หน้าแรก คอลัมนิสต์ การศึกษาประชา...

การศึกษาประชารัฐ โดย สมหมาย ปาริจฉัตต์

28.04.16 | 13:30 น.

การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศภายใต้แนวทางและกลไกคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ตั้งคณะทำงานร่วมรัฐ เอกชน ประชาชน (ประชารัฐ) 12 คณะเป็นความหวังและความภูมิใจของรัฐบาลแม่น้ำ 5 สาย

แต่เพราะโครงสร้าง องค์ประกอบเกือบทั้งหมดเป็นภาครัฐกับเอกชน ภาคประชาชนหรือประชาสังคมมีน้อยมากเลย จึงถูกวิจารณ์ว่ามาตรการและผลงานที่จะออกมา จะเอื้อประโยชน์ให้กับภาคธุรกิจเอกชนเป็นด้านหลักเสียมากกว่า ขณะที่ภาคประชาชนจริงๆ เหลือแต่ไม้ไอติมที่มีไอติมติดอยู่เพียงเล็กน้อย

ครับ เป็นเรื่องที่รัฐบาล คสช.ต้องรับฟังหาทางไปปรับปรุงแก้ไข กำกับทิศทางการดำเนินงานกันต่อไป

เปิดโอกาส ช่องทางให้ภาคประชาสังคม ภาคประชาชน ได้มีบทบาทส่วนร่วม เพื่อถ่วงดุลให้มาตรการต่างๆ ที่จะดำเนินการออกมา เกิดผลพวงต่อคนข้างล่างผู้ที่ควรจะได้รับประโยชน์มากที่สุดก่อน

คณะทำงานทั้ง 12 ชุด ประชุมล่าสุดเพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2559 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน รับฟังข้อเสนอและโครงการของแต่ละคณะทำงาน นำเสนอโครงการขนาดใหญ่อะไร ใช้งบประมาณเท่าไหร่ ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบคงบอกกล่าวให้ผู้คนได้รับรู้อย่างเป็นระบบต่อไป

Advertisement

กล่าวเฉพาะด้านการศึกษา คณะทำงานด้านนี้มีชื่อว่า คณะทำงานด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ประกอบด้วย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหัวหน้าทีมภาครัฐ นายศุภชัย เจียรวนนท์ บริษัทเครือเจริญโภคภัณฑ์ เป็นหัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานประกอบด้วย นายกานต์ ตระกูลฮุน บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย นายฐาปน สิริวัฒนภักดี บมจ.ไทยเบฟเวอเรจ นายชลณัฐ ญาณารณพ บจก.เอสซีจี เคมิคอลส์ ดร.สุชาดา กีระนันทน์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร บมจ.ปตท. นายวรวุฒิ อุ่นใจ บมจ.ซีโอแอล ดร.อาจอง ชุมสาย ณ อยุธยา ดร.วรภัทร์ ภู่เจริญ นายทนง โชติสรยุทธ์ บมจ.ซีเอ็ดยูเคชั่น ดร.วิทิต รัชชตาตะนนท์ กลุ่มโรงเรียนทอสี ดร.สิริกร มณีรินทร์ นายวิสิฐ ตันติสุนทร ประธานสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย นายสุเมธ เหล่าโมราพร บมจ.เครือเจริญโภคภัณฑ์ หัวหน้าคณะทำงานเสนอเป้าหมาย ต้องการยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศ พัฒนาเยาวชนขับเคลื่อนประเทศในอนาคต วาง 10 ยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนผ่าน 3 โครงการ ได้แก่

1.พัฒนาโรงเรียนให้เข้าถึงยุทธศาสตร์การศึกษา 7,400 โรง เริ่มต้นจากการคัดเลือก 3,000 โรง โดยมีงบประมาณ 5 แสนถึง 1 ล้านบาทต่อปี

2.สร้างผู้นำ 1,000 รายจากบริษัทเอกชนให้เชื่อมต่อจากผู้นำจากบริษัทเอกชนให้เข้าไปดูแลพัฒนาการศึกษา 1 คนต่อ 3 แห่งงาน กับ 3,300 โรงเรียน

3.โครงการพัฒนาประเทศไทยไปสู่ศูนย์กลางการศึกษาให้เอกชนตกลงร่วมกันลงทุนแบบมีพันธสัญญาประมาณ 20 บริษัทขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ บริษัทละ 5,000 ล้านบาท จะมีมูลค่าการลงทุนด้านการจัดตั้งศูนย์วิจัย มูลค่าการระดมทุนรวมกันถึง 1 แสนล้านบาทจะไปเชื่อมต่อ 10 คลัสเตอร์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ ดิจิตอล เทคโนโลยี นาโนเทคโนโลยี ไบโอเทคโนโลยีและโรโบติกเทคโนโลยี

ผมนำมาลำดับเพื่อเล่าสู่กันฟังและช่วยกันติดตามในนามของความหวังและหวังดีว่ากลไกและกระบวนการขับเคลื่อนนี้จะเป็นจริง เกิดผลสำเร็จ และเกิดความยั่งยืนในอนาคต

ไม่สร้างภาระให้กับบริษัทเอกชนที่ต่างล้วนมีภาระรับผิดชอบต่อผลกำไร ขาดทุน จากภารกิจบริหารกิจการให้เจริญเติบโตเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น นักลงทุน เป็นหลัก แต่ทุกฝ่ายควรเสียสละเพื่อประโยชน์ของสังคมในระยะยาว

ไม่สร้างภาระให้กับโรงเรียน ครู ผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องแบกรับ ปรับเปลี่ยนโครงการ แผนงานตามนโยบายใหม่ๆ มากมายตามยุคสมัยของความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง จนกระทบต่อภารกิจหลัก การจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาตนเองให้สอดรับกับยุคสมัย ปฏิรูปครูสู่ศตวรรษที่ 21

การดำเนินโครงการขนาดใหญ่เพื่อปฏิรูปการศึกษาดังตัวอย่างที่ว่ามานี้ จะเป็นทิศทางการดำเนินงานที่ถูกต้อง ผลประโยชน์ตกแก่เด็กนักเรียนเป็นกลุ่มแรกเสียที

ขณะเดียวกัน คาดหวังว่า ความเปลี่ยนแปลงทางการบริหารจัดการในระบบการศึกษาที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาดๆ ตามคำสั่งมาตรา 44 ปรับโครงสร้างการบริหารการศึกษาในส่วนภูมิภาคและส่วนกลางที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไป จะตอบรับกับความเคลื่อนไหวของคณะทำงานประชารัฐได้อย่างกลมกลืน

แม้จะหวั่นใจว่า ปฏิรูปเศรษฐกิจ ปฏิรูปการศึกษาเดินหน้า แต่ปฏิรูปการเมืองถอยหลัง จะไปด้วยกันได้จริงหรือไม่

ที่อยากเห็นและอยากเรียกร้องทุกฝ่ายได้มีโอกาสมีส่วนร่วมติดตาม วิพากษ์วิจารณ์เสนอแนะทั้งในระดับภาพรวมของความเปลี่ยนแปลง และระดับแผนงาน โครงการที่ต้องระดมทุนเงินจำนวนไม่น้อย ขณะที่งบประมาณมีจำกัดและใช้ไปในด้านรายจ่ายประจำ เงินเดือนและผลตอบแทนเป็นส่วนใหญ่เสียมากกว่า

การมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมประเมิน ร่วมรับผล ร่วมภูมิใจ หรือเสียใจก็ตาม แต่ภายใต้บรรยากาศอำนาจและความกลัว เสรีภาพการมีส่วนร่วมมีจำกัด จะส่งเสริมให้ทิศทางที่กำลังเดินไปนี้ เป็นไปอย่างถูกต้อง คุ้มค่า เกิดผลต่อการปฏิรูปการศึกษาเพื่อปวงชนเพียงไร