เป็นที่น่ายินดีสำหรับข้าราชการอัยการและประชาชนทั่วไป ที่ได้ทราบว่าศาสตราจารย์พิเศษ เข็มชัยชุติวงค์ อัยการสูงสุด ผู้ซึ่งมีความมุ่งมั่นเข้ามาปฏิรูปองค์กรอัยการให้ทันยุคทันสมัย ในช่วงระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่งอยู่ อย่างจริงจังและจริงใจ
ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติระยะยาว ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐและแผนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งแผนปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนสภาพทางสังคม เศรษฐกิจและการเมืองการปกครองในยุคโลกใหม่ อันเป็นความคาดหวังของสังคม
ผู้นำสำนักงานอัยการสูงสุดได้ตระหนักอย่างถ่องแท้ ถึงพื้นฐานของความเป็นพนักงานอัยการ คือการยึดมั่นในความเป็นจริงและความเป็นธรรม จึงได้ลงนามสนับสนุนแผนการปฏิรูปองค์การสำนักงานอัยการสูงสุด ฉบับ พ.ศ.2562-2566 เมื่อไม่นานมานี้
ตามนัยแห่งการจัดทำแผนปฏิรูปดังกล่าว ศ.พิเศษเข็มชัยเน้นให้เห็นว่า สำนักงานอัยการสูงสุด ในฐานะที่เป็นองค์กรในกระบวนการยุติธรรมที่มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน ได้ตระหนักถึงความสำคัญในบทบาทหน้าที่อย่างยิ่งยวด จึงได้เน้นการทบทวนและวิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งขององค์กรในมิติต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา ด้วยการเปิดโอกาสให้ข้าราชการฝ่ายอัยการทุกท่านได้มีส่วนร่วมในการสะท้อนสภาพปัญหาและเสนอความคิดเห็นอันเป็นทางออกอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ อัยการไทยก่อตั้งขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เดิมเมื่อตั้งกระทรวงยุติธรรมในปี ร.ศ.110 ยังไม่มีกรมอัยการ คงมีแต่กรมรับฟ้องและรับเรื่องราว ทั้งแพ่งและอาญา
ต่อมาวันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2465 ได้มีพระบรมราชโองการให้โอนกรมอัยการจากกระทรวงยุติธรรมไปสังกัดกระทรวงมหาดไทย และในปี พ.ศ.2534 แยกกรมอัยการออกจากกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานราชการอิสระไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวง หรือทบวงใด แต่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของนายกรัฐมนตรีโดยตรง และใช้ชื่อใหม่ว่า “สำนักงานอัยการสูงสุด”
ในปี พ.ศ.2550 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นหน่วยงานไม่สังกัดกระทรวง ทบวง กรม แต่เป็นองค์กรอื่นตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
ครั้นมาปัจจุบัน รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 หมวด 13 มาตรา 248 บัญญัติให้ “องค์กรอัยการมีหน้าที่และอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมาย พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดีและการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยรวดเร็วเที่ยงธรรมและปราศจากอคติทั้งปวง”
ฉะนั้น จึงนับได้ว่า สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นองค์กรที่มีความมั่นคงและดำรงอยู่มาเป็นระยะเวลานานถึง 125 ปี อีกทั้งเป็นองค์กรที่มีส่วนสำคัญในการสร้างความยุติธรรมเพื่อความเป็นสุขของประเทศชาติอีกด้วย
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ให้ไว้เมื่อ 30 มกราคม 2555 ตอนหนึ่ง…”อัยการเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิบัติเพื่อความเจริญ เพื่อความยุติธรรมของประเทศ ถ้าท่านปฏิบัติดีจะเป็นสิ่งที่ทำให้ประเทศชาติมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย การปกครองนั้น ต้องมีระเบียบ ต้องมีความเรียบร้อย คือ จะต้องมีความยุติธรรม อัยการมีส่วนสำคัญในการสร้างความยุติธรรมของประเทศ ถ้ามีความยุติธรรม ทำให้ประเทศอยู่เย็นเป็นสุขได้ แต่ถ้าขาดความยุติธรรม ประเทศชาติไม่มีทางที่จะดำเนินไปโดยดี..”
พระราชดำรัสของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร (รัชกาลที่ 10) ให้ไว้เมื่อ 29 พฤษภาคม 2561… “หน้าที่นี้ ก็มีความสำคัญเกี่ยวพันกับความถูกต้อง ความสุข ความยุติธรรม และความเรียบร้อยของประเทศและประชาชน การทำงานนั้น ทฤษฎี บทเรียน บทปฏิบัติ ตัวบทกฎหมายก็มี แต่ทางปฏิบัติกาลเทศะ ศีลธรรม ความถูกต้อง หรือในเรื่องของความเมตตาธรรม มีส่วนเกี่ยวข้อง บางทีการปฏิบัติก็ต้องใช้การประยุกต์ทฤษฎีต่างๆ เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และเที่ยงธรรม โดยไม่ใช้กฎหมาย หรือช่องโหว่ของกฎหมาย ทำให้สิ่งใดเป็นอคติ หรือความรู้สึกที่ไม่ดี หรือเป็นทาสของสิ่งต่างๆ ที่ไม่ดี”…….อยากให้พนักงานอัยการทั้งหลาย ซึ่งทำหน้าที่เป็นต้นธารแห่งความยุติธรรม พึงรับใส่เกล้า
Content ในแผนปฏิรูปฯได้เน้นให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานอัยการ ซึ่งมีนัยสำคัญดังนี้ …
การกำหนดระยะเวลาดำเนินงานในทุกขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมที่ชัดเจน เพื่อให้ประชาชนได้รับความยุติธรรมโดยไม่ล่าช้า
การพัฒนากลไกช่วยเหลือและเพิ่มศักยภาพเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม
การปรับปรุงระบบการสอบสวนคดีอาญาเพื่อให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลระหว่างพนักงานสอบสวนกับพนักงานอัยการอย่างเหมาะสม
การกำหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายให้ชัดเจนเพื่อมิให้ขาดอายุความ
การพัฒนาระบบการสอบสวนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นในการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ
การเสริมสร้างและพัฒนาวัฒนธรรมขององค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมเพื่อมุ่งอำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนโดยสะดวกและรวดเร็ว…..ผู้เขียนขอปรบมือให้
ผู้เขียนซึ่งเป็นผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดูแลโยกย้าย ส่งเสริม ลงโทษพนักงานอัยการ ในฐานะที่เป็นกรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ด้วยคนหนึ่ง และมีหน้าที่ในการคัดสรรบุคลากรที่เป็นคนเก่ง คนดี ให้แก่สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อบรรลุเป้าหมายปฏิรูปให้องค์กรอัยการเป็นที่เชื่อถือศรัทธาของประชาชน จึงเห็นพ้องด้วยอย่างยิ่ง กับแผนปฏิรูปองค์กรดังกล่าว ได้มีการบรรจุโครงการปรับปรุงระบบบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลด้วยระบบ CBM (Competency-based Management) อย่างชัดเจน เข้าไปในแผนนี้ด้วย
จากการมีส่วนร่วมในการพิจารณา คัดสรรบุคลากร การแต่งตั้งโยกย้าย ลงโทษ พนักงานอัยการในฐานะ ก.อ.ผู้ทรงคุณวุฒิดังดล่าว ทำให้ผู้เขียนได้พบประเด็นปัญหาในเรื่องของความน่าเชื่อถือและความสอดคล้องกับหลักประสิทธิภาพและผลประโยชน์ของประเทศชาติในระบบการแต่งตั้งโยกย้าย ตลอดจนการขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำองค์กรโดยยึดลำดับอาวุโสมากเกินไป ประกอบกับการขาด Successor Plan จึงทำให้ระบบการนำองค์กรขาดศักยภาพในการนำองค์กรสู่ยุค Thailand 4.0 ยังผลให้ระบบสร้างแรงจูงใจ ให้บุคลากรมุ่งมั่นงานอย่างเต็มศักยภาพและบรรทัดฐาน และการให้คุณให้โทษ ยังขาดประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่น่าพอใจ
ดังนั้น ผู้เขียนจึงเห็นด้วยกับแนวทางพัฒนา ปฏิรูปของสำนักงานอัยการสูงสุดในครั้งนี้ ที่เน้นให้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการบริหารงานบุคคลด้วย Merit System และการออกอนุบัญญัติตามที่กำหนดในมาตรา 30 (9) พร้อมกับการวางหลักการและเหตุผลของอนุบัญญัติว่าด้วยหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายและบริหารทรัพยากรบุคคลตามระบบคุณธรรม โดยนำประวัติการรับราชการ ผลงานดีเด่น ผลการตรวจสอบทางวินัย ผลการปฏิบัติงานและการฝึกอบรมมาเป็นหลัก ในการแต่งตั้งโยกย้าย
อีกทั้งการยกเลิกแนวปฏิบัติในการแต่งตั้งโยกย้ายที่ขัดหลักประสิทธิภาพ และประโยชน์ส่วนรวม เช่น การแต่งตั้งบุคลากรเพื่อไปกินตำแหน่งเพียงระยะสั้นแล้วย้ายออก เป็นต้น
สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ควรจะวางมาตรการป้องกันการครองตำแหน่งในจังหวัด/เขตเดียวกันนานเกินไป อันเสี่ยงต่อการเกิดระบบอุปถัมภ์ในพื้นที่นั้นๆ พร้อมกับการวางระบบคัดกรองและเสริมคุณภาพคณะผู้บริหารระดับสูง โดยลดจุดอ่อนระบบคิวเป็นสำคัญ เพื่อส่งเสริมและสร้างความจูงใจในการปฏิบัติงานให้เต็มศักยภาพ รวมทั้งสร้างแรงจูงใจในการดำรงสายงานจนเกิดความเชี่ยวชาญในสาขาที่ขาดแคลน อย่างเป็นระบบ
เหตุนี้ ในทางปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม จึงจำต้องศึกษารูปแบบ/แนวทาง/ระเบียบการแต่งตั้งโยกย้ายโดยศึกษาเทียบเคียงกับกฎหมายระเบียบและหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งโยกย้ายตุลาการ เพื่อให้มีหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของประโยชน์ทางราชการเป็นสำคัญ
พร้อมทั้งการวางหลักเกณฑ์และเหตุผล ในการแต่งตั้งโยกย้ายและบริหารทรัพยากรบุคคลตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายอัยการ พ.ศ.2553 มาตรา 30 (9) ให้มีความชัดเจนและสอดคล้องกับการพัฒนาทักษะและเส้นทางการพัฒนาทางสายอาชีพ (career Devlopment) ของข้าราชการฝ่ายอัยการที่ชัดเจน และเหมาะสมกับงาน ด้วยหลัก โปร่งใส ตรวจสอบได้ และคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติและองค์กรฯเป็นสำคัญ เช่นการกำหนดลำดับความสำคัญของสำนักงาน การจัดลำดับตำแหน่งของพนักงานอัยการ ข้าราชการธุรการที่ขอโยกย้ายในแต่ละสำนักงาน ความรู้ความเชี่ยวชาญ สมรรถนะของบุคลากรโดยไม่กระทบสิทธิประโยชน์ที่ควรจะได้รับ รวมถึงผลการประเมินปฏิบัติราชการ ผลการประเมินฝึกอบรมหรือการลงโทษทางวินัยมาประกอบด้วย เป็นอาทิ
ทั้งนี้ ผู้เขียนจึงอยากจะได้เห็นน้องๆ ข้าราชการอัยการทั้งหลาย จงร่วมแรงร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่อัน “ศักดิ์สิทธิ์” ภายในกรอบแห่งคุณธรรม และรักษาวินัยโดยอาศัยระบบจริยธรรมอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นการสนับสนุนแนวทางการพัฒนาองค์กรอัยการ ตามความตั้งใจจริงของศาสตราจารย์พิเศษเข็มชัย ชุติวงค์ อัยการสูงสุด “นักพัฒนา” เพื่อบรรลุเป้าหมาย ที่มุ่งให้สถาบันอัยการเป็นสถาบันอำนวยความยุติธรรมและเป็นที่เชื่อถือ ศรัทธาของประชาชนอย่างแท้จริงสืบไป
ไพรัช วรปาณิ
กรรมการอัยการผู้ทรงคุณวุฒิ

