เป็นนิสัยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ชอบคุยโวโอ้อวดว่า ตนนั้นคือ “ผู้นำทรงพลัง” หรือเป็น “ประธานาธิบดีที่ประเสริฐสุด” ดุจดัง “แพคเกจจิ้ง” อันงามหรู
แต่ต้นเดือนกันยายน “แพคเกจจิ้ง” ดังกล่าวได้โดน “ระเบิดการเมือง” 2 ลูก ละเอียดเป็นจุณ
ลูก 1 เปิดโปงการทำงานแบบ “สุกเอาเผากิน” ของเขาในหนังสือของ “บ็อบ วู้ดเวิร์ด”
ลูก 1 เป็นบทความเปิดเผยความชั่วร้ายของเขาใน “นิวยอร์กไทม์ส”
“บ็อบ วู้ดเวิร์ด” เป็นผู้สื่อข่าวระบือนามผู้ซึ่งเคยทำข่าวเกี่ยวกับ “คดีวอเตอร์เกท” ของอดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน จนกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง
“นิกสัน” ตกเก้าอี้ นอกจากหลักฐานแห่งคดีมัดแน่น การใช้กฎหมายของตุลาการมีประสิทธิภาพ และปฏิเสธมิได้ว่าการเสนอข่าวของ “บ็อบ” มีส่วนช่วย
ซึ่งเป็นแนวเขียนของเขาอันแหลมคม เสมอกระบี่ไร้เทียมทาน
“บ็อบ” ได้เปิดเผยใน “หนังสือเล่มใหม่” ว่าในสายตาของบรรดา “ลูกหาบ” ทำเนียบขาวเห็นว่า “โดนัลด์ ทรัมป์” เสมือนเด็กนักเรียนชั้นประถมที่ไร้เดียงสา
ส่วน “บทความนิรนาม” ใน “นิวยอร์กไทม์ส” วิจารณ์การบริหารของทำเนียบขาวในปัจจุบันคือ “ระบบประธานาธิบดีรางคู่” การทำงานของเขาเป็นการเดินสวนทาง เอาแต่ใจตนเอง
มีข้าราชการระดับสูงส่วนหนึ่งไม่พอใจพฤติกรรมของ “ทรัมป์” จึงได้เขียนบทความดังกล่าว เพื่อต้องการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
ยังไม่เคยปรากฏว่า “นิวยอร์กไทม์ส” ได้ลงบทความของข้าราชการระดับสูงในทำนองนี้
จึงเป็นเรื่องน่าคิด น่าคิดที่ว่า “ถ้าในน้ำไม่มีปลา เหตุใดน้ำจึงกระเพื่อม”
กรณีที่ข้าราชการระดับสูงเปิดเผยนั้น จึงไม่ต่างไปจากกรณีน้ำกระเพื่อม
สำหรับสาเหตุที่ไม่ยอมลงชื่อผู้เขียนในบทความก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า อาจกลัวเกิดภัยกับพวกตน อันอาจกระทบถึงหน้าที่การงานด้วย
เป็นที่ทราบกันดีว่า “ทำเนียวขาว” คือสำนักงานที่ทรงอำนาจที่สุดในโลก
จึงเป็นที่สงสัยและคลางแคลงใจของสังคมโลกว่า บัดนี้ทำเนียบขาวใครเป็นผู้สั่งการ
เพราะว่ารัฐบาล “โดนัลด์ ทรัมป์” มากด้วยความสับสน ความยุ่งเหยิง จนเกิดความปั่นป่วน
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงกระทบถึงภาพลักษณ์ของสหรัฐ ยังเป็นอันตรายต่อสังคมโลก
เรื่องราวของ “ทรัมป์” ถ้าเป็นมหรสพ ถือเป็นเพียงการ “โหมโรง” เท่านั้น
“บ็อบ” บรรยายว่า “ทรัมป์” ได้ชูธง “ประชานิยม” ก้าวสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี และปฏิญาณตนจะทำให้สหรัฐ “ยิ่งใหญ่ขึ้นมาอีกวาระหนึ่ง”
1 ปีที่ผ่านมา ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐมีแนวโน้มแข็งตัว ฝ่ายขวาได้เขียนชื่นชม “ทรัมป์” ออนไลน์ว่า มีฝีมือแพรวพราวในการบริหาร จึงประสบความสำเร็จทั้งในทั้งนอก
ในคือ ฟื้นฟูเศรษฐกิจสหรัฐ
นอกคือ แผนสกัดจีนสัมฤทธิผล
มีบางตอนของหนังสือเขียนว่า เมื่อคราวเตรียมการประชุมสุดยอดระหว่าง “โดนัลด์ ทรัมป์” กับ “คิม จอง อึน” ผู้นำเกาหลีเหนือนั้น เดี๋ยวสั่งว่า “จัด” เดี๋ยวสั่งว่า “งด”
แต่มีพวกสอพลอกลับขานรับ และ “ปิดทองหน้าทรัมป์” ยืนยันว่า ทรัมป์เป็น “มือฉมัง”
เมื่อสงครามการค้าเริ่มขึ้นไม่นาน ผลกระทบก็ยังไม่ปรากฏ “ทรัมป์” คุยเสมอว่า “มองเห็นชัยชนะแล้ว” คนที่สนับสนุนเชื่อว่าเป็นความจริง แต่ลืมนึกถึง “ความหายนะแห่งสงคราม”
แม้ข่าวสารเกี่ยวกับคำโฆษณาชวนเชื่อของ “ทรัมป์” สื่อได้ตีพิมพ์เต็มตาม “อินวอยซ์”
แต่ “บ็อบ วู้ดเวิร์ด” และบทความนิรนามใน “นิวยอร์กไทม์ส” ตีไม่เลี้ยง ต่อต้านอย่าง “เต็มสูบ” อันเกี่ยวกับการอุปโลกน์ของ “ทรัมป์” ที่ว่าเป็น “ผู้นำทรงพลัง”
เพราะเขาเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี
“บ็อบ” ชี้ว่า “ทรัมป์” มีความผิดปกติทางจิต
ขนาด “จอห์น ฟรานซิส เคลลี่” หัวหน้าสำนักทำเนียบขาว และ “เจมส์ แมตทิส” รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมต่างได้วิพากษ์ว่า “ทรัมป์” เป็นคน “ปัญญาอ่อน” และเป็น “นักเรียนประถม”
ส่วนหนึ่งของ “ลูกหาบ” ทำเนียบขาว เพื่อต้องการให้ “ล้มเลิก” มาตรการสวนทางของ “ทรัมป์” เช่น ระบบการค้าโลกาภิวัตน์ ประเด็นทำลายความมั่นคงสหรัฐ เป็นต้น
จึงร่วมกันวางแผนในการ “บำบัดทรัมป์” ด้วยวิธีต่างๆ เช่น ละเว้นการปฏิบัติตามคำสั่งของ “ทรัมป์” ตลอดจนลักลอบนำเอกสารบนโต๊ะทำงานของเขาออกไป
เ
พราะไม่ต้องการให้เขาลงนามในเอกสารดังกล่าว
“บ็อบ” เล่าว่า “ทรัมป์” มักมีอารมณ์ฉุนเฉียวจนกลายเป็นแรงกระตุ้นในการกำหนดนโยบายทั้งในและต่างประเทศ โดยไม่ฟังความเห็นของคณะทำงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ไม่มีใครปฏิบัติตาม เป็นเหตุให้เขาต้องโดดเดี่ยวตนเอง จนเขาเกิดความระแวงว่ามีใครจะลอบทำร้าย
บทความ “นิวยอร์กไทม์ส” กล่าวว่า มีข้าราชการระดับสูงจำนวนไม่น้อยในรัฐบาลมีความระทึกอันเกี่ยวกับนิสัยของ “ทรัมป์” คือ ปลิ้นปล้อนกลับกลอก หุนหันพลันแล่น เอาดีใส่ตัวเอาเอาชั่วใส่เขา เป็นเหตุให้คณะทำงานของรัฐบาลต้องจัดตั้งกลุ่มที่เรียกกันว่า “พันธมิตรต่อต้าน”
ทั้งนี้ เพื่อป้องกันประเทศมิให้ถูกทำลายโดย “Agenda” ของ “ทรัมป์”
บทความนิรนามได้ตำหนิ “ทรัมป์” ว่าไร้ศีลธรรม เจ้าอารมณ์ ใจคอคับแคบ ต่อต้านการค้า สวนทางประชาธิปไตย ชอบทำการตัดสินใจที่ไม่รอบคอบ และไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้
กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า “พันธมิตรต่อต้าน” ได้เปิดเผยว่า บรรดาราชการงานเมืองที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมโดยรวมคือผลงานของพวกเขา เช่น ผ่อนปรนการควบคุมในเรื่องต่างๆ ปรับปรุงระบบภาษีที่ทำให้อเมริกันชนได้ประโยชน์และเพิ่มกำลังทหารป้องกันประเทศ เป็นต้น
“โดนัลด์ ทรัมป์” ได้ประณาม “บ็อบ วู้ดเวิร์ด” และ “บทความนิรนาม” ว่า “ไร้สาระ”
ส่วน “แมตทิส” และ “เคลลี่” ต่างปฏิเสธว่า “มิได้ประณามหยามเหยียด ทรัมป์”
แต่ในสายตาของอเมริกันชน “บ็อบ วู้ดเวิร์ด” คือนักข่าวที่มีคุณธรรมและน่าเชื่อถือ
อดีต ไม่ว่า “บิล คลินตัน” ไม่ว่า “จอร์จ ดับเบิลยู บุช” ไม่ว่า “บารัค โอบามา”
ล้วนได้ “ขึ้นเขียง” เขาแล้ว
โดย “บ็อบ” ได้เขียนหนังสือเปิดเผยถึงเบื้องหลังของทำเนียบขาวในขณะที่ทั้ง 3 ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี น่าเชื่อว่า เป็นความจริง เพราะไม่มีผู้ใดคัดค้าน
ฉะนั้น “หนังสือเล่มใหม่” ของเขา และ “บทความนิรนาม” ถ้าเป็นความจริง ก็น่าจะเป็นการยืนยันความประพฤติของ “ทรัมป์” ว่าทำงานแบบสุกเอาเผากินโดยปราศจากวิสัยทัศน์
นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นคำสั่งปลิดชีพประธานาธิบดีบาซาร์ ประเทศซีเรีย ไม่ว่าการบุกเวเนซุเอลา เพื่อโค่นล้มประธานาธิบดีมาดูโร ตลอดจนเรื่องที่ทำสงครามการค้า กับนานาประเทศ แสดงว่า “ทรัมป์” มิได้พิจารณาถึงผลร้ายที่จะตามมาอย่างจริงจัง
ที่น่าสนใจสุดคือ บัดนี้ในทำเนียบขาวมีกลุ่มอำนาจหลักอยู่ 2 กลุ่ม ถือเป็นอำนาจทับซ้อน
บทบาทของข้าราชการการเมือง ก็คือผู้ที่ให้เข้ามาช่วยงาน เพื่อแบ่งเบาภาระและหน้าที่ของประธานาธิบดี แต่วันนี้บทบาทดังกล่าวได้ละจากทำเนียบขาวไปแล้ว
“บทความนิรนาม” ระบุว่า กลุ่ม “พันธมิตรต่อต้าน” ก็คือวีรบุรุษนิรนามซึ่งทำงานแบบปิดทองหลังพระ เพื่อทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ
อย่างไรก็ตาม เราจะมองเหรียญเพียงด้านเดียวมิได้ เพราะเป็นเพียงการบอกเล่าอย่างเลื่อนลอย ยังไม่มีพยานหลักฐาน หรือพยานบุคคลยืนยัน หรือให้การสนับสนุน
เพราะกลุ่ม “พันธมิตรต่อต้าน” ในสายตาของ “โดนัลด์ ทรัมป์” คือ “ปีศาจ” ที่ตามมาหลอกหลอนอยู่ตลอดเวลา เขาจึงระแวงจะถูกกลุ่มนี้ทำร้าย
กรณีฟังได้ว่า กลุ่ม “พันธมิตรต่อต้าน” ก็คือกลุ่มปกครองทับซ้อนที่มิได้มาจากการเลือกตั้ง
อำนาจที่มีอยู่ในขณะนี้ ไม่ต่างไปจากอำนาจที่ได้มาจาก “ปลายกระบอกปืน”
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เป็นอำนาจที่ไปปล้นเขามานั่นเอง
แม้ว่า “ทรัมป์” จะถูกกล่าวหาว่าชั่วช้าต่ำทราม
แต่เขาก็มาจากการเลือกตั้งโดยชอบด้วยกฎหมาย
ถ้าผู้ใดอยากได้อำนาจการปกครองก็ต้องลงเลือกตั้ง หากมิฉะนั้นก็คือ “อำนาจเถื่อน”
และยังทำให้สังคมโลกสงสัยสับสนมิใช่น้อย
อย่างไรก็ตาม “บทความนิรนาม” และสื่ออเมริกาเห็นว่า กลุ่ม “พันธมิตรต่อต้าน” ยังเห็นด้วยกับ “ทรัมป์” ในหลายประเด็น เป็นต้นว่า อเมริกาเฟิร์สต์ การทำสงครามการค้ากับจีน
กลยุทธ์สกัดจีนเพื่อให้สหรัฐครองตำแหน่งที่ 1 ต่อไปนั้น
เป็นเรื่องที่ยอมรับกันโดยทั่วของอเมริกันชน
แต่ปัญาหาอยู่ที่ “รอยร้าวทำเนียบขาว” เพราะมี 2 กลุ่มอำนาจดำรงอยู่ คือ “แท้กับเทียม”
อันเป็นเหตุทำให้การบริหารภายในและต่างประเทศต้อง “สั่นคลอน”
ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาปัญหาทางการทูต การทหาร และการค้า คำถามคือใครเป็นผู้สั่งการ
และเป็นเหตุให้ต่างประเทศเข้าใจวัตถุประสงค์ของสหรัฐผิดพลาด กลายเป็นมหันตภัย
การที่ “บ็อบ” เขียนหนังสือเกี่ยวกับเบื้องหลังทำเนียบของอดีตประธานาธิบดีนั้น กลายเป็นประเพณีไปแล้ว ส่วน “บทความนิรนาม” ที่เปิดโปงเรื่องราวทำเนียบขาว เผากันเองนั้น
เพื่อวัตถุประสงค์ใด เป็นคำถาม
นอกจากนี้ ในบทความยังได้อ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 25 “อันเกี่ยวกับการแก้ไขในประเด็นประธานาธิบดีไม่มีความสามารถในการบริหารประเทศ…..”
ชัดเจนยิ่งว่า เป็นการเปิดประเด็น “ถอดถอน” ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
แต่ “ทรัมป์” เป็นคนที่ไม่ยอมใครง่าย หน้าตาหนึ่งคล้ายโคบาล อีกหน้าตาหนึ่งคล้ายรถถัง
กรณีเป็นการทำให้บรรยากาศในทำเนียบขาวปั่นป่วน
เป็นความปั่นป่วนทางคุณธรรมและเป็นการทำลายกันทางการเมือง
เวลาที่เหลืออยู่ “โดนัลด์ ทรัมป์” จะอยู่อย่างไร
เป็นคำถามที่อเมริกันชนและสังคมโลกอยากได้คำตอบ

