ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกที่เคยลดเหลือเพียง 30-40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล กลับพุ่งขึ้นมาอีกครั้งในระดับ 70-80 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ชี้ให้เห็นว่าแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่ที่จะมาทดแทนน้ำมันยังไม่เสถียรพอ ทำให้สถานการณ์น้ำมันผันผวน
น้ำมันยังคงเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐกิจทั่วโลก รวมถึงไทยที่เป็นผู้นำเข้า เมื่อน้ำมันแพงย่อมกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนไทยอย่างมาก
แม้วันนี้จะยังไม่ถึงขั้นวิกฤตน้ำมันโลก แต่มิอาจประมาทได้ ลองย้อนไปดูวิกฤตน้ำมันครั้งแรกปี 2516 ที่เกิดสงครามระหว่างชาติอาหรับกับอิสราเอล โดยสหรัฐถือหางอิสราเอล ทำให้โอเปค (กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน) ประกาศงดส่งออกน้ำมันให้สหรัฐ
นอกจากนี้ โอเปคยังลดกำลังการผลิต ทำให้น้ำมันขาดแคลนไปทั่วโลก มีการทยอยปรับขึ้นราคาน้ำมันดิบเป็นระยะๆ จากประมาณ 2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล พุ่งไปเป็นกว่า 8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล
วิกฤตน้ำมันอีกครั้ง เมื่อปลายปี 2521 ที่มีการปฏิวัติในอิหร่าน และสงครามระหว่างอิรักกับอิหร่าน ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกทยานขึ้นกว่า 10 เท่าตัว
นอกจากนี้ ยังมีหลายเหตุการณ์ที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้น อาทิ สงครามอ่าวเปอร์เซีย เมื่อปี 2533 หรือปี 2547 ที่เศรษฐกิจโลกขยายตัวทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่ม กระทั่งราคาน้ำมันทำสถิติสูงสุดที่ 147 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อเดือนกรกฎาคม 2551
วิกฤตน้ำมันแพงแต่ละครั้ง ประเทศไทยเคยมีมาตรการต่างๆ รับมือในแต่ละสถานการณ์ ทั้งปิดทีวี เวลา 18.00-20.00 น. ปิดไฟป้ายโฆษณา ป้ายชื่อร้าน ป้ายโรงภาพยนตร์ และไฟส่องตึก ตั้งแต่เวลา 22.00 น. กำหนดเวลาปิดปั๊มน้ำมัน เวลา 24.00-05.00 น. หรือกำหนดเวลาเปิด-ปิดห้างสรรพสินค้า
จะเห็นว่ามาตรการของไทยในการรับมือกับวิกฤตน้ำมันแพงนั้น ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับไฟฟ้า เพราะน้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้าในขณะนั้น
อย่างวิกฤตครั้งแรก ขณะที่ไทยยังใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงหลักกว่า 70% ในการผลิตไฟฟ้า จึงได้รับผลกระทบอย่างมาก แต่โชคดีที่ขณะนั้นเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มีระดับน้ำสูงมาก สามารถปล่อยน้ำเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจากเขื่อนช่วยบรรเทาวิกฤตไปได้ส่วนหนึ่ง
ส่วนวิกฤตครั้งที่สอง ไทยไม่โชคดีเหมือนครั้งแรก เพราะฝนแล้งไม่มีน้ำในเขื่อนมากพอมาผลิตไฟฟ้าชดเชย ต้องเสียเงินไปมากมายกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 80% ในการผลิตไฟฟ้า
ต่อมาปี 2524 เริ่มนำก๊าซธรรมชาติมาใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง โรงไฟฟ้าพระนครใต้ และโรงไฟฟ้าบางกระบือ
รวมทั้งนำถ่านหินลิกไนต์ ซึ่งมีราคาถูกสุด มาผลิตไฟฟ้าที่แม่เมาะ ช่วยลดต้นทุนการผลิต ทำให้ค่าไฟลดลง
มาถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นในปัจจุบัน ที่หลายคนยังผวาว่าจะขยับขึ้นไปทะลุ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลหรือไม่ แต่กระนั้่นหากราคายังยืนอยู่ระดับสูงเป็นเวลานาน ย่อมไม่ดีแน่ต่อการผลิตไฟฟ้าของไทย
ด้วยเพราะปริมาณก๊าซธรรมชาติในประเทศที่เป็นอีกเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าในขณะนี้ก็ร่อยหรอลง อีกไม่นานก็จะหมด หากนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวจากต่างประเทศ มาผลิตไฟฟ้าต้นทุนการผลิตก็จะเพิ่มมากขึ้น
ขณะที่พลังงานทดแทนอื่นๆ ก็ยังเตาะแตะ ต้องศึกษาวิจัยอีกพอสมควรกว่าจะมีเทคโนโลยีรองรับการผลิตไฟฟ้าให้เสถียร
“ถ่านหิน” จึงเป็นอีกพลังงานทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า ด้วยเพราะมีปริมาณสำรองมากพอ และราคาถูกกว่าเชื้อเพลิงอื่น อีกทั้งมีเทคโนโลยีป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมดีขึ้นแล้ว
ดังนั้น ภาครัฐจะต้องมองให้รอบด้าน และมีทางเลือกที่เหมาะสมในการรับมือกับวิกฤตราคาน้ำมันที่จะส่งผลต่อการผลิตไฟฟ้าของไทย
สัญญา รัตนสร้อย

