หน้าแรก คอลัมนิสต์ เน วินกับระบอ...

เน วินกับระบอบเผด็จการทหารในพม่า (6) โดย ลลิตา หาญวงษ์

26.10.18 | 13:00 น.
เน วิน (คนที่สามจากซ้าย) ร่วมเดินขบวนกับชาวนาที่เมืองกาป่อง (Kha Paung) ใกล้เมืองตองอู (ภาพจากหนังสือ General Ne Win: A Political Biography ของ Robert H. Taylor)

คนในกองทัพพม่าเป็นพวก “พูดน้อยต่อยหนัก” มาแต่ไหนแต่ไร การให้สัมภาษณ์กับสื่อ หรือการเปิดเผยความในใจให้คนอื่นที่ไม่ใช่คนสนิทล่วงรู้จึงแทบไม่เคยเกิดขึ้น ต่างกับคนในกองทัพฝั่งไทย ที่เปิดเผยและดูจะ “เป็นมิตร” กับสื่อมากกว่า ที่พูดมาเช่นนี้เพียงต้องการสื่อว่านายทหารระดับสูงในกองทัพพม่าแทบไม่เคยให้สัมภาษณ์สื่อสำนักใด เพราะนอกจากจะมองว่าสื่อเป็นปฏิปักษ์มากกว่าเป็นมิตรแล้ว การเปิดเผยข้อมูลของกองทัพแม้เพียงเล็กน้อยหรือการแสดงความคิดเห็นออกไปจึงเป็นประเด็นละเอียดอ่อน และจะกระทบกับความมั่นคงของชาติได้ จึงไม่มีนักข่าวคนใดในพม่าที่จะเข้าไปล้วงแคะแกะเกาเรื่อง “ลับ ลวง พราง” ในกองทัพออกมาเปิดเผยได้ ข่าวเกี่ยวกับกองทัพพม่าจึงมักเป็นข่าวลือ (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องจริง) เป็นการคาดเดา หรือมาจากการอ่านภาษากายของนายพลในกองทัพ

กล่าวได้ว่าความลึกลับและความสุขุม (discretion) ของกองทัพพม่าอาจจะมีที่มาจากยุคของเน วิน เพราะตั้งแต่เขาทำรัฐประหารในปี 1962 (พ.ศ.2505) กองทัพกลายเป็นสถาบันอันศักดิ์สิทธิ์ หรืออาจเป็นดินแดนสนธยาที่มีฝ่ายพลเรือนน้อยคนนักที่จะเข้าถึงได้ ตลอดยุคของเน วิน จึงเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้นหลายครั้ง เช่น การประกาศเลิกใช้ธนบัตรบางมูลค่า และนโยบายขับชาวต่างชาติออกจากพม่า ประเด็นเหล่านี้จะได้นำมาเล่าสู่กันฟังในสัปดาห์ต่อๆ ไป

เมื่อมีรัฐประหารในเช้าวันที่ 2 มีนาคม เน วินสั่งให้พันเอก ซอ มยิ้น (Saw Myint) นายทหารคนสนิท ร่างแถลงการณ์ของคณะปฏิวัติและออกอากาศทางวิทยุแห่งชาติ มีเนื้อความบางส่วนดังนี้

“…เพื่อทำให้สถานการณ์ที่เลวร้ายและเป็นภัยต่อสหภาพ [พม่า] สิ้นสุดลง กองทัพได้ยึดอำนาจจากรัฐบาลไว้แล้ว ประชาชนจงอย่าตระหนกตกใจ และจงทำงานต่อไปอย่างปกติและสงบ ข้าราชการพึงทำงานต่อไปเหมือนที่เคยทำมา ครูและนักเรียนไม่ควรทำให้การปฏิวัติครั้งนี้เป็นอุปสรรคต่อหน้าที่การงาน แต่ควรกลับไปสอบให้เสร็จเสีย เราสัญญาว่าจะทำให้ดีที่สุดเพื่อประชาชนและเพื่อความเจริญรุ่งเรืองของปวงประชา”

แถลงการณ์ที่ยกมานี้มีนัยสำคัญอยู่ 2 ประเด็น ประเด็นแรก เน วินมองว่ารัฐบาลของอู นุ (ซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบของประชาชนอย่างมาก) ขาดความชอบธรรม ทำให้ประเทศแตกแยก และยังทำให้สหภาพพม่าตกอยู่ในอันตราย ก่อนหน้านี้มีข่าวลือหนาหูว่าเน วินไม่พอใจท่าทีของอู นุที่ต้องการมอบสิทธิการปกครองตนเองให้กับชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม แต่บางกลุ่มก็มองว่าเน วินสนิทสนมกับอู นุ คงไม่ทำรัฐประหารล้มล้างรัฐบาลอู นุเป็นแน่ และประการที่สอง แถลงการณ์ฉบับนี้สั้นและกระชับ ก่อนหน้านี้ซอ มยิ้น ร่างแถลงการณ์ขนาดยาวมาให้ แต่เน วินบอกให้ซอ มยิ้นแก้ให้กระชับกว่าเดิม แถลงการณ์กล่าวถึงเหตุจูงใจของรัฐประหาร แต่ไม่ได้กล่าวว่าเน วินและคณะจะบริหารประเทศต่อไปอย่างไร เขาไม่ได้พูดถึงนโยบายการนำวิถีพม่าสู่สังคมนิยมมาใช้ หรือมิได้พูดเรื่องการโอนกิจการของต่างชาติมาเป็นของรัฐทั้งหมด

Advertisement

หลังรัฐประหาร เน วินตั้งคณะปฏิวัติขึ้นมา ประกอบด้วย คนในกองทัพ 16 คน และคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลปฏิวัติ ที่แม้จะมีพลเรือนและชนกลุ่มน้อยเข้าไปนั่งอยู่ด้วย แต่ก็มีนายทหารจากคณะปฏิวัติเข้าไปนั่งอยู่ด้วยถึง 7 คน ด้านเน วินรับตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ในฐานะประธานสภาปฏิวัติ รัฐธรรมนูญฉบับเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 1947 (พ.ศ.2490) ถูกยกเลิก นโยบายต่างประเทศของคณะปฏิวัติในช่วงแรกดูจะตึงเครียด โดยเฉพาะกับสหรัฐอเมริกา เน วิน ที่ระแวงสหรัฐอเมริกาเป็นทุนเดิม และต้องการรักษาความเป็นกลางในยุคสงครามเย็น ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาลสหรัฐที่ต้องการเข้าไปสร้างถนนเพื่อเชื่อมย่างกุ้งกับมยิตจีนา เมืองหลวงของรัฐกะฉิ่น ใกล้กับชายแดนจีน หากเป็นไปตามแผนของสหรัฐ พม่าก็คงจะมีถนนสายหลักมุ่งสู่ชายแดนจีน นามว่า “มินคินลาน” (Min Kin Lan) หรือที่แปลตรงตัวว่า “ถนนมิตรภาพ” เป็นแน่

นอกจากโครงการสร้างถนนจะถูกพับไปแล้ว มูลนิธิและสถาบันการศึกษาจากสหรัฐและอังกฤษ อาทิ บริติช เคาน์ซิล ก็ถูกควบคุมอย่างใกล้ชิด เน วินสั่งปิดศูนย์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาที่มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอปกินส์จากสหรัฐ มาเปิดร่วมกับมหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เขาชี้ให้เห็นว่าพม่าจำเป็นต้องพึ่งพาตนเอง และลดบทบาทของชาติตะวันตก ในสถานการณ์ที่ประเทศเพื่อนบ้านของพม่าเกือบทั้งหมด “เล่นการเมือง” และเลือกเป็นพันธมิตรกับสหรัฐ หรือสหภาพโซเวียต

เมื่อรัฐประหารผ่านไปแล้ว 2 วัน เน วินไปพบอดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลอู นุจำนวนหนึ่ง (แต่ไม่ได้เข้าพบอู นุ) และชี้ให้เห็นข้อเสียของรัฐธรรมนูญปี 1947 และกล่าวว่า รัฐบาลใหม่จะนำนโยบายแบบสังคมนิยมมาใช้ พร้อมๆ กับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ทุกรูปแบบ นอกจากนี้ เป้าหมายของเน วินที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ “ปลดแอก” พม่าจากการครอบงำทางเศรษฐกิจของนายทุนต่างชาติ รัฐบาลจะโอนกิจการของเอกชน (โดยเฉพาะกิจการของชาวต่างชาติ: ชาวตะวันตก และชาวอินเดีย) มาเป็นของรัฐ รัฐบาลจะปล่อยให้เอกชนดำเนินกิจการของตนเองได้แค่บางส่วน

ในทางการเมือง เน วินมองว่าระบบหลายพรรค และประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ทำให้พม่าดำดิ่งลงเหวแห่งความขัดแย้งมาตั้งแต่พม่าได้รับเอกราช ดังนั้นวิธีแก้ของเขาคือนำระบบพรรคเดียวมาใช้ เพื่อตัดปัญหานักการเมืองทะเลาะกัน ซึ่งเป็นปัญหาโลกแตกที่อู นุไม่สามารถแก้ไขได้ เน วินมุ่งสถาปนาระบอบ “ประชาธิปไตยแบบโลกตะวันออก” (Eastern Democracy) หรือฟังแปร่งหูกว่านั้นคือระบอบ “เผด็จการกรรมาชีพ” (Proletariat Dictatorship) มีจุดเน้นที่การสร้างความกินดีอยู่ดีให้คนระดับล่าง โดยเฉพาะเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เน วินที่ไม่ใช่นักทฤษฎี ไม่อินกับปรัชญาของมาร์กซ์ กำลังจะนำพาประเทศเข้าสู่ยุค “สังคมนิยมที่ปฏิบัติได้จริง” (Practical Socialism) หรือ “วิถีพม่าสู่สังคมนิยม” (Burmese Way to Socialism) อันเป็นส่วนผสมระหว่างปรัชญาของกองทัพพม่า ระบอบสังคมนิยมที่เน้นบทบาทของรัฐ ลดบทบาทของเอกชน ระบอบเผด็จการทหาร และลัทธิบูชาผู้นำ เป็นส่วนผสมที่ลักลั่นระหว่างแนวทาง “ขวา” กับ “ซ้าย” ที่ต่อมาจะล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า และจะนำพาประเทศลงสู่หุบเหวของวิกฤตเศรษฐกิจ และวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลายครั้ง โปรดติดตามวิกฤตการณ์ทางการเมืองในยุคเน วินได้ในสัปดาห์หน้า