ไม่ใช่เรื่องแปลก หากรัฐบาลต้องการหารายได้เพิ่ม เพื่อบรรเทาปัญหารายได้ไม่พอกับรายจ่าย ด้วยการเก็บภาษีสินค้าบาป เช่น บุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพิ่ม
แต่กลับมีเรื่องแปลกๆ ไม่ค่อยมีใครอยากพูดถึง เพราะเกรงว่าจะถูกมองว่าไปเข้าข้างธุรกิจสินค้าบาปเหล่านี้ก็คือ
เมื่อมีข่าวร่างกฎหมายเก็บเงินสมทบบัตรทองจากสินค้าบุหรี่เพียงอย่างเดียว
ดูจะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของหลายๆ ฝ่าย ทั้งคณะกรรมการ สปสช. ฝ่ายรณรงค์ต่อต้านบุหรี่ ฝ่ายรณรงค์ต่อต้านสุรา กรมสรรพสามิต ชาวไร่ยาสูบ ผู้ค้ายาสูบ
รวมทั้งกระแสของผู้บริโภคที่ออกมาตั้งคำถามกันผ่านทางโซเชียลมีเดียหลายแง่มุม
แต่คำอธิบายจากผู้ยกร่างกฎหมายระบุทำนองว่า เพราะโครงสร้างภาษีบุหรี่ไม่ซับซ้อน และยังมีกรอบให้เก็บภาษีเพิ่มได้
แต่มีคำถามว่าทำไมไม่เก็บจากยาเส้น ทั้งที่เป็นที่นิยมของนักสูบไทยราว 5 ล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของผู้บริโภคยาสูบทั้งประเทศ
และมีโครงสร้างภาษีง่ายที่สุดในบรรดาสินค้ายาสูบ เสียภาษีสรรพสามิตเพียง 0.005 บาทต่อกรัม ไม่มีขั้นอัตราภาษีแบ่งตามราคาขายปลีกเหมือนบุหรี่
ที่สำคัญราคาถูกกว่าราคาบุหรี่ 3-4 เท่าตัว
ดังนั้น จึงไม่ควรเลือกปฏิบัติระหว่างกลุ่มเกษตรกรชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศ
ขณะเดียวกันเมื่อพิจารณาดูโครงสร้างภาษีสุราแล้ว จะเห็นได้ว่าไม่น่าซับซ้อน เช่น เบียร์
ทุกวันนี้เสียภาษีสรรพสามิตภายใต้ระบบผสมทั้งตามปริมาณและตามมูลค่าเช่นเดียวกับบุหรี่
หากจะเก็บเงินสมทบก็น่าง่ายกว่าบุหรี่ เนื่องจากไม่มีการแบ่งขั้นอัตราภาษีเหมือนบุหรี่
นอกจากนี้ ภาระภาษีโดยรวมของเบียร์ปัจจุบันยังไม่เกิน 50% ของราคาขายปลีก ไม่เหมือนภาษีบุหรี่รวมกันประมาณ 80% ของราคา
ที่สำคัญสุรายังเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคและการเสียชีวิต หรือบาดเจ็บทุพพลภาพจากอุบัติเหตุ หรือการทะเลาะวิวาทมากมาย
ดังนั้น จึงไม่มีเหตุผลจะละเว้นไม่เก็บเงินสมทบจากสุราด้วย
หากยึดเหตุผลเพื่อหารายได้เข้ารัฐ ก็ต้องหาทางเก็บให้ได้เต็มที่เหมือนกันหมด ไม่มียกเว้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเจ้าของโรงงานสุราต่างๆ ล้วนเป็นกลุ่มทุนขนาดใหญ่
ยิ่งจะกลายเป็นการตอกย้ำปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศให้เพิ่มขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ กฎหมายว่าด้วยการเงินการคลังของรัฐ เพิ่งออกไปเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา
ยังมีข้อสงสัยว่าการเก็บเงินภาษีเพิ่มเติมจากบุหรี่ จะขัดกฎหมายวินัยการเงินการคลังที่อนุญาตให้ทำได้เฉพาะภาษีท้องถิ่นหรือไม่
รวมทั้งมีเสียงร้องมาจากกลุ่มเกษตรกรชาวไร่ยาสูบว่า กระบวนการยกร่างกฎหมาย แม้มีการทำประชาพิจารณ์
แต่กลับไม่นำความเห็นที่ได้มาปรับปรุงร่างกฎหมาย และไม่มีการชี้แจงเหตุผลใดๆ
จึงดูเหมือนว่ามีการเร่งรีบเสนอร่างกฎหมาย โดยยังไม่มีการนำข้อมูลผลกระทบมาพิจารณาให้ครบถ้วนเป็นธรรม
กลายเป็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ไม่ได้รับความเหลียวแลในสังคม
หรือเป็นเพราะความผิดที่เกิดมาเป็นชาวไร่ยาสูบ ถูกตราหน้าสินค้าบาป จึงไม่ได้รับการเหลียวแล
แล้วทำไมถึงไม่สั่งห้ามจำหน่ายบุหรี่ เลิกปลูกยาสูบ หันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน
เหมือนที่รัฐบาลรณรงค์ให้เลิกปลูกข้าวเพราะราคาตกต่ำ
ทำเช่นนี้เหมือนหรี่ตาข้างนึง
จึงดูทำท่าจะบานปลาย เมื่อกลุ่มเกษตรกรรู้สึกว่าถูกกระทำซ้ำเติมซ้ำซาก
ถูกรุกไล่หนักขึ้นเรื่อยๆ
จึงมีคำถามตามมาว่า งานนี้มีการเอื้อประโยชน์กลุ่มทุนใดเป็นพิเศษหรือไม่
และเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งที่จะถึงนี้หรือไม่
สุรพล สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

