เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้เชิญอธิการบดี และคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ทั้ง 38 แห่ง มาประชุมที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเพื่อให้รับทราบนโยบายเกี่ยวกับการผลิตครูคุณภาพเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยมีอธิการบดีและคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์จำนวนหนึ่ง เข้าร่วมประชุม
การประชุมเริ่มต้นด้วยการนำเสนอแนวคิดและหลักการในการผลิตครูคุณภาพเป็นเลิศ ตลอดจนสมรรถนะและคุณลักษณะของครูคุณภาพเป็นเลิศว่าจะต้องเป็นอย่างไร จะทำให้เกิดขึ้นได้อย่างไร ใช้ภาษาวิชาการหน่อยก็คือ ได้นำเสนออย่างรอบด้านทั้งในส่วนที่เป็นเป้าหมาย (output) กระบวนการผลิต (process) ตัวป้อนเข้า (input) และสภาพแวดล้อมของระบบการผลิตครู (environment)
ผู้เขียนเชื่อว่าไม่มีผู้เข้าประชุมคนใดเห็นต่าง (โดยเฉพาะในกลุ่มคณบดีที่เข้าประชุมประมาณ 10 คน จากทั้งหมด 38 คน) เพราะเป็นเรื่องที่คณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ได้ประชุมปฏิบัติการในเรื่องที่นำเสนอร่วมกันมากว่า 10 เดือนแล้ว ได้อภิปราย โต้แย้ง ซักถาม ทั้งในส่วนที่เป็นความหมายของถ้อยคำ และความเป็นไปได้ในการนำไปสู่การปฏิบัติในบริบทของประเทศไทย ทั้งประเทศไทยเขตในเมือง และประเทศไทยเขตชนบท
บ่อยครั้งที่พวกเราคณะทำงาน ได้จัดประชุมปฏิบัติการทั้งกลางวันและกลางคืนติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน 5 วัน หรือ 5 วันบ้าง รวมจำนวนการประชุมปฏิบัติการในลักษณะดังกล่าวไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง ตามลักษณะของงาน ทั้งประชุมในกลุ่มใหญ่ ประชุมกลุ่มเล็กแยกเป็นสาขาวิชา และประชุมตามกลุ่มคุณลักษณะและสมรรถนะจนได้ข้อสรุปเกี่ยวกับเป้าหมาย กระบวนการผลิต ตัวป้อนเข้า และสภาพแวดล้อมของระบบการผลิตครู โดยใช้งบประมาณของมหาวิทยาลัยราชภัฏ และจากมูลนิธิพัฒนาการฝึกหัดครูของมหาวิทยาลัยราชภัฏ
เป้าหมาย หรือบัณฑิตครูของเราต้องคุณภาพเป็นเลิศ คำว่าคุณภาพเป็นเลิศเราหมายถึงการที่บัณฑิตครูมี
(1) สมรรถนะความเป็นครูและคุณลักษณะของความเป็นคนคุณภาพที่เป็นเลิศ ซึ่งประกอบด้วย 7 สมรรถนะและ 2 คุณลักษณะ เช่น มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีคุณธรรม ค่านิยม จรรยาบรรณและวินัยครู สามารถน้อมนำศาสตร์พระราชาสู่การปฏิบัติ มีจิตอาสาและจิตสาธารณะ มี “ทักษะในศตวรรษที่ 21” จำนวน 5 ทักษะ ได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญญหา ทักษะการคิดสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรม ทักษะการทำงานเป็นทีม แบบร่วมแรงร่วมจิต และมีภาวะผู้นำ ทักษะการสื่อสารและสารสนเทศ และทักษะการสร้างอาชีพและสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง (5Cs – Critical thinking and problem-solving, Creativity and innovation, Collaboration, teamwork and leadership, Communication and information, Career and learning self-reliance) สมรรถนะด้านดิจิทัลและ ICT สมรรถนะการใช้ภาษาอังกฤษ สมรรถนะสะเต็มศึกษา และสมรรถนะการวิจัย
(2) สมรรถนะด้านศาสตร์การจัดการเรียนรู้ (TPCK – Technological Pedagogical Content Knowledge) ซึ่งประกอบด้วย 3 สมรรถนะ ได้แก่ สมรรถนะด้านเทคโนโลยี สมรรถนะด้านวิชาครู เช่น หลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ การจัดการชั้นเรียน สื่อและการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การวัด ประเมินผล และการสะท้อนกลับผลการประเมินและซ่อมเสริมส่วนที่ยังพร่องอยู่
จิตวิทยาสำหรับครู และสมรรถนะในเนื้อหาวิชาที่จะสอนหรือสมรรถนะในวิชาเอก – Technological Knowledge, Pedagogical Knowledge, and Content Knowledge
(3) สมรรถนะด้านวิชาพื้นฐานสำหรับครู (GE- General Education) ซึ่งประกอบด้วย 6 สมรรถนะ และ 1 คุณลักษณะ เช่น ความเป็นพลเมืองดี สมรรถนะการพัฒนาท้องถิ่นและชุมชน สมรรถนะการใช้ภาษาไทย สมรรถนะด้านนโยบาย ยุทธศาสตร์ แผน และโครงการ สมรรถนะด้านทักษะชีวิตและอาชีพ (life and career skills ) สมรรถนะการปรับตัวและรู้เท่าทันเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง สมรรถนะการสร้างเสริมและดูแลสุขภาวะ สมรรถนะด้านดนตรีและการแสดง สมรรถนะด้านศิลปะ สมรรถนะด้านกีฬาและนันทนาการ
และ (4) สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้การปฏิบัติงานในสถานศึกษา (School-Integrated Learning = SIL) และคุณลักษณะของความเป็นครูคุณภาพเป็นเลิศ ซึ่งประกอบด้วย 11 สมรรถนะ และ 2 คุณลักษณะ
ในแต่ละสมรรถนะ เราได้กำหนดสมรรถนะรอง และสมรรถนะย่อยไว้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้นำไปปฏิบัติเข้าใจและนำไปปฏิบัติให้เกิดผลลัพธ์ที่ตรงกันหรือใกล้เคียงกัน นอกจากนั้นก็ได้กำหนดเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดและมีคุณลักษณะและสมรรถนะที่ระบุไว้ ทั้งสมรรถนะย่อย สมรรถนะรอง และสมรรถนะหลัก ว่าเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ใดจะทำให้เกิดสมรรถนะย่อย สมรรถนะรอง และสมรรถนะหลักด้านใด
ตลอดระยะเวลากว่า 10 เดือนที่คณะทำงานได้ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรการผลิตครูคุณภาพเป็นเลิศ ได้ประชุมปฏิบัติการเป็นคณะย่อยตามกลุ่มสาขาวิชาเอก เช่น สาขาการศึกษาปฐมวัย สาขาประถมศึกษา สาขาวิชาภาษาไทย สาขาวิชาภาษาอังกฤษ สาขาวิชาสังคมศึกษา สาขาวิชาคณิตศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ ได้กำหนดองค์ความรู้ (knowledge) ที่นักศึกษาครูต้องเรียนรู้และปฏิบัติได้ ได้เสนอแนะสื่อและแหล่งเรียนรู้ทั้งที่เป็นสื่อสิ่งพิมพ์หรือในรูปแบบอื่น สื่อที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต เคลื่อนไหวได้ เคลื่อนไหวไม่ได้ สัมผัสได้และสัมผัสไม่ได้ ในรูปดิจิทัลและที่ไม่ใช่ดิจิทัลไว้ด้วย ทั้งนี้ เพื่อให้คณาจารย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสามารถเลือกใช้ให้เหมาะสมกับบริบทและการจัดการเรียนการสอนแบบร่วมคิด ร่วมค้นคว้า ร่วมทำ และร่วมเรียน (Active Learning)
ทั้งหมดนี้ได้ประชุมปฏิบัติการแยกย่อยภายใต้คำแนะนำปรึกษาของผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท) และหน่วยงานอื่นๆ
ในส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการ (process) เราเน้นให้นักศึกษาครูได้เรียนรู้จากการปฏิบัติงานจริงในสถานศึกษาจริง (SIL- School-Integrated Learning) ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 2 ของปีการศึกษาที่ 1 (SIL1) จนถึงภาคเรียนที่ 1 ของปีการศึกษาที่ 5 (SIL7) นักศึกษาครูจะไปเรียนรู้ในสถานศึกษาจริงพร้อมคณาจารย์ผู้สอน จะถูกตั้งคำถาม ทำให้เกิดความสงสัย ได้ค้นหาแนวทางในการแสงหาคำตอบ ได้ลงมือค้นหาคำตอบ ได้สรุปข้อค้นพบในสถานศึกษาจริง โดยมีคณาจารย์ เพื่อนนักศึกษา ครูผู้ร่วมสอน (mentor/ coach) นักเรียนในสถานศึกษาเป็นผู้ช่วยกันค้นหาคำตอบ เน้นการเรียนแบบโครงงาน (Problem-based learning) ซึ่งจะทำให้เขาได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา ทักษะการคิดสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรม ทักษะการทำงานเป็นทีม แบบร่วมแรงร่วมจิต และมีภาวะผู้นำ ทักษะการสื่อสารและสารสนเทศ และทักษะการสร้างอาชีพและสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง
คณะทำงานพัฒนาหลักสูตรการผลิตครูคุณภาพเป็นเลิศแต่ละสาขาต้องการให้นักศึกษาครูไม่เพียงแต่จดจำและเข้าใจความรู้ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ทั้งที่อยู่ในรูปของทฤษฎี หลักการ แนวปฏิบัติ ข้อค้นพบจากการวิจัย แนวโน้มเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่ต้องการให้นักศึกษาครูนำความรู้ไปใช้จริงในสถานศึกษาระหว่างเรียน สามารถวิเคราะห์ได้ว่าความรู้เหล่านั้นมีความถูกต้อง สมบูรณ์ เหมาะสมกับบริบทของตนหรือของโรงเรียนนั้นๆ หรือไม่ ให้สามารถคาดการณ์ได้ถูกต้องว่าถ้าบริบทเปลี่ยนไป สภาพแวดล้อมของโรงเรียนทั้งในส่วนที่เป็นนักเรียนและผู้ปกครองเปลี่ยนไป ผลลัพธ์จากการใช้ความรู้นั้นจะเป็นอย่างไร รวมทั้งสามารถสร้างความรู้ใหม่ที่สามารถนำมาใช้ให้เกิดผลดีกว่าเดิมได้ในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปค่อนข้างรวดเร็วได้ โดยเฉพาะในยุค ศว ที่ 21 ซึ่ง SIL1 ถึง SIL7 จะเป็นคำตอบสำหรับเรื่องเหล่านี้
คณะทำงานต้องการให้นักศึกษาครูได้ทักษะภาษาอังกฤษเทียบได้กับ C1 สำหรับนักศึกษาเอกภาษาอังกฤษ และ B2 สำหรับนักศึกษาเอกอื่นๆ ตามมาตรฐานของ CEFR เมื่อสำเร็จการศึกษา จึงกำหนดให้นักศึกษาครูได้เรียนจากอาจารย์ที่เป็น native speakers ให้มากที่สุด ให้เข้า English Boot Camp ทุกปี ให้เรียนจากสื่อออนไลน์ชนิดต่างๆ
คณะทำงานต้องการให้นักศึกษาครูได้ซาบซึ้งในศาสตร์ของพระราชาจึงกำหนดให้นักศึกษาเข้าค่ายไปใช้ชีวิตในที่ตั้งโครงการพระราชดำริระหว่างปิดภาคเรียนทุกปีการศึกษา ต้องการให้นักศึกษาครูมีจิตวิญญาณความเป็นครู มีจิตอาสา และจิตสาธารณะจึงกำหนดให้นักศึกษาครูไปใช้เวลาในการถอดบทเรียนชีวิตและความสำเร็จของครูที่เคยได้รับรางวัลประเภทต่างๆ
เช่น ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครูคุณากร ยิ่งคุณ ขวัญศิษย์ ครูดีเด่น ครูต้นแบบ ให้นักศึกษาครูเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครระหว่างเรียนและระหว่างปิดภาคเรียน ให้นักศึกษาครูเข้าปฏิบัติธรรมในศาสนสถานของศาสนาที่ตนนับถือ ให้เข้าค่ายลูกเสือระหว่างปิดภาคเรียน
หลังจากที่ได้กำหนดคุณลักษณะและสมรรถนะที่บัณฑิตครูคุณภาพเป็นเลิศพึงมี ตลอดจนเนื้อหาหรือความรู้ที่นักศึกษาครูต้องเรียน กระบวนการและกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะทำให้นักศึกษาเกิดคุณลักษณะและสมรรถนะดังที่ได้กล่าวถึงข้างต้นแล้ว คณะทำงานจึงเริ่มกำหนดว่าความรู้เหล่านั้นจะให้นักศึกษาครูเรียนรู้อย่างไร ต้องจัดหมวดหมู่เป็นวิชาหรือกลุ่มวิชาอย่างไร วิชาเหล่านั้นต้องใช้เวลาเรียนและเวลาปฏิบัติอย่างไร ให้น้ำหนักวิชาหรือหน่วยกิตอย่างไร
คณะทำงานได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอย่างกว้างขวาง ทั้งในรายวิชาที่จะทำให้นักศึกษาครูมีคุณภาพเป็นเลิศ เกิดคุณลักษณะและสมรรถนะทั้ง 4 ด้าน คือ (1) สมรรถนะความเป็นครูและคุณลักษณะของความเป็นคนคุณภาพที่เป็นเลิศ ซึ่งประกอบด้วย 7 สมรรถนะ และ 2 คุณลักษณะ (2) สมรรถนะด้านศาสตร์การจัดการเรียนรู้ (TPCK – Technological Pedagogical Content Knowledge) ซึ่งประกอบด้วย 3 สมรรถนะ ได้แก่ Technological Knowledge, Pedagogical Knowledge (3) สมรรถนะด้านวิชาพื้นฐานสำหรับครู (GE- General Education) ซึ่งประกอบด้วย 6 สมรรถนะ และ 1 คุณลักษณะ และ (4) สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้การปฏิบัติงานในสถานศึกษา (School-Integrated Learning = SIL) และคุณลักษณะของความเป็นครูคุณภาพเป็นเลิศ ซึ่งประกอบด้วย 11 สมรรถนะ และ 2 คุณลักษณะ
ในที่สุดคณะทำงานก็ได้สรุปร่วมกันว่า นักศึกษาครูควรจะเรียนทั้งหมด 53 วิชา เป็นวิชาเอก (content knowledge) 26 วิชา จำนวน 78 หน่วยกิต และวิชาครู วิชาสร้างจิตวิญญาณความเป็นครู วิชาการจัดการเรียนรู้การปฏิบัติงานในสถานศึกษา (SIL) และวิชาพื้นฐาน 27 วิชา จำนวน 92 หน่วยกิต คิดเป็นหน่วยกิตรวมได้ 170 หน่วยกิต
เมื่อได้รายวิชาและหน่วยกิตมาแล้ว คณะทำงานจึงมากำหนดว่ารายวิชาใดจะให้นักศึกษาครูเรียนรู้ในชั้นปีใด ให้น้ำหนักหน่วยกิตการเรียนรู้ในแต่ละภาคเรียนให้ใกล้เคียงกัน ให้ได้พัฒนาคุณลักษณะและสมรรถนะที่ต่อเนื่องกัน เราจึงกำหนดเวลาเรียนในทั้ง 53 รายวิชา 170 หน่วยกิตดังที่กล่าวถึงข้างต้นในเวลา 5 ปี ซึ่งถ้าได้ทำอย่างนี้ก็จะทำให้บัณฑิตครูเป็นเลิศ มีคุณลักษณะ มีสมรรถนะที่เป็นเลิศ
คณะทำงานได้ร่วมกันวิเคราะห์และไตร่ตรองว่า ถ้านักศึกษาครูเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ในภาคเรียนที่ 1 ของชั้นปีที่ 1 เขาจะมีคุณลักษณะและเกิดสมรรถนะในเรื่องใด เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ในภาคเรียนที่ 2 ของชั้นปีที่ 1 เขาจะมีคุณลักษณะและเกิดสมรรถนะในเรื่องใด เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ในภาคเรียนที่ 1 ของชั้นปีที่ 2 เขาจะมีคุณลักษณะและเกิดสมรรถนะในเรื่องใด …… และเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ในภาคเรียนที่ 2 ของชั้นปีที่ 5 เขาจะมีคุณลักษณะและเกิดสมรรถนะในเรื่องใด การไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ในภาคเรียนใดภาคเรียนหนึ่งย่อมทำให้คุณลักษณะและสมรรถนะของการเป็นครูคุณภาพเป็นเลิศในส่วนนั้นขาดหายไป
เมื่อได้ข้อสรุปเบื้องต้นแล้ว คณะทำงานได้เชิญผู้ทรงคุณวุฒิด้านการฝึกหัดครู การผลิตครู ด้านการบริหารโรงเรียน การเรียนการสอน ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครูดีเด่น ครูเชี่ยวชาญ ทั้งจากกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด มาวิพากษ์และให้
ข้อเสนอแนะหลักสูตรการผลิตครูคุณภาพเป็นเลิศในรูปของการประชุมอิงผู้เชี่ยวชาญ (Focus Group) และได้นำข้อเสนอแนะดังกล่าวมาปรับปรุงแก้ไขให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
นักศึกษาครูคุณภาพสูงจึงต้องได้รับการบ่มเพาะจากคณาจารย์คุณภาพเป็นเลิศนาน 5 ปี ใกล้เคียงกับเวลาที่ใช้ในการบ่มเพาะแพทย์ จึงจะกลายเป็นบัณฑิตครูคุณภาพเป็นเลิศ ไปร่วมกันสร้างวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูงและได้รับการยอมรับและไว้วางใจจากผู้ปกครองและประชาชน ให้ประชาชนเชื่อมั่น ไว้วางใจได้เช่นเดียวกับที่คนไข้ไว้วางใจแพทย์ ตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการคึกษา พ.ศ.2546 ได้
ที่กล่าวมาข้างต้น ยังไม่ได้พูดถึงการเตรียมการการนำหลักสูตรการผลิตครูคุณภาพเป็นเลิศไปสู่การปฏิบัตินะครับ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการในการนำเสนอหลักสูตรให้กรรมการประจำคณะ สภาวิชาการ และสภามหาวิทยาลัยของแต่ละแห่งให้ความเห็นชอบ การจัดทำเอกสารหรือคู่มือการนำหลักสูตรการผลิตครูคุณภาพเป็นเลิศไปสู่การปฏิบัติ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเอกสารหรือคู่มือการนำหลักสูตรการผลิตครูคุณภาพเป็นเลิศในหมู่คณาจารย์ การสร้างความเข้าใจและการพัฒนาโรงเรียนและครูร่วมสอนนักศึกษาครู และที่สำคัญอย่างยิ่งคือการเปลี่ยนแปลงคณาจารย์ให้มีคุณภาพเป็นเลิศและมีจิตวิญญาณความเป็นอาจารย์
การที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการเรียกคณบดีและอธิการบดีของมหาววิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง (แต่มาร่วมประชุมได้ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์) มาสั่งการเมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2561 พร้อมให้นโยบายว่าให้มหาวิทยาลัยราชภัฏนำไปปฏิบัติ โดยให้ปรับหลักสูตรการผลิตครูคุณภาพเป็นเลิศให้เหลือ 4 ปี ให้สภามหาวิทยาลัยอนุมัติหลักสูตรภายในต้นเดือนธันวาคม พ.ศ.2561 ให้รับนักศึกษาหลักสูตร 4 ปีได้ในปีการศึกษา 2562 ไม่ให้กำหนดเกรดเฉลี่ยของนักเรียนที่จะเข้าเรียนครู ไม่ให้กำหนดคะแนนภาษาอังกฤษขั้นต่ำในการเข้าเรียนครู แต่ในวันสำเร็จการศึกษาต้องมีความรู้และสมรรถนะด้านภาษาอังกฤษเทียบได้กับ C1 or B2 ตามมาตรฐานของ CEFR และต้องมีคุณภาพเป็นเลิศ
ผู้เขียนสงสัยและตั้งคำถามในวันที่มารับฟังนโยบายว่า ถ้าทำตามนโยบายแล้วบัณฑิตครูไม่เป็นเลิศ ใครจะรับผิดรับชอบ responsibility and accountability ในเรื่องนี้จะเป็นของใคร ถ้าคะแนนภาษาอังกฤษของบัณฑิตครูได้ไม่ถึง C1 or B2 ใครจะรับผิดชอบ ถ้านักเรียยน ม.6 ที่เก่งๆ นิยมเรียนครูน้อยลง ใครจะรับผิดชอบ เป็นของคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ใช่ไหม ผู้กำหนดนโยบายและสั่งการไม่เกี่ยวใช่ไหม อยากให้คนคิดและสั่งการนโยบายเรื่องนี้ออกมาตอบต่อหน้าสื่อมวลชนหน่อยครับ แล้วผู้เขียนและเพื่อนๆ คณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 38 แห่ง จะปฏิบัติตามนโยบายด้วยความสบายใจครับ
ขณะเดียวกันก็จะคอยติดตามดูความสำเร็จหรือความล้มเหลวของนโยบายในอีก 4 ปีข้างหน้าครับ
ดิเรก พรสีมา
ประธานที่ประชุมคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ

