จากกรณีที่เจ้าของคอนโดย่านพระราม 3 เข้าร้องเรียนสำนักงานเขตบางคอแหลมเรื่องวัดไทรได้ตีระฆังในช่วงเข้าพรรษาของทุกๆ เช้ามืดในเวลาประมาณตีสามตีสี่เป็นประจำทุกๆ วัน อันเป็นการส่งเสียงรบกวนและสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้พักอาศัยในคอนโดที่ติดบริเวณวัด ต่อมาสำนักงานเขตบางคอแหลมได้มีหนังสือขอความร่วมมือวัดไทรให้พิจารณาปรับลดเสียงและช่วงเวลาในการตีระฆังให้เหมาะสมเพื่อป้องกันการสร้างความเดือดร้อนแก่ผู้พักอาศัยในบริเวณใกล้เคียง และอีกกรณีหนึ่งที่มีผู้ร้องเรียนแจ้งว่ามัสยิดบางอุทิศ เขตบางคอแหลมมีการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาผ่านเครื่องขยายเสียงส่งเสียงดังรบกวน ตั้งแต่เวลาประมาณตีสี่เป็นประจำทุกวัน สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ที่พักอาศัยบริเวณใกล้เคียง สำนักงานเขตบางคอแหลมจึงมีหนังสือขอความร่วมมือให้มัสยิดบางอุทิศระมัดระวังในการป้องกันและควบคุมเสียงในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาผ่านเครื่องขยายเสียง และให้ใช้เสียงในระดับที่เหมาะสม เพื่อไม่ก่อเกิดเสียงดังรบกวนผู้อาศัยบริเวณใกล้เคียงนั้น
เรื่องนี้มีเหตุชวนให้คิดว่า ลักษณะความเป็นอยู่ของสังคมเมืองในยุคสมัยใหม่ที่ผู้คนมาจากหลายเชื้อชาติและต่างศาสนากับความแออัดในชุมชนของคนกรุงเทพฯที่นับวันจะแน่นขนัดขึ้นทุกวี่ทุกวัน อะไรคือจุดสมดุลระหว่างการเคารพสิทธิของผู้อื่นกับการถ้อยทีถ้อยอาศัยในการอยู่ร่วมกันตามประเพณีสังคมไทย
หากมองเฉพาะความยืดหยุ่นเป็นเกณฑ์ คือมองว่าความสัมพันธ์ของสังคมไทยเป็นแบบหลวมๆ เมื่อมีการกระทบกระทั่งกันเล็กน้อยก็สามารถทนๆ กันไปได้นั้น เราก็อาจจะมองข้ามในเรื่องการให้ความเคารพสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่นไปได้เช่นกัน เรื่องนี้จึงควรมีมุมมองในด้านข้อกฎหมายประกอบกันเคียงคู่ไปด้วยกับมุมมองด้านวัฒนธรรมด้วย เพื่อจะสามารถอธิบายได้ว่า สิทธิและเสรีภาพของบุคคลนั้นควรมีขอบเขตจำกัดตามกฎหมายในการอาศัยอยู่ร่วมกันเป็นเช่นใด
ในเรื่องเหตุเดือดร้อนรำคาญเพราะเสียงดังนั้น กฎหมายได้บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 25(4) ในเรื่องของเหตุรำคาญ โดยอนุมาตรา 4 กำหนดไว้ว่า การกระทำใดๆ อันเป็นเหตุให้เกิดกลิ่น แสง รังสี เสียง ความร้อน สิ่งมีพิษ ความสั่นสะเทือน ฝุ่นละออง เขม่า จนเป็นเหตุให้เสื่อมหรืออาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้ถือว่าเป็นเหตุรำคาญตามกฎหมาย ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 74 ในเรื่องของเสียงที่เป็นเหตุรำคาญ ได้แก่ การเคาะ ตี ทุบโลหะ การตอกเสาเข็ม ซึ่งต้องมีลักษณะที่กระทำการเป็นประจำ จนเกิดสภาวะที่กระทบต่อการดำรงชีพโดยปกติสุขของประชาชนใกล้เคียง
แต่เหตุรำคาญเพราะเสียงดังเช่นว่าจะใช้มาตรฐานอะไรมากำหนดนั้น ในปัจจุบันข้อมูลจากกรมอนามัยยังไม่มีหลักเกณฑ์ชี้ชัดว่าจะใช้หลักฐานมาตรฐานหรือเครื่องมือที่สามารถวัดได้อย่างชัดเจนว่าเสียงดังในระดับใดจะก่อให้เกิดเป็นเหตุรำคาญตามกฎหมาย โดยให้ถือว่าเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานสาธารณสุขเป็นกรณีๆ ไป
กรณีเสียงระฆังของวัดไทรที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น มีความดังอยู่ที่ 61 เดซิเบล ในขณะที่ค่ามาตรฐานของเสียงที่มีความดังจนก่อให้เกิดภยันตรายต่อระบบการได้ยินตามกฎหมายแรงงานนั้นระบุไว้ไม่ให้เกิน 80 เดซิเบลเอ (เสียงที่มนุษย์ได้ยินจะมีหน่วยเป็นเดซิเบลเอ) โดยเสียงมาตรฐานที่จะไม่ทำให้บุคคลเกิดสภาวะการสูญเสียการได้ยินแบบถาวรคือเสียงดังระดับ 75 เดซิเบลเอ อย่างไรก็ดี เสียงที่มีระดับต่ำกว่า 80 เดซิเบลเอ ก็ยังอาจถือว่าเป็นเสียงรบกวนและก่อให้เกิดความรำคาญได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์และความยาวนานของเสียง และจะต้องไม่ลืมด้วยว่าสภาวการณ์ที่จะทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามนัยแห่งมาตรา 25(4) นั้น ยังจะต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสุขภาพของผู้สูงอายุ เด็ก หรือผู้เป็นโรคนอนหลับยาก และผลกระทบทางด้านสุขภาพจิตของผู้ที่ได้ยินเป็นประจำด้วยเช่นกัน
เรื่องราวของเสียงที่ดังในศาสนสถานนี้ ได้มีคดีเกิดขึ้นในต่างประเทศเช่นกัน โดยล่าสุด ศาลปกครองแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเพิ่งมีคำตัดสินเป็นครั้งแรก โดยศาลมีคำสั่งห้ามมิให้ประกอบศาสนกิจและพิธีที่มีเสียงดังไปกระทบต่อผู้ที่อาศัยบริเวณใกล้เคียง แต่ศาสนสถานที่ว่านั้นไม่ใช่วัดไทยหรือโบสถ์คริสต์ แต่เป็นมัสยิดอิสลามที่มีการส่งเสียงสวด (อาซาน) ผ่านลำโพง
ซึ่งเรื่องนี้เกิดจากการฟ้องร้องของสามีภรรยาชาวคริสเตียนในเมือง Oer-Erkenschwick โดยร้องเรียนว่าเสียงอาซาน (การเรียกเพื่อละหมาดของอิสลาม) นั้น เป็นการละเมิดเสรีภาพในการนับถือศาสนาของพวกเขา โดยทนายผู้ฟ้องร้องอ้างว่า เนื้อหาคำพูดกระจายเสียงของอิหม่าม มีลักษณะกึ่งบังคับให้ผู้ฟังต้องหันเหในการเข้าหาอีกศาสนาหรืออีกลัทธิหนึ่ง อย่างไรก็ดี ศาลปกครองแห่ง Gelsenkirchen ไม่เห็นด้วยกับข้อกล่าวอ้างของสองสามีภรรยาในประเด็นการถูกลิดรอนเสรีภาพในการนับถือศาสนา แต่ศาลได้มีคำสั่งให้มัสยิดดังกล่าวหยุดการสวดผ่านลำโพงไปชั่วคราว เนื่องจากทางเทศบาลของเมืองดังกล่าวไม่ได้จัดให้มีการประเมินมัสยิดตามคำร้องของกลุ่มชุมชนมุสลิมเชื้อสายตุรกี ซึ่งศาลไม่ได้ห้ามมัสยิดดังกล่าวที่จะยื่นคำร้องขอต่อใบอนุญาตการประเมินเช่นว่านั้น
ส่วนในประเทศอินโดนีเซีย เกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา เมื่อสตรีชาวพุทธเชื้อสายจีนวัย 44 ปี ได้ร้องเรียนว่าตนได้รับความเดือดร้อนจากเสียงของมัสยิดที่อยู่ใกล้กับบ้าน ซึ่งต่อมาข้อร้องเรียนดังกล่าวนำไปสู่การจลาจลระหว่างศาสนา และศาลเมืองเมคานได้ตัดสินจำคุกสตรีคนนี้เป็นเวลา 18 เดือน ในข้อหาหมิ่นศาสนา จนก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากหลายๆ ฝ่ายในสังคม นอกจากนี้ คณะกรรมการปราบปรามทุจริตของอินโดนีเซียยังได้เข้าควบคุมตัวผู้พิพากษาที่นั่งบัลลังก์ตัดสินคดีนี้ เพราะเชื่อว่าอาจมีส่วนพัวพันกับการรับสินบน
ผลจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้กระทรวงกิจการศาสนาของอินโดนีเซียออกประกาศขอความร่วมมือมัสยิดทุกแห่งทั่วประเทศให้งดใช้เครื่องขยายเสียงในช่วงเวลาที่คนส่วนใหญ่กำลังหลับนอน ยกเว้นการทำอาซานซึ่งก็ควรออกอากาศในช่วงเวลาที่เหมาะสม และมีข้อกำหนดด้วยว่าผู้ที่อาซานจะต้องมีน้ำเสียงที่ไพเราะด้วย
ดังที่เราได้เห็นในปรากฏการณ์ในต่างประเทศ เรื่องราวของเสียงรบกวนจากศาสนสถานนั้นถือว่ามีความละเอียดอ่อนและอาจถึงขั้นเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงทางศาสนาได้ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงควรต้องใช้ความละมุนละม่อมในการทำความเข้าใจระหว่างกัน โดยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและผู้ที่พักอาศัยในย่านดังกล่าวควรร่วมมือกันอธิบายต่อลูกบ้านของตนด้วยว่า เสียงระฆังในวัดวาอาราม เสียงอาซานในมัสยิด และเสียงระฆังในโบสถ์คริสต์นั้น เป็นประเพณีที่สืบสานมายาวนานอยู่คู่กับชุมชน ประชาชนในชุมชนมีสิทธิในการอนุรักษ์วัฒนธรรม การสร้างมิตรภาพระหว่างชาติ กลุ่มเชื้อชาติ และศาสนาที่แตกต่างกันในชุมชน อันถือเป็นสิทธิมนุษยชนประเภทหนึ่ง
ทั้งนี้ รัฐควรต้องจัดให้ความรู้การศึกษาตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ข้อ 13 ด้วย ขณะเดียวกัน สถานที่ประกอบกิจกรรมทางศาสนาก็ควรเคารพสิทธิส่วนบุคคลของผู้อยู่อาศัยใกล้เคียงบริเวณศาสนสถานด้วยเช่นกัน โดยการปรับลดเสียง ขนาดลำโพง และการพยายามหลีกเลี่ยงการใช้เสียงดังในช่วงเวลาที่ผู้คนกำลังหลับนอน และเมื่อทุกฝ่ายยอมถอยคนละก้าวด้วยการทำความเข้าใจในสภาพของสังคม วัฒนธรรมและให้การเคารพสิทธิของแต่ละฝ่ายซึ่งกันและกันแล้ว การแก้ไขปัญหาดังกล่าวก็เชื่อว่าจะคลี่คลายและจบลงได้ด้วยดี
สำหรับการใช้กฎหมายเป็นหนทางในการระงับเหตุข้อพิพาทในเรื่องเกี่ยวกับศาสนานี้ ผู้เขียนเห็นว่าน่าจะเป็นหนทางสุดท้ายหลังจากการใช้ความพยายามในกระบวนการอื่นๆ แล้วไม่เป็นผล ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายเปรียบดังเป็นตัวแทนที่ชอบธรรมของรัฐ การที่รัฐมีคำสั่งหรือคำพิพากษาในเรื่องใดๆ ที่กระทบกระทั่งไปถึงเรื่องศาสนาแล้ว มักจะถูกโยงไปในประเด็นของการเลือกปฏิบัติ การตั้งข้อรังเกียจและมีอคติของชนกลุ่มน้อย และมักจะเป็นเหตุให้มีเรื่องราวใหญ่โตตามมา ยกตัวอย่างเช่นกรณีเรื่องที่เกิดที่ประเทศอินโดนีเซีย ผลกระทบจากการร้องเรียนเรื่องเสียงจากมัสยิดลามใหญ่หลวงไปจนถึงการก่อจลาจลทางศาสนา และยังกระทบกระเทือนไปถึงการจับผู้พิพากษาหญิงที่ตัดสินคดีดังกล่าว นับว่าเป็นการสั่นคลอนกระบวนการยุติธรรมในท้ายที่สุด หรือในเรื่องที่เกิดในประเทศเยอรมนี ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาด้วยเช่นกันว่า จิตสำนึกของชาวเยอรมันและนโยบายของรัฐในการต่อต้านชาวมุสลิมนั้น ได้ขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ ทั่วประเทศเยอรมนี หลังจากการไหลทะลักของผู้อพยพนับล้านคนจากประเทศอิรัก ซีเรีย และประเทศโลกมุสลิมอื่นๆ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2558
ดังนั้น หากการไกล่เกลี่ยในเรื่องของวัดไทรและมัสยิดบางอุทิศไม่เป็นผล ย่อมจะทำให้เกิดเรื่องราวของศาสนสถานแห่งอื่นๆ ตามมาอีกด้วย รวมไปถึงการนำคดีไปฟ้องร้องต่อศาล และในท้ายที่สุด ศาลก็ต้องนำคดีมาตัดสินมีคำพิพากษาและให้เหตุผลที่เหมือนกัน เพราะเหตุรบกวนการนอนหลับจากเสียงดังรำคาญทั้งสองกรณีนั้นได้เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกันคือในเวลาประมาณตีสี่ หากศาลตัดสินในสองคดีนี้ ออกมาไม่เหมือนกัน ย่อมจะนำไปสู่เสียงวิพากษ์วิจารณ์ได้ว่าเป็นการตัดสินที่มีอคติและลำเอียงเลือกปฏิบัติกับชาวมุสลิมได้ และจะนำมาซึ่งปัญหาที่ใหญ่กว่าตามมาด้วยอีกเช่นกัน
ปรวิชย์ มะกรวัฒนะ
อัยการผู้เชี่ยวชาญ
สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายสถาบันกฎหมายอาญา

