ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 หากรัฐบาลที่มี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ไม่เปลี่ยนใจ หรือก่อนหน้านั้นไม่มีเหตุจลาจลที่ทำให้ พลเอกอภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก ที่ลั่นวาจาว่า หากการเมืองไม่จลาจล ก็ไม่เกิดการปฏิวัติ น่าจะมีการเลือกตั้ง
ว่ากันง่ายๆ ซื่อๆ อย่างนี้ ไม่ต้องย้อนหลังเดินหน้าว่าหมายความอย่างไร
ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการเหล่าทัพ ต่างออกมาพูดจาปราศรัยตีความกันให้วุ่นไปหมด ว่า “ท่าน” ผบ.ทบ.ไม่ได้หมายความว่าจะปฏิวัติ แต่หมายความว่าหากหรือถ้าไม่มีจลาจล
ไม่รู้ว่าจะออกมาอธิบายขยายความกันทำไม การปฏิวัติกับการไม่ปฏิวัติ คนละความหมายกับการจลาจลหรือไม่จลาจล ตั้งแต่ผู้ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบ ป้องกันการจลาจลแต่เริ่มแรกคือตำรวจ คือรัฐบาล ไม่ใช่ทหาร เว้นแต่ว่าการจลาจลนั้นไม่หยุดยั้งจึงใช้กำลังทหารออกมาปราบปราม เมื่อปราบปรามยุติแล้วต้องกลับเข้ากรมกอง ไม่ใช่ยึดอำนาจรัฐบาลด้วยการปฏิวัติ
เท่านั้นเอง-เท่านั้นเองจริงๆ
เพราะการปฏิวัติ หมายถึงรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาล ไม่จำเป็นต้องมีเหตุจลาจลหรือเหตุใด สามารถยึดอำนาจได้ทั้งสิ้น หากผู้มีอาวุธปืนในมือต้องการทำรัฐประหารก่อเหตุปฏิวัติ
วันนี้ เมื่อมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อให้การเลือกตั้งเกิดขึ้นและระบบรัฐสภาดำเนินต่อไปตามครรลองประชาธิปไตย ทุกกระบวนการของรัฐบาล ตั้งแต่ข้าราชการทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ต้องอยู่ในบังคับของกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยกันทั้งสิ้น
คือรักษากฎเกณฑ์ ระเบียบที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม ไม่ละเมิดกฎหมาย ให้เป็นไปตามกฎหมาย ที่สำคัญคือเดินหน้าสู่การจัดตั้งพรรคการเมือง เดินหน้าให้คณะกรรมการประกาศการเลือกตั้งในทุกระดับตั้งแต่ส่วนท้องถิ่น และสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ
ระหว่างนี้ ถึงวันประกาศรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง ไม่มีใครต้องการก่อความวุ่นวาย ก่อการจลาจลเพื่อให้ไม่มีการเลือกตั้งแน่นอน เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นการทำผิดกฎหมาย แม้การประกาศจะก่อเหตุจลาจลหากประกาศรับสมัครผู้สมัครรับเลือกตั้ง หรือถึงวันเลือกตั้งจะก่อเหตุวุ่นวายจนไม่สามารถเลือกตั้งได้ ไม่ว่าในเขตเลือกตั้งใดเขตเลือกตั้งหนึ่ง ดังเคยปรากฏมาแล้วเมื่อการเลือกตั้งครั้งก่อน
ใครที่ประกาศ หรือมีพฤติกรรมเช่นนั้น รัฐบาลโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องจัดการตามกฎหมาย ทั้งขณะนี้ยังอยู่ในอำนาจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีมาตรา 44 อยู่ในมือนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ใครจะกล้าท้าทายอำนาจก็ลองดู
เว้นแต่ว่ารัฐบาลจะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ย่อมหมายความว่าไม่ต้องการให้การเลือกตั้งเกิดขึ้น และที่สุดต้องการให้ทหารในอำนาจรัฐบาลปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาลนี้ ดังเคยปรากฏมาแล้วสองสามครั้ง
ประชาชนคงไม่มีกำลังใดขัดขวาง คงต้องปล่อยให้ “เรือแป๊ะ” ลอยไปตามน้ำ แล้วรอเลือกตั้งในโอกาสต่อไป แม้การทำเช่นนั้นจะเป็นความผิดตามรัฐธรรมนูญ ก็ยุติการใช้รัฐธรรมนูญมาตรานั้นได้
เถอะ ถึงอย่างไร วันนี้พรรคการเมือง นักการเมือง ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งต้องเดินหน้าให้มีการเลือกตั้งต่อไปตามครรลองประชาธิปไตย
ผู้เป็นรัฐบาล เป็นรัฐมนตรี มีตำแหน่งหัวหน้าพรรคการเมือง ผู้บริหารพรรคการเมืองจะหาเสียงโดยปฏิเสธว่าไม่ได้หาเสียงปล่อยให้เดินหน้าต่อไป เพราะเมื่อประกาศตัวเป็นพรรคการเมือง เป็นนักการเมืองแล้วไม่หาเสียงคงเป็นไปไม่ได้
การทำความผิดแล้วปฏิเสธว่าไม่ได้ทำ เขาเรียกว่าให้การ “ภาคเสธ” คือไม่ยอมรับ แต่ไม่ปฏิเสธ
ถึงเวลาเข้าคูหาเลือกตั้ง เสียงจากหีบบัตรจะตัดสินเองว่าการกระทำนั้น “ยอมรับ” หรือ “ปฏิเสธ”

