หน้าแรก คอลัมนิสต์ การท่องเที่ยว...

การท่องเที่ยวกับแม่ห่านทองคำ โดย มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด

26.10.18 | 13:00 น.

ข่าวใหญ่ด้านการท่องเที่ยวในปัจจุบันคงหนีไม่พ้นข่าวที่คนจีนมาเที่ยวลดลงจนเห็นได้ชัด ซึ่งประมวลได้ว่าเกิดจากเหตุการณ์เรือล่มที่ภูเก็ต การต้อนรับแบบปะทะสังสรรค์ที่สนามบินโดยรปภ.ของฝ่ายไทย และอุบัติเหตุอื่นๆ ทำให้ในปีนี้โดยเฉพาะในช่วงสัปดาห์ทองของการท่องเที่ยวของจีนกลับไม่คึกคักเท่าที่ควร ทำให้ภาคเอกชนร้อนอกร้อนใจเป็นอันมาก

มีปัจจัยการท่องเที่ยวอย่างน้อยสองปัจจัยด้วยกันที่เราควรเข้าใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยว ประการที่หนึ่ง ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศที่ไม่ใหญ่มาก ดังนั้นแหล่งท่องเที่ยวของเราก็มีขนาดเล็กไปด้วย ยกตัวอย่าง สระมรกตที่กระบี่ เทียบไม่ได้เลยกับทะเลสาบมรกตที่จิ่วไจ้โกว แพะเมืองผีของไทย ก็เทียบอะไรไม่ได้เลยกับแกรนด์แคนยอนของสหรัฐอเมริกา การรองรับนักท่องเที่ยวจำนวนมากจึงต้องอาศัยการจัดการที่ดีมากโดยเฉพาะการจัดการด้านจำนวนผู้ที่เข้ามาชมให้สอดคล้องกับกำลังรองรับของแต่ละพื้นที่ ประการที่สอง การท่องเที่ยวไม่ได้ขายแต่สินค้าและบริการอันได้แก่ โรงแรม อาหาร ช้อปปิ้ง บันเทิงเริงรมย์ ซึ่งเป็นบทบาทของภาคเอกชนเป็นส่วนใหญ่ แต่อีกส่วนเป็นการจัดการโดยรัฐ ได้แก่ ความสะดวกด้านการคมนาคมขนส่งและการสื่อสาร ความปลอดภัย ความสะอาด ด้านสุขอนามัย ซึ่งทั้งหมดนี้หากการจัดการของรัฐไม่เข้มแข็ง ในระยะยาวการท่องเที่ยวไทยก็จะยั่งยืนไม่ได้

ในการจัดลำดับโลกของ WEF พบว่า ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ 122 ด้านสิ่งแวดล้อม ลำดับที่ 118 ด้านความปลอดภัย และลำดับที่ 90 ด้านสุขอนามัย ในขณะเดียวกันในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ประเทศไทยมีลำดับสูงถึงลำดับที่ 7 และในเรื่องของความสามารถในการแข่งขันด้านราคา ประเทศไทยก็มีความสามารถสูงอยู่ในลำดับที่ 18 หมายความว่า เราขายบุญเก่าเป็นหลักยังไม่พอ ยังขายในราคาที่ถูกด้วย การศึกษาของมูลนิธิสถาบันนโยบายสาธารณะก็พบว่า จังหวัดท่องเที่ยวไทยล้วนแต่มีปัญหาในเรื่องดังกล่าวมากกว่าจังหวัดอื่นๆ

ทรัพยากรธรรมชาติของไทยที่เป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวนานาชาติ ได้แก่ ทรัพยากรทางทะเล ประเทศไทยโชคดีที่มีฝั่งทะเลยาวมาก ทางฝั่งทะเลอ่าวไทยและอันดามันมีจังหวัดอยู่ถึง 23 จังหวัด นอกจากหาดทรายอันสวยงาม น้ำทะเลสีคราม แสงแดดอันอบอุ่นเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวจากประเทศที่มีอากาศหนาวแล้ว เรายังมีทรัพยากรทางทะเลที่สำคัญ ได้แก่ เกาะแก่งและปะการัง ซึ่งเป็นปัจจัยด้านทรัพยากรที่จัดว่าค่อนข้างเปราะบางอีกด้วย ปะการังนี้ถือว่าเป็นแม่ห่านทองคำของประเทศไทยทีเดียวแหละ

ผู้เขียนจึงใคร่ขอชื่นชมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โดยเฉพาะซึ่งได้เริ่มพยายามเอาจริงเอาจังกับการรักษาขีดความสามารถในการรองรับเพื่อไม่ให้ทรัพยากรสูญสิ้นไปกว่านี้และยังสามารถที่จะใช้ได้อย่างยั่งยืน

Advertisement

การทำมาหากินกับเกาะ ทะเล และปะการังนั้นก็เหมือนการทำไร่หมุนเวียน คือจะทำซ้ำๆ ที่ไม่ได้ แต่จะต้องทำย้ายถิ่นไปเรื่อยๆ ปล่อยให้ที่เก่าฟื้นฟูขึ้นมาแล้วจึงจะกลับมาทำใหม่อีกได้ รัฐจึงควรมีการทำแผนให้มีการหมุนเวียนอย่างชัดเจนและควรประกาศล่วงหน้าไม่น้อยกว่าห้าปีด้วย เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปรับแผนการดำเนินงานของตนได้ การประกาศอย่างฉุกเฉินแม้จะมีความจำเป็นก็จริงอยู่ แต่ก็ควรเห็นใจภาคเอกชนซึ่งอาจจะได้รับผลกระทบอยู่บ้าง ดังนั้นรัฐบาลจึงควรมีมาตรการกำกับการเข้าอุทยานซึ่งมีทรัพยากรเปราะบาง โดยควรมีแผนให้ชัดเจน ไม่ใช่มีเป็นที่เป็นที่ทีละอุทยาน แต่ต้องมองภาพรวมทั้งหมดแล้วจัดการหมุนเวียนไปให้เหมาะสม เพื่อรักษากำลังรองรับและรักษาอุตสาหกรรมไปพร้อมๆ กัน

ในขณะเดียวกันเราก็ต้องหาวิธีดูปะการังใหม่หรือท่องเที่ยวแบบใหม่อย่างที่ในกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งควรหารือร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ห้ามไม่ให้มีการดำน้ำไปดูปะการังในบางพื้นที่ซึ่งเปราะบางมาก แต่ให้มีเรือท้องกระจกซึ่งห้ามจอดทิ้งสมอหรือถ้าเป็นพื้นที่เล็กๆ ก็อาจจะให้มีห้องกระจกใต้น้ำสำหรับดูปะการัง แต่ทั้งนี้ผู้เขียนยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ควรมีการศึกษาด้านผลกระทบต่อทรัพยากรอย่างเข้มงวดด้วย

นอกจากนี้ยังควรมีการประมูลสัมปทานการเข้าชมอุทยาน ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายของการท่องเที่ยวสูงมากขึ้นก็จริง แต่มีความจำเป็น เราต้องทำให้การท่องเที่ยวในอุทยานไทยสร้างคุณค่าอย่างมากสำหรับคนต่างชาติ ไม่ใช่คิดจะมาก็จะมาได้เอาเงินแค่ 1,000 บาท หรือ 2,000 บาท ฟาดหัวคนไทยก็ได้ไปทริปต่อวันแล้ว

แม้ว่าเราจะได้รายได้มากมายจากการท่องเที่ยว แต่รายได้ที่ได้รับอาจจะไม่คุ้มเลยกับการสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการสูญเสียทรัพยากรการท่องเที่ยวของเราที่ลูกหลานเราจะไม่ได้ชื่นชมอีกต่อไป หรือไม่คุ้มเลยเมื่อเกิดความไม่ปลอดภัยขึ้น ในกรณีที่เกิดเรือล่มที่ภูเก็ตเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตเกือบครึ่งร้อย ถ้าคิดว่าแต่ละคนใช้จ่ายประมาณ 60,000 บาทต่อคน ก็จะเป็นรายรับ 3 ล้านบาท แต่ปรากฏว่าเมื่อมีความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นรัฐบาลไทยก็ต้องเอาเงินภาษีอากรออกไปชดเชยกว่า 60 ล้านบาท ซึ่งเราเป็นประชาชนไทยผู้เสียภาษี และไม่ได้ไปเที่ยวกับเขาด้วย ดังนั้นเราจึงควรเก็บภาษีการท่องเที่ยวได้แล้วและนำส่วนหนึ่งเข้าสู่กองทุน ซึ่งจะ
มาใช้เพื่อการป้องกันบรรเทาและเยียวยาทรัพยากรท่องเที่ยว และใช้อีกส่วนหนึ่งเป็นการเยียวยานักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาประสบเคราะห์กรรมในประเทศของเราอีกด้วย

เดี๋ยวนี้คนจีนท่องเที่ยวทั่วโลกปีปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 130 ล้านคน และจีนก็ไม่มีที่สำหรับการท่องเที่ยวทางทะเลและปะการังที่ดี หากนักท่องเที่ยวจีนเพียงร้อยละหนึ่ง (คือ 1.3 ล้านคน) มาเยือนไทย โลกแห่งปะการังก็จอดแน่ ในด้านการดำน้ำดูปะการัง เรามีคู่แข่งไม่มากนัก ได้แก่ ฟิลิปปินส์ ซึ่งก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เข้าถึงยาก กว่าจะถึงก็เหนื่อย ต่อเรือบินต่อรถต่อเรือหลายต่อ การดูแลนักท่องเที่ยวก็ไม่ค่อยทั่วถึง แต่ฟิลิปปินส์เองก็ได้ประกาศปิดเกาะไปแล้วเหมือนกัน อีกประเทศหนึ่งก็เป็นอินโดนีเซีย ซึ่งทางฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียก็มีอุบัติภัยทางธรรมชาติที่มากกว่าประเทศไทยอีก ว่ากันไปแล้วในที่สุดนักท่องเที่ยวต่างชาติก็แทบจะไม่มีที่ไป ส่วนหมู่เกาะมัลดีฟส์ ซึ่งมีทรัพยากรปะการังอุดมสมบูรณ์แทบจะที่สุดในโลก แต่เขาก็จะจัดการลดความต้องการโดยจัดเป็นการท่องเที่ยวราคาแพง ไปมัลดีฟส์หนึ่งวันใชเงินไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ในขณะที่ไปเที่ยวเกาะหลีเป๊ะขายกัน 2,000 บาท ถึง 3,000 บาทต่อคน

อย่าเพิ่งเร่งรีบฆ่าแม่ห่านเลยค่ะ ถนอมแม่ห่านไว้จะได้มีไข่ทองคำมาใช้อย่างยั่งยืนตลอดไป!