เจ็ต ลี ไม่อยากมีตัวตนตลอดไป
นั่นเป็นเหตุผลที่เขาปฏิเสธ ไม่รับบทในภาพยนตร์ชุด The Matrix-ภาพยนตร์ชุดที่น่าจะโหมกระพือให้ชื่อเสียงเขาขจรขจายในหมู่ชาวตะวันตก (เขาได้ข้อเสนอให้รับบทเป็น Seraph ซึ่งสุดท้ายแล้วบทนี้ตกเป็นของ Collin Chou)
ทำไมเขาถึงปฏิเสธ? เพราะเจ็ต ลี ไม่อยากมีตัวตนตลอดไป-และไม่อยากมีตัวตนในมือของคนอื่น
เจ็ต ลี ให้สัมภาษณ์กับ Abacus News ว่า “ตอนนั้นผมคิดหนักนะ-ทีมถ่ายชาวอเมริกันต้องการให้ผมถ่ายภาพยนตร์เป็นเวลาสามเดือน แต่ต้องการให้ผมอยู่กับทีมถ่ายยาวเก้าเดือน โดยใช้หกเดือนหลังเพื่อบันทึกและคัดลอกกระบวนท่าการต่อสู้แบบตัวต่อตัวทั้งหมดของผม เพื่อไปเก็บไว้เป็นไฟล์ดิจิทัล ไม่เท่านั้น พอเก็บแล้ว สิทธิในการใช้กระบวนท่าเหล่านี้จะตกเป็นของบริษัทผู้ผลิต ไม่ใช่ผม” เขากลัวว่าเทคโนโลยีในอนาคตจะเพิ่มความสามารถในบริษัทอเมริกันก๊อปท่าของเขาไปใส่หน้าตาของนักแสดงคนไหนก็ได้ เจ็ต ลี บอกว่า “ผมคิดว่า ผมฝึกฝนกระบวนท่าเหล่านี้มาทั้งชีวิต ชาวศิลปะต่อสู้อย่างเราๆ ก็มีแต่จะแก่ตัวลงเท่านั้น แล้วพวกเขายังอยากก๊อปกระบวนท่าของผมไปเป็นทรัพย์สินทางปัญญาเพื่อเก็บไว้ตลอดไปอีก ผมก็เลยปฏิเสธบทนี้ไป”
สิ่งที่เจ็ต ลี กลัวนั้นมีเหตุผลและเป็นจริงแล้วในปัจจุบัน นับจากวันที่ภาพยนตร์ชุด The Matrix ฉายภาคสองและสามในปี 2003 เวลาก็ล่วงเลยมา 15 ปี เทคโนโลยีในปัจจุบันถึงจุดที่สามารถ “ปลุก” นักแสดงคนไหนขึ้นมาจากความตายก็ได้แล้ว
ถึงแม้ แคร์รี่ ฟิชเชอร์ ผู้รับบทเจ้าหญิงเลอาจะล่วงลับ แต่ภาพยนตร์สตาร์วอร์สอย่าง Rogue One ก็สามารถดำเนินต่อไปได้โดยมีเธอสถิตอยู่บนจอ หรือในตอนที่ พอล วอล์คเกอร์ ไม่อยู่กับเราแล้ว-แต่ภาพของเขาก็ยังโลดแล่นในโลกแห่ง Fast and Furious
การสแกนใบหน้าและท่าทางของดารานักแสดงถือเป็นเรื่องปกติไปแล้วในทุกวันนี้-นักแสดงหลักทุกคนในภาพยนตร์ชุดสตาร์วอร์สจะถูกสแกนใบหน้าเก็บไว้ทั้งหมด, Ben Morris ให้สัมภาษณ์กับ Inverse ว่า “เราสแกนร่างกายของนักแสดงตัวหลักๆ ทั้งหมด เพราะไม่รู้ว่าจะต้องการพวกเขาเมื่อไร” ความหมายคือ-จะต้องการพวกเขาในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือในตอนที่ตายไปแล้ว-สำหรับตัวนักแสดง การยินยอมให้บริษัทภาพยนตร์หรือเอเยนต์สแกนใบหน้าและร่างกายของพวกเขาเก็บไว้นั้นมีประโยชน์อยู่สามสี่สถาน หนึ่ง คือโอกาสในการทำเงินให้กับครอบครัว ในตอนที่พวกเขาเสียชีวิตไปแล้ว (หรือในตอนที่พวกเขาเจ็บป่วยจนไม่สามารถทำงานได้อีกแล้ว) สอง คือการรักษาชื่อเสียงและสถานะของตนให้สืบยาวเนิ่นนานตราบเท่าที่ไฟล์นั้นๆ ยังคงอยู่ สาม ก็เป็นเหตุผลเดียวกับที่หลายคนลุกขึ้นมาถ่ายรูปนู้ด นั่นคือการรักษาภาพลักษณ์ของตนในวันที่สดใหม่ที่สุด และสี่ คือการอนุญาตให้นักแสดงรับบทที่เด็กกว่าตนได้อย่างสมจริง (ในกรณีที่มีสแกนไว้ก่อนหน้า หรือสแกนเก็บไว้หลายๆ ปี)
บริษัทวิชวลเอฟเฟ็กต์อย่างดิจิทัลโดเมนพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถเก็บทุกรายละเอียดการเคลื่อนไหวของนักแสดงให้สมจริงที่สุด พวกเขาเก็บกระทั่งลักษณะการไหลเวียนของเลือดบนใบหน้า ทุกรอยตีนกาและสีผิวที่เปลี่ยนผันเมื่อนักแสดงมีอารมณ์แตกต่างกัน พวกเขาเก็บลักษณะการเคลื่อนไหว การเดินเหินและวิธีการพูดจาไว้ทั้งหมด เป็นฐานข้อมูลขนาดยักษ์สำหรับคนคนหนึ่ง เป็นฐานข้อมูลที่มีมูลค่ามากหรือน้อยขึ้นกับชื่อเสียงของนักแสดงคนนั้น
ถึงแม้ในปัจจุบันเทคโนโลยียังไม่ถูกพัฒนาจนถึงขนาดสร้างภาพคอมพิวเตอร์กราฟิกแทนนักแสดงในแบบที่สายตาเราไม่ตั้งคำถาม และนักแสดงที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ก็มักตกลงไปอยู่ใน Uncanny Valley หรือ “โซนสยอง” ที่ทำให้ผู้ชมรู้สึกสยึมกึ๋ย (เพราะมันเกือบจะเหมือนจริง แต่ก็ไม่เหมือนจริงเสียทีเดียว ทำให้เรารู้สึกหลอนๆ ว่านี่กำลังดูคนหรือดูกราฟิกกันแน่) แต่นักเทคนิคก็กำลังพัฒนาเทคโนโลยีหลากหลายขึ้นเรื่อยๆ เพื่อจำลองลักษณะและการเคลื่อนไหวของตัวละครสมมุติ (ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของมนุษย์จริงๆ) เหล่านี้ให้ดูมีเลือดมีเนื้อ มีอารมณ์ความรู้สึกมากขึ้น
หากคุณเป็นคนรักภาพยนตร์และศิลปะการแสดง อาจไม่แปลกที่คุณรู้สึกต่อต้านการพัฒนาทำนองนี้อยู่ในใจ-คุณอาจมองว่ามัน “ไม่แท้” และ “ปลอมเปลือก” เป็นบ้า-นักแสดงมนุษย์เท่านั้นสิที่สามารถแสดงออกถึงอารมณ์ให้มนุษย์ด้วยกันได้รู้-สมการคอมพิวเตอร์ที่ประมวลออกมาเป็นรูปทรงเรขาคณิต ถึงแม้จะสมจริงแค่ไหนก็ตาม-จะมาแทนที่มนุษย์จริงๆ ได้อย่างไร?
ไม่แปลกเลยที่คุณจะรู้สึกอย่างนั้น-และหากวันไหนที่นักแสดงสมมุติได้รางวัลอย่างออสการ์ขึ้นมา-โลกคงลุกฮือขึ้นมาตั้งคำถามต่อเทคโนโลยีด้านนี้ไม่หยุดหย่อน
แต่หากวันหนึ่งคุณแยกไม่ออกอีกแล้ว, คุณไม่รู้อีกแล้วว่าที่มองอยู่ข้างหน้านั้นเป็นอะไรหรือใครกันแน่-คุณจะแคร์ไหมว่าคนบนนั้นเป็นมนุษย์จริงๆ หรือเป็นเพียงคอมพิวเตอร์กราฟิก-คุณจะรู้สึกประหลาดใจไหมหากสมการคณิตศาสตร์ที่เคลื่อนไหวบนหน้าจอทำให้คุณน้ำตาไหลเป็นบ้าเป็นหลัง ในตอนนั้น
คุณจะตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ของมันไหม?
ทีปกร วุฒิพิทยามงคล

