หน้าแรก คอลัมนิสต์ เน วินกับระบอ...

เน วินกับระบอบเผด็จการทหารในพม่า (4) โดย ลลิตา หาญวงษ์

12.10.18 | 13:00 น.
เน วิน ระหว่างเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ค.ศ.1963 ในภาพจะเห็นโจว เอินไหล (ขวา) และด่อ ขิ่น เม ตัน ภริยาเน วิน (ภาพจาก Wilson Center)

เมื่อพม่าได้รับเอกราชในปี 1948 (พ.ศ.2491) โลกกำลังเข้าสู่ยุคแห่งการเผชิญหน้าของมหาอำนาจ 2 ขั้ว อเมริกาในฐานะผู้นำฝ่ายเสรีประชาธิปไตยขั้วหนึ่ง และสหภาพโซเวียตในฐานะผู้นำฝ่ายคอมมิวนิสต์อีกขั้วหนึ่ง เมื่อสงครามเย็นอุบัติขึ้น รัฐบาลพม่ากำลังกรำศึกหลายด้าน นอกจากจะต่อสู้กับกองกำลังของชน
กลุ่มน้อย โดยเฉพาะ KNDO (Karen National Defence Organisation) กองกำลังติดอาวุธปีกหนึ่งภายใต้ KNU (Karen National Union) ของชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงแล้ว รัฐบาลกับกองทัพพม่ายังต้องรับศึกจากกองกำลังของจีนคณะชาติ (ก๊กมินตั๋ง) ที่แทรกซึมเข้าไปในรัฐฉาน มิพักต้องเร่งกำจัดอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งพม่า

ปัญหาภายในประเทศทำให้รัฐบาลพม่าตัดสินใจไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (non-alignment) วางตัวเป็นกลางทางการเมืองในเวทีระดับโลก ในปี 1955 เมื่อมีการประชุมกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดขึ้นที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นประเทศสมาชิกในกลุ่มไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจากเอเชียและแอฟริกาเข้าร่วมหลายชาติ รวมทั้งโจว เอินไหล ตัวแทนจากจีนที่ไปเข้าร่วมการประชุมด้วย อู นุ แสดงออกว่าตนต้องการเป็นผู้นำ แต่เน วิน ไม่เห็นด้วยกับท่าทีของอู นุ อนึ่ง ควรกล่าวถึงด้วยว่าอู นุ มีความสัมพันธ์อย่างดีกับโจว เอินไหล โจวซึ่งครองชีวิตโสดและไม่มีบุตร ถึงกับเอ่ยปากรับบุตรของอู นุ คนหนึ่งเป็นบุตรบุญธรรม

ความสัมพันธ์พิเศษระหว่างอู นุกับโจว เอินไหล ดูจะสร้างความกระอักกระอ่วนให้เน วิน มิใช่น้อย หลังจากนี้ เน วิน และกองทัพจะเร่งสร้างผลงานเพื่อชนะใจรัฐบาลจีน หลังการประชุมที่บันดุงไม่นาน เน วิน ไปเยือนจีนพร้อมกับผู้นำระดับสูงในกองทัพพม่าอีก 13 คน เน วินและนายทหารอีกคนหนึ่งใช้เวลาที่จีนนานถึง 2 สัปดาห์ แต่นายทหารอีก 11 คนอยู่ที่จีนร่วม 2 เดือน ในระหว่างนี้ เน วิน มีโอกาสได้เข้าพบโจว เอินไหล และประธานเหมา เจ๋อ ตุงด้วย การทัวร์จีนในครั้งนั้นสร้างความประหลาดใจให้กับเน วิน อย่างมาก เพราะนับเป็นการเปิดโลกทรรศน์ให้นายพลหนุ่มที่มีประสบการณ์ด้านการบริหารน้อย และเปลี่ยนทัศนคติที่เขามีต่อจีนไปโดยสิ้นเชิง นายพลหนุ่มผู้นี้จะเริ่มสนใจกิจการต่างประเทศมากขึ้น เขาเริ่มอยากรู้บทเรียนที่ประเทศอื่นๆ ได้รับจากปฏิบัติการต่อต้านคอมมิวนิสต์ เน วินขอเข้าพบทูตทหารของอังกฤษเพื่ออภิปรายเกี่ยวกับสภาวการณ์ฉุกเฉินในมลายา ที่กองทัพฝั่งอังกฤษและเครือจักรภพรบกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายา เป็นสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อนานนับทศวรรษ

การอภิปรายระหว่างเน วินกับทูตทหารของอังกฤษ พันเอก โอลิเวอร์ เบอร์เกอร์ ในครั้งนั้นกินเวลาถึง 3 วัน โรเบิร์ต เอช. เทเลอร์ ผู้เขียนชีวประวัติของเน วิน มองว่าประสบการณ์การเยือนจีน และการพูดคุยกับทูตทหารอังกฤษในช่วงเวลาเดียวกันชี้ให้เห็นว่าเน วิน มีความอาฆาตพยาบาทฝั่งคอมมิวนิสต์ และจะไม่ยอมเจรจากับฝั่งคอมมิวนิสต์ เมื่อเบอร์เกอร์กล่าวกับเน วิน ว่าทางการมลายา นำโดยนายกรัฐมนตรีตุนกู อับดุล ราห์มาน พยายามประนีประนอมกับพรรคคอมมิวนิสต์มลายาของจีนเป็ง โดยเสนอการนิรโทษกรรมให้สมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์มลายา แต่เน วินกล่าวกับเบอร์เกอร์ว่าพม่าจะไม่ยอมทำแบบมลายาเด็ดขาด

ความเกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ของเน วิน ยังสะท้อนออกมาเมื่อนิกิตา ครุชชอฟ เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ และผู้นำสหภาพโซเวียต และนีโคไล บุลกานิน ประธานสภารัฐมนตรี เยือนพม่าอย่างเป็นทางการในปี 1955 (ลองสังเกตดูว่าเหตุการณ์สำคัญๆ ในพม่าหลายเหตุการณ์เกิดในปี 1955) ในการนี้ อู นุ ให้การต้อนรับครุชชอฟและคณะเป็นอย่างดีตามหน้าที่ แต่ฝั่งโซเวียตไม่ยอมใช้คณะรักษาความปลอดภัยที่เน วิน จัดเตรียมไว้ให้ เน วิน รู้สึกเสียหน้าจากเหตุการณ์ครั้งนั้น และทำให้เขายิ่งมีทัศนคติเชิงลบกับโซเวียต รวมทั้งฟากฝั่งคอมมิวนิสต์ทั้งหมด
ในด้านการทหาร เน วิน ยังมองว่าสหรัฐอเมริกาเป็นพันธมิตรอันดับต้นๆ และเป็นแหล่งซื้ออาวุธหนักที่พม่าติดต่อได้สะดวก แม้เน วิน จะยังไม่ไว้ใจสหรัฐอเมริกาในหลายๆ เรื่อง เช่น สหรัฐมอบความช่วยเหลือให้ประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก รวมทั้งจัดหาอาวุธให้เพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์ ประเทศที่ได้รับความช่วยเหลือจากสหรัฐที่เคยเป็นคู่ค้ากับพม่าจึงเลิกซื้อของจากพม่า และหันไปรับความช่วยเหลือและ “ของฟรี” จากสหรัฐแทน นอกจากนี้ เน วิน ยังไม่ไว้ใจการให้ความช่วยเหลือของสหรัฐ โดยรัฐบาลอเมริกันสามารถเข้ามาก้าวก่ายกิจการภายในของพม่าได้ (เป็นส่วนหนึ่งในสัญญาขอความช่วยเหลือ)

Advertisement

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าในยุคนั้น อาจกล่าวได้ว่าพม่าไม่ได้มองว่าไทยเป็นมหามิตรถาวร ในพม่าได้รับเอกราชแรกๆ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพม่าที่ดูเหมือนจะดำเนินไปอย่างดี อาจเป็นเพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างนายกรัฐมนตรีอู นุ กับจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีของไทย ที่แน่นแฟ้นเป็นพิเศษ แต่ระหว่างปี 1948 ถึง 1957 (พ.ศ.2500) อันเป็นปีที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารรัฐบาลของจอมพล ป. ไทยกับพม่ามีข้อพิพาทด้านดินแดนมาโดยตลอด โดยฝั่งพม่ามองว่าฝั่งไทยคอยช่วยเหลือกองกำลังของ KNDO อย่างลับๆ และกองทัพอากาศพม่าก็เคยตามเข้ามาไล่ล่ากองกำลังของจีนคณะชาติถึงฝั่งไทย ทำให้หมู่บ้านไทย 2 แห่งได้รับความเสียหาย จนเกิดเป็นข้อพิพาทชั่วคราวระหว่างสองประเทศ

จากเหตุการณ์นี้ กองทัพพม่าเริ่มไม่ไว้วางใจไทย ทั้งในฐานะเพื่อนบ้านที่เคยมีข้อพิพาทมาแต่เก่าก่อน ตั้งแต่เมื่อจอมพล ป.สถาปนารัฐไทยเดิมในรัฐฉาน โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพญี่ปุ่นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 มาถึงการจัดหาอาวุธให้กับชนกลุ่มน้อยที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับกองทัพพม่า แน่นอนว่ากองทัพไทยไม่เคยออกมายอมรับว่าเคยช่วยเหลือให้ชนกลุ่มน้อยจับปืนขึ้นสู้กับรัฐบาลพม่า แต่ก็มีผู้ยืนยันว่ารัฐบาลไทยให้การสนับสนุนกองกำลังของชน
กลุ่มน้อยในพม่ามาร่วม 4 ทศวรรษ แม้จะมีความพยายามจากฝั่งพม่าที่ขอให้ไทยยกเลิกการช่วยเหลือชนกลุ่มน้อยตามตะเข็บชายแดนไทย-พม่า แต่ก็ไม่เป็นผล

ความสัมพันธ์ระหว่างเน วินกับมหาอำนาจ รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยเป็นไปในลักษณะ “ขึ้นๆ ลงๆ” แต่ได้สะท้อนลักษณะนิสัยส่วนตัวของเขาที่มีแต่ความระแวง ตลอดทศวรรษ 1950 พยายามแสดงให้โลกเห็นว่าเขาไม่ได้โอนอ่อนไปทางฝั่งใด แต่จะเลือกคบมิตรที่จริงใจกับพม่ามากกว่า อย่างไรก็ดี หลังจากรัฐประหารปี 1962 แล้ว ท่าทีของเน วิน จะเปลี่ยนไปอีกครั้ง ติดตามตอนต่อไปได้ในสัปดาห์หน้า