เดินหน้าชน : ซ่อนเงื่อน โดย : สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

17.10.18 | 13:23 น.

ไม่ใช่เรื่องแปลก หากรัฐบาลต้องการหารายได้เพิ่ม เพื่อบรรเทาปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่าย ด้วยการเก็บภาษีสินค้าบาป เช่น บุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่ม

แต่กลับมีเรื่องแปลกๆ ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึง เพราะเกรงว่าจะถูกมองว่าไปเข้าข้างธุรกิจสินค้าบาปเหล่านี้ก็คือ

เมื่อมีข่าวร่างกฎหมายเก็บเงินสมทบบัตรทองจากสินค้าบุหรี่เพียงอย่างเดียว

ดูจะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของหลายๆ ฝ่าย ทั้งคณะกรรมการ สปสช. ฝ่ายรณรงค์ต่อต้านบุหรี่ ฝ่ายรณรงค์ต่อต้านสุรา กรมสรรพสามิต ชาวไร่ยาสูบ ผู้ค้ายาสูบ

รวมทั้งกระแสของผู้บริโภคที่ออกมาตั้งคำถามกันผ่านทางโซเชียลมีเดียหลายแง่มุม

Advertisement

แต่คำอธิบายจากผู้ยกร่างกฎหมายระบุทำนองว่า เพราะโครงสร้างภาษีบุหรี่ไม่ซับซ้อน และยังมีกรอบให้เก็บภาษีเพิ่มได้

แต่มีคำถามว่าทำไมไม่เก็บจากยาเส้น ทั้งที่เป็นที่นิยมของนักสูบไทยราว 5 ล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคยาสูบทั้งประเทศ

และมีโครงสร้างภาษีง่ายที่สุดในบรรดาสินค้ายาสูบ เสียภาษีสรรพสามิตเพียง 0.005 บาทต่อกรัม ไม่มีขั้นอัตราภาษีแบ่งตามราคาขายปลีกเหมือนบุหรี่

ที่สำคัญราคาถูกกว่าราคาบุหรี่ 3-4 เท่าตัว

ดังนั้น จึงไม่ควรเลือกปฏิบัติระหว่างกลุ่มเกษตรกรชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศ

ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาดูโครงสร้างภาษีสุราแล้ว จะเห็นได้ว่าไม่น่าซับซ้อน เช่น เบียร์

ทุกวันนี้เสียภาษีสรรพสามิตภายใต้ระบบผสมทั้งตามปริมาณและตามมูลค่าเช่นเดียวกับบุหรี่

หากจะเก็บเงินสมทบก็น่าง่ายกว่าบุหรี่ เนื่องจากไม่มีการแบ่งขั้นอัตราภาษีเหมือนบุหรี่

นอกจากนี้ ภาระภาษีโดยรวมของเบียร์ปัจจุบันยังไม่เกิน 50% ของราคาขายปลีก ไม่เหมือนภาษีบุหรี่รวมกันประมาณ 80% ของราคา

ที่สำคัญสุรายังเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคและการเสียชีวิต หรือบาดเจ็บทุพพลภาพจากอุบัติเหตุ หรือการทะเลาะวิวาทมากมาย

ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลจะละเว้นไม่เก็บเงินสมทบจากสุราด้วย

หากยึดเหตุผลเพื่อหารายได้เข้ารัฐ ก็ต้องหาทางเก็บให้ได้เต็มที่เหมือนกันหมด ไม่มียกเว้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าของโรงงานสุราต่างๆ ล้วนเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่

ยิ่งจะกลายเป็นการตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เพิ่มขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ กฎหมายว่าด้วยการเงินการคลังของรัฐ เพิ่งออกไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ยังมีข้อสงสัยว่าการเก็บเงินภาษีเพิ่มเติมจากบุหรี่ จะขัดกฎหมายวินัยการเงินการคลังที่อนุญาตให้ทำได้เฉพาะภาษีท้องถิ่นหรือไม่

รวมทั้งมีเสียงร้องมาจากกลุ่มเกษตรกรชาวไร่ยาสูบว่า กระบวนการยกร่างกฎหมาย แม้มีการทำประชาพิจารณ์

แต่กลับไม่นำความเห็นที่ได้มาปรับปรุงร่างกฎหมาย และไม่มีการชี้แจงเหตุผลใดๆ

จึงดูเหมือนว่ามีการเร่งรีบเสนอร่างกฎหมาย โดยยังไม่มีการนำข้อมูลผลกระทบมาพิจารณาให้ครบถ้วนเป็นธรรม

กลายเป็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ไม่ได้รับความเหลียวแลในสังคม

หรือเป็นเพราะความผิดที่เกิดมาเป็นชาวไร่ยาสูบ ถูกตราหน้าสินค้าบาป จึงไม่ได้รับการเหลียวแล

แล้วทำไมถึงไม่สั่งห้ามจำหน่ายบุหรี่ เลิกปลูกยาสูบ หันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน

เหมือนที่รัฐบาลรณรงค์ให้เลิกปลูกข้าวเพราะราคาตกต่ำ

ทำเช่นนี้เหมือนหรี่ตาข้างนึง

จึงดูทำท่าจะบานปลาย เมื่อกลุ่มเกษตรกรรู้สึกว่าถูกกระทำซ้ำเติมซ้ำซาก

ถูกรุกไล่หนักขึ้นเรื่อยๆ

จึงมีคำถามตามมาว่า งานนี้มีการเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใดเป็นพิเศษหรือไม่

และเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่จะถึงนี้หรือไม่

สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา