ประวัติศาสตร์การเมืองไทย บอกว่าคนเป็นตัวแทนของระบบราชการ ไม่ว่าทหาร, ตำรวจ, ตุลาการ ฯลฯ ไม่ประสบความสำเร็จในกิจกรรมการเมืองประชาธิปไตยที่ต้องเกี่ยวข้องกับประชาชนส่วนใหญ่ เพราะความเป็นเจ้าคนนายคน ทำให้เขาพูดกับชาวบ้านไม่รู้เรื่อง
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บอกไว้ แล้วบอกอีกว่า พรรคการเมืองเฉพาะกิจลักษณะเจ้าคนนายคน ตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนคณะทหาร ล้วนไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่า พรรคเสรีมนังคศิลา (ของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม) หรือพรรคสหประชาไทย (ของ จอมพล ถนอม กิตติขจร) [มติชน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม 2561 หน้า 10]
พรรคทหาร ย้อนยุค หนุนรัฐราชการ
ไทยย้อนยุคด้วยการบริหารประเทศแบบถอยหลังเข้าคลองในโลกไม่เหมือนเดิม โดยดูจากเผด็จการทหารสถาปนารัฐราชการแบบเจ้าขุนมูลนาย ไม่ one stop service
แม้พยายามพรางตนเล่นละครการเมืองแบบประชาธิปไตย แต่ไปกันไม่ได้และเข้ากันไม่สนิท เพราะโดยเนื้อแท้ของตนและกลุ่มแวดล้อมล้วนแสดงออกเป็นเจ้าคนนายคนวางตนเหนือชาวบ้าน แสดงออกชัดเจนในหน่วยงานเกี่ยวกับศิลปวัฒธรรมความเป็นไทย ที่ข้าราชการและครูบาอาจารย์วางตนทำเทียมเจ้านาย
เจ้าขุนมูลนาย เป็นมรดกตกทอดจากรัฐจารีตโบราณของไทย มีเป็นปกติในระบบราชการไทยตั้งแต่หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475
ครั้นรัฐประหาร 2557 ยึดอำนาจจากรัฐบาลเลือกตั้ง เปลี่ยนเป็นรัฐบาลเผด็จการทหาร พยายามฟื้นฟูยกย่องระบบราชการเจ้าขุนมูลนายเป็นรัฐราชการเรืองอำนาจเห็นชัดจากเพิ่มเงินเดือนเพิ่มสวัสดิการเฉพาะข้าราชการ โดยเน้นให้ประชาชนพลเมืองอยู่ใต้อำนาจข้าราชการ ขณะเดียวกันเพิ่มกิจกรรมย้อนยุคทุกชนิด
เท่ากับสนับสนุนความเหลื่อมล้ำกับความล้าหลัง หรือ ไทยเท่ แต่ ไทยไม่เท่า ได้แก่ ไม่เท่าเทียมกันและไม่เท่าทันโลก

