หน้าแรก คอลัมนิสต์ อาจารย์คึกฤทธ...

อาจารย์คึกฤทธิ์กับการเมืองไทย โดย ผศ.ดร.สมหมาย จันทร์เรือง

25.04.16 | 16:15 น.
แฟ้มภาพ

20 เมษายนของทุกปี เป็นวันสำคัญที่หลายวงการร่วมรำลึกถึงบุคคลท่านหนึ่งที่รับยกย่องว่าเป็นปราชญ์แห่งสยาม และ “เสาหลักของประชาธิปไตยไทย” คือ ศาสตราจารย์ พล.ต.ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งในบทความนี้ขออนุญาตใช้คำว่า “อาจารย์คึกฤทธิ์”

อ.คึกฤทธิ์ เกิดเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2454 ที่จังหวัดสิงห์บุรี เป็นโอรสคนสุดท้องของ พลโทพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าคำรบ กับหม่อมแดง บุนนาค สำเร็จการศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยแล้วไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ประเทศอังกฤษ สำเร็จปริญญาตรีเกียรตินิยมสาขาปรัชญา การเมือง และเศรษฐศาสตร์

เมื่อกลับจากการศึกษาได้เข้ารับราชการครั้งแรกที่กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง ต่อมาเข้าทำงานในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายสำนักผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย จากนั้นได้ประกอบธุรกิจด้านธนาคาร และงานทางการเมือง

ด้วยความสามารถหลายด้าน และผลงานดีเด่นหลายประการ จึงได้รับยกย่องเป็นศิลปินแห่งชาติสาขาวรรณศิลป์ ปี 2528 อ.คึกฤทธิ์ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2538 หลังจากนั้นโอกาสครบ 100 ปี ชาตกาลได้รับยกย่องจากยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านการศึกษาวัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และสื่อสารมวลชน เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2554 นับเป็นคนไทยลำดับที่ 20 ที่ไดรับเกียรตินี้

งานทางการเมือง

Advertisement

อ.คึกฤทธิ์เป็นผู้เริ่มก่อตั้งพรรคการเมืองพรรคแรกในประเทศไทย ชื่อว่า “พรรคก้าวหน้า” และได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรครั้งแรกของจังหวัดพระนคร (ก่อนรวมกับธนบุรีเป็นกรุงเทพมหานคร) เขต 3 เมื่อพรรคก้าวหน้ารวมกับพรรคประชาธิปัตย์ มีนายควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรคและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อ.คึกฤทธิ์ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยราชการกระทรวงการคลัง ต่อมาเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในคณะรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม

ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2518 อ.คึกฤทธิ์ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร เขต 1 (เขตดุสิต) และได้รับเลือกจากพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 13 ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม 2518 ถึงวันที่ 12 มกราคม 2519 (ประกาศยุบสภา) และรักษาการในตำแหน่งนี้ถึงวันที่ 4 เมษายน 2519 จากนั้นได้ลดบทบาททางการเมือง หันมาเขียนบทความวิพากษ์วิจารณ์การเมืองในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ

ผลงานเด่นที่เป็นแบบอย่างทางการเมือง

แม้ อ.คึกฤทธิ์เข้าสู่วงการเมือง และเป็นนายกรัฐมนตรีในระยะเวลาสั้น แต่ก็เป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากพลเรือน และมีผลงานเด่นเป็นแบบอย่างทางการเมืองได้หลายด้าน ดังนี้

1.การแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น อ.คึกฤทธิ์ได้ตระหนักถึงปัญหานี้ โดยให้ข้อคิดที่คนไทยในยุคนั้นเห็นภาพได้ดี วลีนั้นคือ “หากประเทศไทยไม่มีทุจริตคอร์รัปชั่น ถนนในประเทศไทยคงทำด้วยทองคำ” สิ่งเหล่านี้รัฐบาลและบุคคลหลายฝ่ายต่างสานต่อและหาทางป้องกัน เช่น พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ได้ย้ำเตือนอยู่เสมอว่า “การทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นการโกงชาติ” ตลอดถึงผู้นำศาสนาต่างๆ ก็ร่วมแสดงบทบาทแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างจริงจัง ซึ่งสอดคล้องกับมาตรการขององค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International หรือ TI) ที่ให้ระดับคะแนนประเทศที่โปร่งใสไม่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นด้วยคะแนนเต็ม 10 แต่ประเทศไทยได้การประเมินเพียง 3.5 น้อยกว่าประเทศในเอเชียบางประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง และมาเลเซียที่ได้มากกว่า 5 คะแนน

2.กลยุทธ์การสร้างความสัมพันธ์กับต่างประเทศ อ.คึกฤทธิ์ใช้กลยุทธ์แก้ปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ด้วยการเปิดสัมพันธไมตรีกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน นับเป็นครั้งแรกที่นายกรัฐมนตรีไทยไปเยือนประเทศนี้ ทำให้ปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์คลี่คลายลงในที่สุด และเป็นแบบอย่างของผู้นำรัฐบาลยุคต่อมาในการไปเยือนต่างประเทศด้วยวัตถุประสงค์สำคัญคือการรักษาผลประโยชน์ของชาติ

3.นโยบายเงินผัน อ.คึกฤทธิ์ถือเป็นนโยบายหลัก เพื่อพัฒนาท้องถิ่นและชนบท โดยมอบให้ผู้บริหารราชการส่วนท้องถิ่นนำไปพัฒนากิจกรรมด้วยตนเองตามที่เห็นเหมาะสม โดยเป็นนโยบายที่รัฐบาลสมัยต่อมานำไปใช้จนถูกเรียกว่า “นโยบายประชานิยม” นโยบายนี้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ดำเนินการโดยประชาชนและเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

4.การบริหารด้วยการประสานประโยชน์ เมื่อพรรคกิจสังคม ซึ่ง อ.คึกฤทธิ์เป็นหัวหน้าพรรค ได้รับเลือกตั้งมาเพียง 18 เสียง จึงต้องร่วมกับพรรคการเมืองอีก 8 พรรค เพื่อจัดตั้งรัฐบาลด้วยการประสานประโยชน์แบ่งโควต้ารัฐมนตรีอย่างเหมาะสม และการบริหารประเทศก็ใช้นโยบายรับฟังความเห็นจากประชาชนส่วนใหญ่ มิได้ใช้อำนาจสิทธิขาดแบบเผด็จการ นับเป็นแบบอย่างที่ดีในการบริหารบ้านเมือง ซึ่งต่อมาพัฒนามาสู่การบริหารแบบธรรมาภิบาล

5.การนำหลักศาสนามาใช้ในการบริหาร ในความเป็นพุทธศาสนิกชน อ.คึกฤทธิ์ได้การบริหารตามแนวพุทธด้วยการประยุกต์คำสอนในพุทธศาสนามาใช้ทั้งในชีวิตประจำวัน และการบริหารกิจการบ้านเมือง อันเป็นมาตรฐานทางคุณธรรมจริยธรรมที่จำเป็นต้องมีสำหรับคุณสมบัติของนักการเมือง และกิจกรรมทางการเมือง ถือเป็นแบบอย่างพฤติกรรมของนักการเมือง และผู้บริหารบ้านเมืองที่ควรนำไปประพฤติปฏิบัติ

บทบาททางการเมืองของ อ.คึกฤทธิ์ที่กล่าวมานี้ น่าจะเป็นแบบอย่างให้นักการเมืองและผู้บริหารบ้านเมืองได้พิจารณานำไปปฏิบัติ พร้อมร่วมรำลึกต่อผลงานและคุณูปการของท่านที่มีต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย