้รับการส่งเสริมให้มองหาทิศทางรองรับ ซึ่งมีสถาบันการศึกษาหลายแห่งได้รับโจทย์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ โดยการนำของ รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล ดำเนินการชัดเจนกับชุมชน วัด สถาบันการศึกษา กับการสร้างให้ชุมชนเข้มแข็งด้วยกำลังคน โดยเฉพาะผู้สูงอายุ การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ การให้ความรู้ คือ หน้าที่ที่เราต้องปลูกฝังตามนโยบาย “มหาวิทยาลัยรับใช้สังคม” ซึ่งทั้งงานวิจัยและนโยบายการบริการสังคมในพื้นที่นำร่องจังหวัดนครนายกและสระแก้ว
ท่าน ว.วชิรเมธี เน้นความสำคัญสุขนิยม นำหลักธรรมดำรงตนให้พ้นโรค จน เจ็บ ท่านให้มุมมองอย่างเป็นสุขเป็นเรื่องที่มนุษย์ผู้เจือด้วยกิเลสจะเจ็บ ทุกข์ เกิดจากเหตุภายนอกมาสู่ภายในอมทุกข์ จนเป็นผู้สูงอายุที่อมทุกข์ และอมโรคเป็นผู้สูงอายุไร้คุณภาพทางสังคม ต้องสอนเน้นนามธรรมนำไปใช้ได้ อยากสุขต้องลดความอยากเรื่องไม่จำเป็น
ผู้เขียนขอเสนอภาครัฐ และภาคสังคม แบบมุมมองง่ายๆ ดังนี้
1.ชัดเจนต่อการดำเนินงานเรื่องยุทธศาสตร์ให้ทำเรื่องอะไร พื้นที่ไหน มีรูปแบบเช่นใด ทำได้หรือทำไม่ได้ ยุทธศาสตร์ทางครอบครัว ชุมชน สังคมขยับไปในทิศทางรองรับแนวใด?
2.สู่การเตรียมการรับมือสังคมผู้สูงอายุ
– เรื่องการออมแต่หนุ่มสาวราว 30 ปี คนวัย 20-30-40 อีก 30 ปี เป็นผู้สูงอายุที่มีคุณภาพเช่นใด การออมเป็นวาระสำคัญที่จะเป็นส่วนทำให้คนหนุ่มสาวปัจจุบันเป็นคนแก่ที่ดูแลตนเองได้อย่างมีมาตรฐาน รัฐวางระบบไว้เช่นใด?
3.ทำอะไรให้เป็นรูปธรรมชัดเจนได้อย่างไร ผู้สูงอายุประเภทติดเตียงทำภาวะแวดล้อมกลายเป็นซึมเศร้าต้องดูแลสุขภาพก่อนวันพักผ่อน
– งานองค์ความรู้ที่ให้สถาบันการศึกษาได้มีความชัดเจนไม่ให้ซับซ้อน ขอให้ทำในพื้นที่ตนเอง ลงเรื่องวิจัยและพัฒนาไปสู่แนวทางปฏิบัติ ร่วมกับกรมกิจการผู้สูงอายุซึ่งขับเคลื่อนให้มี แต่งบประมาณสำหรับการดำเนินการต่างๆ น้อยมาก การบริหารจัดการจำเป็นต้องเพิ่มแนวทางจัดการให้ได้อย่างเต็มที่
4.ทำอย่างไรให้การประชาสัมพันธ์คนทั้งชาติตระหนักคิด คน 10 ล้านเป็นผู้สูงอายุ “ให้รักสุขภาพ มีงานทำที่พึ่งพาได้สมฐานะ” ให้มีบทบาทหน้าที่ที่จะทำให้เป็นไปได้
5.จัดการงานบางประเภทให้เฉพาะผู้สูงอายุในรูปแบบให้มีรายได้เป็นแบบครอบครัว ศึกษาบริบทจากประเทศญี่ปุ่น
6.ดูรูปแบบการดำเนินนโยบายญี่ปุ่น การใช้ชีวิตของคนญี่ปุ่นและยุโรปหลายประเทศ ที่ทำให้เกิดความสำเร็จ ทำจริง ลงมือจริง มีผลลัพธ์ที่แท้จริง
ทั้ง 6 ประเด็นเป็นส่วนหนึ่งที่ผู้เขียนคิดและไตร่ตรองทำงานใหญ่ไม่ใช่งานนามธรรม ต้องทำให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน สิ่งที่จะวัดความสำคัญ คือ “ผู้สูงอายุสุขภาพดี” “ผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ” การเตรียมการให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพไม่เป็นภาระต่อครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศชาติ ต้องทำอย่างเป็นระบบและมีองค์กรเจ้าภาพรองรับอย่างเข้มแข็ง
จะดูผู้สูงอายุมีคุณภาพในอนาคต 20 ปี ดูคนอายุ 40 ตอนนี้ มีความคิดรักห่วงใยสุขภาพไหม เก็บออมเดือนละเท่าไหร่ มีหลักคิดดำเนินชีวิตไม่เครียดเช่นใด วางแผนให้รักชีวิตแบบสมดุลเช่นใด
ผู้สูงอายุ 10 ล้านคนในปัจจุบันต่างดูแลกันไป แต่อนาคตจะกี่ล้านคน ต้องเริ่มต้นวันนี้ เดี๋ยวนี้ อย่ารอถึงนโยบาย เรื่องรายได้ การออม เรื่องสุขภาพกาย และสุขภาพใจ ทิศทางอาชีพสงวน การดูแลรักษา สังคมอุดมไปด้วยผู้สูงอายุเราต้องพึ่งพาตนเองเช่นใด
การมองภาพรวมดูปัจจุบัน ผู้ดูแลปกครองบ้านเมือง คือ ผู้สูงอายุ จำคำพูดท่านนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2561 “ให้ผู้สูงอายุอยู่ในสังคมได้อย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี” ความเท่าเทียมในสังคมไทย เรื่องคุณภาพ เช่น สวัสดิการผู้สูงอายุเหมาะควรเช่นใด ผู้เขียนมั่นใจว่าผู้สูงอายุที่มีคุณภาพ คือ คุณภาพของประเทศ ทำให้นึกถึงบุคคลระดับท่าน ศ.นพ.ประเวศ วะสี และ ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน และอีกหลายท่าน มองไปข้างหน้าจะเป็นอย่างท่านได้อย่างไร ถอดบทเรียนการใช้ชีวิตของท่านผู้ใหญ่ท่านเหล่านี้เติมเต็มศักยภาพให้คนที่จะเป็นผู้สูงอายุใน 5-10 และ 20 ปีข้างหน้า เตรียมกาย ใจ พึ่งตนเองได้ ไม่เป็นภาระของสังคม เท่านี้ถือว่าเตรียมการพื้นฐาน น่าชื่นชมแล้วล่ะครับที่ยังคงได้รับความเมตตาจากสำนักงานระดับชาติเข้านโยบาย

