“ประสบการณ์” คือสิ่งที่ไม่มีในตำราหรือปรากฏในคำสอนใดๆความรู้ในตำราจึงหาอ่านได้จากหนังสือ แต่ประสบการณ์มักจะต้องเรียนรู้จากผู้ที่ประสบความสำเร็จหรือเกิดจากการเป็นนักปฏิบัติเอง
เรื่องนี้ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดของไทย ได้เน้นย้ำถึงการได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย (ตั้งแต่ พ.ศ.2505) โดยพยายามถ่ายทอดประสบการณ์ที่ได้เติบโตเคียงคู่กับสังคมไทยมานานบนเส้นทางที่มีทั้งความสุข ความสำเร็จ รวมถึงช่วงเวลาที่ต้องฟันฝ่าปัญหา อุปสรรคต่างๆ มาด้วยกัน
ผู้บริหารระดับสูงของโตโยต้าหลายท่านที่ผมรู้จักคุ้นเคย ต่างบอกผมว่า “การให้ความช่วยเหลือสังคมถือเป็นพันธกิจที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นกิจกรรมแบบต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการศึกษา คุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม ความปลอดภัย”
และเมื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 50 การดำเนินธุรกิจในผืนแผ่นดินขวานทองนี้ โตโยต้า จึงคาดหวังว่าจะ “เปิดมิติใหม่” ของการให้ ภายใต้ “โครงการโตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” จึงเป็นการนำ “นวัตกรรมความคิด” ของโตโยต้ามาถ่ายทอดออกไป
จากที่ผ่านๆ มา ธุรกิจอุตสาหกรรม องค์กร ห้างร้านต่างๆ ในประเทศไทยได้ดำเนินการเพื่อสังคม (CSR : Corporate Social Responsibility) ใน 2 ด้าน คือ ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านสังคม ส่วนใหญ่จะเป็นการช่วยเหลือให้เปล่า ซึ่งมักจะไม่บรรลุผลด้านการสร้างความยั่งยืนเป็นรูปธรรมในระยะยาวให้เกิดขึ้น
โตโยต้า จึงปรับมุมมองใหม่ด้วยความเชื่อมั่นว่า หากต้องการให้ผู้รับได้ประโยชน์จริงๆ และมีความยั่งยืนเกิดขึ้นด้วย เราจะต้องมีองค์ประกอบครบทั้ง 3 ด้าน คือ นอกจากช่วยเหลือด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังต้องมุ่งเน้นด้านเศรษฐกิจเพิ่มเติมเข้าไปอีก 1 ด้าน
บริบทใหม่ที่โตโยต้าตั้งใจมอบให้กับสังคมไทย ก็คือ การมอบ “นวัตกรรมความคิด” ให้กับธุรกิจอุตสาหกรรมในชุมชนต่างๆ เพื่อสร้างความมั่นคงแข็งแรงอย่างยั่งยืนให้เกิดขึ้น
ทุกวันนี้ ความเข้มแข็งของธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ SMEs จึงไม่ใช่จะมีความสำคัญในระดับองค์กรของตัวเองเท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจและสังคมระดับประเทศด้วย โดยเฉพาะการช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้ด้วย
ดังนั้น การทำให้ชุมชนเข้มแข็ง จะทำให้ผู้คนไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานบ้านเดิม เพื่อมาแสวงหาโอกาสทำงานในเมืองใหญ่ๆ ที่ไกลจากบ้านเดิม ครับผม !

