กลับสู่ยุคสงครามเย็น! นโยบายนิวเคลียร์ของทรัมป์ โดย สุรชาติ บำรุงสุข

ข่าวต่างประเทศในขณะนี้ที่กำลังส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่อสถานการณ์โลกในอนาคตก็คือ การตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ประกาศการถอนตัวออกจากความตกลงเรื่องอาวุธนิวเคลียร์ในยุโรประหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตที่ทำขึ้นในปี 2530 หรือที่เรียกชื่อทางการว่า “ความตกลงอาวุธนิวเคลียร์พิสัยปานกลาง” (The Intermediate-range Nuclear Forces Treaty, 1987 หรือความตกลง INF)

อาวุธนิวเคลียร์ในยุโรป

ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นจากการลงนามของอดีตประธานาธิบดีโรนัลด์ รีแกน และประธานาธิบดีมิคาอิล กอร์บาชอฟ ที่ต้องการลดความตึงเครียดของสถานการณ์การเผชิญหน้าด้วยอาวุธนิวเคลียร์ในยุโรประหว่างมหาอำนาจทั้งสอง อันจะเป็นเงื่อนปมของการหลีกเลี่ยงสงครามใหญ่ในพื้นที่นี้ และการเผชิญหน้าเช่นนี้เป็นความกังวลใจของผู้นำตะวันตกมาตลอด เพราะอย่างน้อยประสบการณ์ในอดีตชี้ให้เห็นว่า สงครามโลกทั้งสองครั้งล้วนเกิดจากปัญหาความขัดแย้งของรัฐมหาอำนาจในยุโรปโดยตรง

การเผชิญหน้าในยุคสงครามเย็นก็เกิดขึ้นในยุทธบริเวณของยุโรปเช่นกันด้วย และหากต้องลดระดับการเผชิญหน้าดังกล่าวแล้ว ทางออกในเบื้องต้นก็คือการเจรจาที่จะนำไปสู่การควบคุมอาวุธ และหวังว่าการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์จะเป็นหลักการพื้นฐานที่ลดทอนเงื่อนไขสงคราม และในอีกด้านหนึ่ง ผลจากความกังวลของผู้คนในสังคมต่อสถานการณ์สงครามนิวเคลียร์ ทำให้เกิดขบวนการต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์เกิดขึ้นในหลายประเทศในยุโรป และได้มีประชาชนเป็นจำนวนมากเข้าร่วม… ภาพของการทำลายในสงครามโลกยังอยู่ในความทรงจำของชาวยุโรปไม่เปลี่ยนแปลง

พวกเขาตระหนักดีว่า หากสงครามเกิดขึ้นจริง สงครามนี้จะรบในภาคพื้นของยุโรปโดยตรง และอำนาจการทำลายของอาวุธนิวเคลียร์จะทำลายยุโรปจนสิ้นสภาพ โดยไม่จำเป็นต้องคิดคำนึงว่า สงครามนี้จะเป็นสงครามนิวเคลียร์ทั่วไป (general nuclear war) หรือสงครามนิวเคลียร์จำกัด (limited nuclear war) และอย่างน้อยก็เห็นผลของสงครามได้ชัดจากอดีตการโจมตีฮิโรชิมาและนางาซากิ ในปี 2488 แม้ในขณะนั้นอาวุธนิวเคลียร์ยังไม่พัฒนามากเช่นในยุคสงครามเย็น

นอกจากนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า ผลจากการเผชิญหน้าดังกล่าว ทำให้ยุโรปเป็นพื้นที่สำคัญของการแข่งขันสะสมอาวุธนิวเคลียร์ และรวมถึงการสะสมอาวุธของสงครามตามแบบด้วย ในสภาพเช่นนี้ประชาชนในยุโรปก็ตกอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวมหันตภัยสงครามนิวเคลียร์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นความตกลงระหว่างสหรัฐกับโซเวียตในกรณีนี้จึงได้รับการชื่นชมจากผู้คนในสังคมยุโรปอย่างมาก และถือว่าเป็นความตกลงในการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ที่สำคัญของยุคสงครามเย็น ความตกลงดังกล่าวจึงเป็นดังการพายุโรปออกจาก “ร่มเงาดอกเห็ด” ของอาวุธนิวเคลียร์

ความตกลงในปี 2530 นี้ ได้ห้ามการมีอาวุธนิวเคลียร์จากฐานยิงภาคพื้นดินที่มีพิสัย 500 ถึง 5,500 กิโลเมตร เข้าประจำการในยุทธบริเวณยุโรป ส่งผลให้ขีปนาวุธพิสัยกลางแบบเปอร์ชิง (MGM-31 Pershing) และอาวุธปล่อยครุยส์ (cruise missiles) ของสหรัฐ และขีปนาวุธพิสัยกลางแบบเอสเอส-20 (SS-20 Saber) ของโซเวียต ต้องยุติการประจำการในยุโรป ความตกลงดังกล่าวทำให้สหรัฐและโซเวียตต้องทำลายขีปนาวุธทั้งพิสัยกลางและพิสัยใกล้เป็นจำนวนราว 2,700 ลูก ความตกลงเช่นนี้จึงเป็นหนึ่งในสัญญาณเริ่มต้นของการเจรจาเพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับโซเวียต จนนำไปสู่การสิ้นสุดของสงครามเย็นในปี 2532-33

เดินหน้าสู่การแข่งขันสะสมอาวุธครั้งใหม่

หลังจากการขึ้นเป็นผู้นำฝ่ายบริหารของทรัมป์แล้ว เห็นได้ชัดเจนว่าทำเนียบขาวในปัจจุบันมีทรรศนะแบบ “สายเหยี่ยว” ที่มองความตกลงในการควบคุมอาวุธว่า เป็นพันธนาการที่ทำให้สหรัฐไม่สามารถพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์เพื่อตอบโต้กับการขยายขีดความสามารถทางทหารทั้งของรัสเซียและของจีนในปัจจุบัน ทรรศนะเช่นนี้เห็นได้ชัดจากนายจอห์น โบลตัน (John Bolton) ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของประธานาธิบดี ที่ต่อต้านการทำความตกลงเรื่องการควบคุมอาวุธมาอย่างยาวนาน และเชื่อกันว่าเขามีบทบาทอย่างมากในการผลักดันให้วอชิงตันถอนตัวจากความตกลงดังกล่าว

สายเหยี่ยวในวอชิงตันมีทรรศนะว่า ในขณะที่สหรัฐยอมรับข้อตกลงในการควบคุมอาวุธ รัสเซียกลับนำอาวุธปล่อยครุยส์แบบใหม่เข้าประจำการ (ขีปนาวุธแบบ Novator SSC-X-8) พวกเขามองว่าการกระทำเช่นนี้จะทำให้ “สมดุลแห่งกำลัง” อยู่ในสภาพที่รัสเซียเป็นฝ่ายได้เปรียบ และเช่นเดียวกันการปิดโอกาสการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลาง อาจทำให้สหรัฐเป็นฝ่ายเสียเปรียบจีนในแปซิฟิก เพราะจีนได้หันไปพัฒนาอาวุธเช่นนี้มากขึ้น จนกลายเป็นภัยคุกคามต่อฐานทัพสหรัฐ เส้นทางการเดินเรือ และชาติพันธมิตรที่ใกล้ชิดของสหรัฐในเอเชีย ความตกลงในการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์จึงถูกมองว่าเป็นการ “มัดมือ” สหรัฐ และเปิดโอกาสให้จีนและรัสเซียเป็นฝ่ายได้เปรียบ

นอกจากนี้กลุ่มที่มีอิทธิพลในนโยบายความมั่นคงของสหรัฐยังมีแนวคิดที่ไม่เห็นด้วยกับ “ความตกลงใหม่ในการลดอาวุธทางยุทธศาสตร์” (The New START Agreement, 2010) ที่กำหนดจำนวนของหัวรบที่เข้าประจำการของแต่ละฝ่ายไว้ที่ 1,500 หัวรบ ความตกลงนี้ทำขึ้นในสมัยของประธานาธิบดีโอบามา ในปี 2553 และจะหมดอายุในปี 2563 และเป็นไปในทิศทางเดียวกันที่กลุ่มนี้ต้องการให้สหรัฐยุติการทำข้อตกลงดังกล่าว หรืออาจกล่าวในทางยุทธศาสตร์ได้ว่า สายเหยี่ยวต้องการให้สหรัฐหันกลับมาต่อสู้ด้วยการ “สะสมอาวุธ” ไม่ใช่ด้วยการ “ควบคุมอาวุธ”

นัยต่ออนาคตโลก

หากเกิดการถอนตัวของสหรัฐออกจากความตกลงทั้งสองแล้ว ก็จะเป็นสัญญาณโดยตรงถึงการกลับสู่ “ยุคแห่งการสะสมอาวุธนิวเคลียร์” เช่นที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคสงครามเย็น และโลกจะเดินสู่การแข่งขันด้านอาวุธนิวเคลียร์อย่างไม่มีขีดจำกัด และด้วยพัฒนาการแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยีทหารในหลายประเภท พัฒนาการของอำนาจการทำลายของระบบอาวุธในอนาคตโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบอาวุธนิวเคลียร์จะเป็นไปในแบบไร้ขีดจำกัด

ในอีกด้านหนึ่งดูจะกลายเป็นเรื่อง “ตลกร้าย” ในการเมืองระหว่างประเทศที่สหรัฐพยายามขัดขวางการมีอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านและเกาหลีเหนือ ด้วยเหตุผลของ “สันติภาพและเสถียรภาพ” ของโลก เพราะในความเป็นจริงแล้ว รัฐมหาอำนาจใหญ่ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ รัสเซีย และจีน ล้วนต่างเดินหน้าสู่การพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์มากขึ้น

ฉะนั้นการตัดสินใจของทำเนียบขาววันนี้คือ การบ่งบอกว่าความสำเร็จของการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ที่มาพร้อมกับการสิ้นสุดของสงครามเย็นนั้น กำลังสิ้นสุดลง และกำลังเกิด “วิกฤตใหม่” ที่กำลังพาโลก
กลับสู่ยุคแห่งการสะสมอาวุธนิวเคลียร์อีกครั้ง… แม้ว่ารัสเซียอาจจะละเมิดความตกลง แต่ทรัมป์กำลัง “ฉีก” ความตกลงในการควบคุมอาวุธ!

บทความก่อนหน้านี้เรียงคนมาเป็นข่าว/ภาพสังคม วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2561
บทความถัดไปคนตามข่าว : สนิท อักษรแก้ว ประธานบอร์ดสภาพัฒน์ วันศุกร์ที่ 26 ตุลาคม 2561