เดินหน้าชน : ปวศ.หน้าใหม่ เลิกสอบเข้าป.1 : โดย สุพัด ทีปะลา

29.10.18 | 13:29 น.

เป็นความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยในแวดวงการศึกษา หลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบ “ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ….” ที่นำเสนอโดยคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ที่มี นายจรัส สุวรรณเวลา เป็นประธาน

คณะอนุกรรมการเด็กเล็ก ภายใต้ กอปศ.ใช้เวลากว่า 1 ปีกว่าจะจัดทำร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้วเสร็จ

โดยผ่านการกลั่นกรองจากนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และการรับฟังความคิดเห็น

สาระหลักๆ ของร่าง พ.ร.บ.ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมให้ตั้ง “สำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย” มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐ ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเลขานุการของคณะกรรมการ

และยังกำหนดให้มีระบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยออกเป็นช่วงกลุ่ม ตั้งแต่ช่วงก่อนคลอด หรือทารกในครรภ์มารดา ช่วงแรกเกิดถึงก่อนอายุสามปีบริบูรณ์ ช่วงอายุ 3-6 ปี หรือช่วงเด็กก่อนวัยเรียน หรือช่วงวัยอนุบาล และช่วงอายุ 6-8 ปี หรือช่วงวัยรอยต่อระหว่างวัยอนุบาลกับวัยประถมศึกษาปีที่ 1-2

Advertisement

โดยเด็กปฐมวัยต้องได้รับการดูแล พัฒนาและจัดการเรียนรู้ ให้มีพัฒนาการที่ดีทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และปัญญาที่ดีสมวัย

ทั้งหมดนี้รัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงตามที่ พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดไว้

อีกประเด็นที่น่าจะพลิกโฉมการศึกษาไทยเลยก็ว่าได้ในมาตรา 10 ของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ ระบุห้ามไม่ให้มีการสอบคัดเลือกเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ยกเว้นเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายพัฒนาเด็กปฐมวัยกำหนดไว้

หากสถานศึกษาใดฝ่าฝืนมีโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท

แนวคิดหรือข้อเสนอการห้ามสอบคัดเลือกเข้า ป.1 มีมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ยังไม่ได้รับการตอบสนองจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มากนัก

เหตุผลที่ต้องห้ามไม่ให้มีการสอบเพราะที่ผ่านมาผู้ปกครองมักนำลูกหลานเข้าไปติวเสริมความรู้กันตั้งแต่เด็กเพื่อให้สอบเข้าเรียนในโรงเรียนดังๆ ได้

การนำเด็กไปติวเข้มยัดเยียดเนื้อหาวิชาการ จึงเกิดข้อห่วงใยว่าจะทำให้เด็กเครียด และมีผลต่อพัฒนาการทางสมอง

การกำหนดห้ามไม่ให้มีการสอบเข้าเรียนต่อ ป.1 ถือเป็นเรื่องดีเพื่อให้เด็กมีพัฒนาการสมกับวัย แต่ก็ยังต้องมาตีความทางกฎหมายว่า การกำหนดห้ามนั้นครอบคลุมทุกโรงเรียนทั้งรัฐ เอกชน และโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยต่างๆ ได้ทั้งหมดหรือไม่

โดยเฉพาะโรงเรียนสาธิตของมหาวิทยาลัยที่มีกฎหมายเฉพาะและอยู่ภายใต้สภามหาวิทยาลัย จึงเป็นประเด็นที่ต้องระบุไว้ให้ชัดเจนในร่าง พ.ร.บ.

ในขณะที่กระบวนการคัดเลือกเด็กที่จะนำมาทดแทนการสอบจะต้องกำหนดออกมาด้วยเช่นกันเพื่อเป็นแนวปฏิบัติให้แก่โรงเรียน

ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความลักลั่น และป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเมื่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ผ่าน สนช.และประกาศ

ทั้งการอาศัยช่องโหว่ของการยกเลิกการสอบเข้ามาเป็นช่องทางในการเรียกรับเงินผ่านช่องทางการรับบริจาค การจ่ายแป๊ะเจี๊ยะ ยิ่งโดยเฉพาะในกลุ่มโรงเรียนยอดนิยม ทั้งโรงเรียนสาธิตและโรงเรียนของรัฐ เอกชน ที่ยังใช้วิธีการสอบคัดเลือก

แม้การห้ามสอบเข้า ป.1 ถือเป็นอีกก้าวของการศึกษาไทย เป็นความพยายามที่จะลดแรงกดดันของผู้ปกครองต่อตัวนักเรียน

ร่าง พ.ร.บ.จะสำเร็จมากน้อยแค่ไหนนั้น ตัวผู้ปกครองเองก็ต้องเลิกค่านิยมผลักดันให้ลูกหลานได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียงด้วยเช่นกัน

สุพัด ทีปะลา