เมื่อเมืองไทยไร้ป่า โดย วสิษฐ เดชกุญชร

แฟ้มภาพ

ผมเห็นใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ต้องเผชิญกับปัญหาร้อยแปดพันเก้านับตั้งแต่ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครอง และเข้าไปบริหารงานบ้านเมืองตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ.2557 เป็นต้นมา เมืองไทยในขณะนั้น (และขณะนี้) หากเปรียบกับคนก็กำลังเป็นคนไข้หนักด้วยโรคเรื้อรังหลายโรค ไม่ว่าจะแตะตรงไหนก็พบว่าเจ็บป่วยตรงนั้น พล.อ.ประยุทธ์ได้พยายามแก้ปัญหาทั้งหลายด้วยอุบายต่างๆ เริ่มด้วยการใช้อำนาจตามกฎหมายที่มีอยู่แล้วตามปกติ ปัญหาใดที่เห็นว่าไม่สามารถจะคอยให้มาตรการทางกฎหมายธรรมดาปรากฏผล ก็ใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแก้ปัญหานั้น แม้กระนั้นปัญหาก็ยังมิได้ลดน้อยถอยลง เพราะปัญหาใหญ่อื่นๆ ที่คอยการแก้ไขก็ยังมีอยู่อีกเป็นอันมาก

ปัญหาสำคัญและเร่งด่วนอีกปัญหาหนึ่งคือปัญหาป่าไม้ของเมืองไทยซึ่งปรากฏตามสถิติของกรมป่าไม้ว่าถูกรุกและทำลายอย่างไม่หยุดยั้ง ในปี พ.ศ.2555 ป่าถูกรุกเป็นพื้นที่ 43,539 ไร่ มูลค่าความเสียหาย 1,096,112,407 ล้านบาท ปี พ.ศ.2556 ป่าถูกรุก 36,998 ไร่ มูลค่าความเสียหาย 3,444,343,610 ล้านบาท และในปี พ.ศ.2557 ป่าถูกรุกเป็นพื้นที่ 81,962 ไร่ และยังไม่มีการประเมินมูลค่าความเสียหาย

ป่าไม้ที่ถูกรุกเหล่านี้ถูกทำลายลงเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางและข้าวโพด และเป็นต้นน้ำที่เลี้ยงป่าในหลายจังหวัดในภาคเหนือเป็นเนื้อที่มหาศาล เช่น ลุ่มน้ำป่าสัก 800,000 ไร่ ลุ่มน้ำวัง (อำเภอเถิน จังหวัดตาก) 300,000 ไร่ ลุ่มน้ำยม (ในอำเภองาว จังหวัดลำปาง) 400,000 ไร่ ลุ่มน้ำปิง (จังหวัดตาก) 450,000 ไร่ ลุ่มน้ำน่าน 1,800,000 ไร่ และลุ่มน้ำปิง (อำเภออมก๋อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน) 120,000 ไร่ เมื่อถูกถางและทำลายลงจนเตียนโล่ง ผลกระทบที่ได้รับทันทีก็คือไม่มีต้นไม้ที่จะรองรับและขังน้ำจากฝนที่ตกลงมา น้ำฝนไหลลงสู่ลุ่มน้ำในที่ต่ำโดยปราศจากการควบคุม เป็นเหตุให้น้ำท่วมอย่างมหาศาลและรุนแรง พืชพันธุ์ธัญญาหารเสียหาย ครั้นเมื่อน้ำไหลผ่านไปแล้วพื้นดินก็แห้งแล้ง ไม่สามารถจะเพาะปลูกอะไรได้ ขณะที่เขียนเรื่องนี้ แม่น้ำบางสายเช่นแม่น้ำยม ตั้งแต่ในเขตอำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ลงไปจนถึงเขตอำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร น้ำเหือดแห้งจนใช้เป็นสนามกีฬาและสนามเด็กเล่นได้ ผลกระทบอีกอย่างหนึ่งก็คือไม่มีน้ำสำหรับผลิตน้ำประปา ชาวบ้านต้องอาศัยน้ำบ่อดื่มและใช้สอยแทน

การรุกและทำลายป่านั้นมิใช่เพิ่งเกิด แต่เกิดมานานแล้ว และเกิดโดยเจ้าหน้าที่ราชการที่เกี่ยวข้องรู้เห็นแต่ปล่อยปละละเลย และในหลายกรณีร่วมมือกับผู้รุกและทำลายป่าด้วย ทั้งโดยถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ในหลายพื้นปัญหาแทรกซ้อนที่ตามมาหลังจากการรุกและทำลายป่าก็คือ ชาวบ้านใช้เผาทำลายป่าเพื่อให้ได้พื้นที่เพาะปลูก ทำให้เกิดปัญหาฝุ่นควันรุนแรงในบางจังหวัด เช่น เชียงใหม่ เชียงราย กระทบถึงสุขภาพของประชาชนในจังหวัดนั้นๆ ด้วย

ขณะนี้ไม่ปรากฏชัดว่าทางราชการถือว่าปัญหานี้เป็นปัญหารีบด่วนที่จะต้องแก้ไขโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ดูเหมือนทางราชการจะใช้วิธีประชุมหารือกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาการเพาะปลูก ซึ่งเป็นปลายเหตุ ส่วนต้นตอของปัญหาคือการรุกและทำลายป่านั้น ยังไม่ได้ยินว่าใครคิดจะแก้ไขอย่างไร

ผมตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอยู่เป็นเวลากว่า 12 ปี และได้เห็นพระราชอุตสาหะเวลาเสด็จฯทรงเยี่ยมราษฎร โดยเฉพาะในจังหวัดภาคเหนืออันเป็นต้นน้ำ และได้ยินพระราชกระแสรับสั่งครั้งแล้วก็ครั้งเล่าเกี่ยวกับเรื่องน้ำ เคยรับสั่งแนะนำว่าป่าไม้อาจจะเกิดได้โดยไม่ต้องปลูก คือทิ้งป่าไว้ตรงที่ต้องการโดยไม่ต้องทำอะไรเลย ให้ต้นไม้เจริญเติบโตเองโดยไม่ต้องปลูกหรือบำรุง และสำหรับต้นน้ำนั้น ทรงแนะนำให้ปลูกต้นไม้พันธุ์เดียวกับที่มีอยู่เดิมโดยปลูกแซม และให้งดปลูกไม้ต่างพันธุ์ต่างถิ่น จนกว่าจะมีการศึกษาให้รู้แน่ชัดเสียก่อน

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เคยพระราชทานพระราชดำรัสไว้เมื่อปี 2534 ว่า “ป่าไม้ช่วยซึมซับน้ำฝนไว้ใต้ดิน เรียกว่าน้ำใต้ดิน ค่อยๆ ระบายลงมาเป็นธารน้ำ เป็นลำคลอง เป็นแม่น้ำ ให้เราได้ใช้กันตลอดมา เราจึงควรถนอมรักษาป่าไว้ให้คงอยู่เป็นต้นน้ำลำธาร เพื่อว่าลูกหลานของเราจะได้ไม่ลำบาก”

ทั้งสองพระองค์สู้ทรงสละพระวรกายและพระราชหฤทัยเพื่อความอยู่ดีกินดีของประชาชน ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องตามรอยพระยุคลบาทแก้ปัญหาป่าไม้ของเมืองไทยโดยด่วนที่สุด ก่อนที่เมืองไทยจะกลายเป็นเมืองร้างเพราะไร้ป่า

บทความก่อนหน้านี้วอนช่วยชาวอ่างทองป่วยประหลาด เนื้อท้องที่ผ่าตัดบวมนูน มีชีวิตยากลำเค็ญ
บทความถัดไป“ช็องเซลีเซ”ประกาศห้ามรถเข้า เปิดเป็นถนนคนเดินทุกวันอาทิตย์แรกของเดือน หวังลดปัญหามลพิษ